Articles

« Back to Result | List

“ความจำไม่สั้น-ความคิดสร้างสรรค์ยาว” เรามาทำ Mind Map กันดีกว่า

mind_map1

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด...”

“สองหนึ่งสอง สองสองสี่ สองสามหก...

เชื่อว่า ในช่วงชีวิตของการเป็นนักเรียนชั้นประถม ทุกท่านคงเคยผ่านการท่องอาขยาน และท่องสูตรคูณกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ภาพลักษณ์ของ “การเรียนรู้ด้วยการจำ” นั้นไม่สู้จะดีนัก วลีที่ว่า “ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง” รวมทั้งเสียงบ่นถึงความน่าเบื่อหน่ายของตำราวิชาสายสังคม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติในเชิงลบต่อการเรียนรู้ด้วยการจำทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ ดูเหมือนว่าสังคมโลกกำลังหันมาใส่ใจกับเรื่อง “ความจำ” กันอีกครั้ง เห็นได้จากกิจกรรมมากมายที่ส่งเสริมการพัฒนาความจำ อาทิ การแข่งขัน World Memory Championships (จัดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534) การแข่งขัน Asia Memory Championships (จัดที่ประเทศอินเดียเมื่อปลายปีที่แล้ว) สำหรับในประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า เราได้จัดตั้ง สถาบันนวัตกรรมความจำ ขึ้น เป็นหน่วยงานที่ดำเนินกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อพัฒนาความจำ อย่างเช่น การแข่งขันความจำ Thailand Open Memory Championships, การสัมมนาและประกวด Mind Map, การเปิดตัว Mind Map ที่ยาวที่สุดในโลก ฯลฯ

Mind Map เป็นเครื่องมือทางความคิดที่คิดค้นขึ้นโดย Tony Buzan ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มจัดการแข่งขัน World Memory Championships ถือเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยให้เราสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำ รวดเร็ว รวมทั้งสามารถเรียกความจำเหล่านั้นกลับมาใช้เมื่อไรก็ได้ด้วย หากจะกล่าวอย่างคร่าวๆ Mind Map ก็คือแผนภูมิภาพซึ่งใช้แทนคำพูดหรือความคิดต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันกับแก่นความคิดหลัก สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับกระบวนการคิดในด้านต่างๆ ตั้งแต่การสร้างความคิดใหม่ๆ การจัดกลุ่มและจัดโครงสร้างทางความคิด ไปจนถึงการทำให้ความคิดที่เป็นนามธรรมมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

แม้ว่าการเรียนรู้ด้วยการจำจะเปรียบเสมือนการคัดลอกองค์ความรู้ โดยปราศจากการใช้เหตุผล การคิดเชิงวิเคราะห์ หรือการแตกหน่อทางความคิดใหม่ๆ ก็ตาม แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่เรียนรู้มาจากความจำนั้นจะกลายเป็นข้อมูลที่ถูกเก็บไว้เพื่อใช้ในการอ้างอิงสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต (Frame of Reference) นอกจากนี้ หากความจำถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ mind map เป็นเครื่องมือแล้ว นั่นเท่ากับว่าเราก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์บวกกับทักษะการคิดอย่างเป็นระบบไปด้วยในตัว

สำหรับกระบวนการทำ Mind Mapping นั้นอาจสรุปได้โดยย่อ ดังนี้
ขั้นแรก คิดคำที่เป็นแก่นของเรื่องที่เราต้องการจะจำ ซึ่งจะเป็นคำว่าอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นคำที่สามารถเพิ่มคีย์เวิร์ดอื่นๆ ลงไปรอบๆ เช่น หากเราต้องการจำรายละเอียดต่างๆ ของใครสักคน (ชื่อ วันเดือนปีเกิด ประวัติส่วนตัวอื่นๆ) ก็ใส่ชื่อของเขาลงไปเป็นแกนกลาง

ขั้นที่สอง คิดคำที่เกี่ยวเนื่องกับแก่นของเรื่อง แล้วใส่ลงไปรอบๆ คำที่เป็นแก่น โดยไม่จำเป็นต้องจัดประเภท หรือจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลนั้นๆ เช่น ใส่วันเดือนปีเกิด แนวหนังสือที่ชอบอ่าน หนังเรื่องโปรด งานอดิเรก กีฬาที่ถนัด ฯลฯ ลงไป อาจเรียกขั้นตอนนี้ง่ายๆ ว่า “การระดมสมอง” (Brainstorming)

ขั้นสุดท้าย จัดกลุ่มข้อมูลตามประเภทโดยสร้างหัวเรื่องหลักไว้ก่อน แล้วจึงแตกรายละเอียดภายใต้หัวเรื่องนั้นออกไปเรื่อยๆ เช่น ในหัวข้อหลักเรื่องงานอดิเรก อาจจะแตกได้เป็น 3 หัวข้อย่อย คือกีฬา หนังสือ และภาพยนตร์ โดยที่แต่ละหัวข้อก็จะถูกแบ่งย่อยออกไปได้อีก เช่น กีฬาที่ชอบ กีฬาที่ถนัด ฯลฯ

การทำ Mind Map นั้นจะช่วยให้เราสามารถคิดและจัดข้อมูลในสมองได้อย่างเป็นระบบ เป็นการเปลี่ยนข้อมูลดิบที่เป็นคำพูดหรือตัวหนังสือให้กลายมาเป็นภาพ ซึ่งจะช่วยให้เราจำได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้น การเรียนรู้ด้วยการจำในวิธี Mind Map จึงมิใช่แค่การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง อันขาดซึ่งทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล หากแต่เป็นการฝึกฝนกระบวนการคิด ที่ต้องใช้ทั้งตรรกะและความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำมาใช้ช่วยให้การเรียน การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เทคนิคการทำ Mind Map จะถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของเด็กนักเรียนไทย เพราะนอกจากจะเหมาะสมกับการทำข้อสอบ (ที่เน้นความจำแบบไทยๆ) แล้ว เด็กๆ ยังจะได้ฝึกทักษะการคิดที่สร้างสรรค์และเป็นระบบด้วย

เครดิตภาพ:
http://ictlearning.net/wp-content/uploads/2009/04/mindmap_timemgt_small.jpg
digitalmindmap.blogspot.com
http://mindsecret1.blogspot.com/2009/08/what-is-mind-map.html

« Back to Result

  • Published Date: 2009-10-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com