Articles

« Back to Result | List

ออกแบบ “อย่างไทย” ออกแบบ “อย่างไร” (ตอนที่ 1 : ภาคทฤษฎี)

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม


คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมงานศิลปะหรืองานออกแบบจากญี่ปุ่นจึงมี "บุคลิกเฉพาะตัว" แบบ "ญี่ปุ๊น...ญี่ปุ่น" ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องมีดอกซากุระ อักษรฮิรากานะ หรือสัญลักษณ์ตีตรา "เมดอินเจแปน" แปะอยู่เลยสักนิดเดียว

หลายคนคงอยากได้คำตอบเหมือนกันกับเราว่า แล้วถ้าคนไทยต้องการจะสร้างออกแบบงานให้มี "บุคลิกเฉพาะตัวแบบไทย" บ้าง …เราจะต้องทำอย่างไร? คำตอบนั้นอยู่ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "พลิกมุมใหม่ ไทยสร้างสรรค์" ซึ่งเป็นโครงการสร้างองค์ความรู้และบุคลากรด้านการออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ของสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี ผศ.ดร.ญาดา ชวาลกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและ คุณสุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์ ผู้เขียนหนังสือ "ดีไซน์...เปลี่ยนโลก" เป็นวิทยากร


“เซน” "วาบิ-ซาบิ" "ชิบุย" จากศาสนาปรัชญาสู่แนวคิดผลิตภัณฑ์
"ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่มีแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย กลมกลืนกับธรรมชาติ สีสันไม่ฉูดฉาด และมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย แต่ทว่าในความง่ายนั้น งานออกแบบของญี่ปุ่นก็จะมีกระบวนการคิดซับซ้อนจนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่าง "ความคิดสร้างสรรค์" กับ "ขนมประเพณีดั้งเดิม" ได้อย่างสอดคล้องลงตัว

แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา “นิกายเซน” เป็นอย่างมาก (ซึ่งถือเป็นรากเหง้าของการออกแบบใน “สไตล์ญี่ปุ่น” จวบจนปัจจุบัน) เราจะเห็นตัวอย่างได้จากการออกแบบสถาปัตยกรรมซึ่งไม่เน้นความหรูหราโอ่อ่า หรือการประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการ ที่พักอาศัยในแบบญี่ปุ่นนั้นมักจะมีขนาดเล็ก เรียบ โล่ง แต่ในขณะเดียวกันมันกลับมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลายด้วยบานเลื่อนกระดาษ (ที่ถอดเคลื่อนย้ายได้) รวมทั้งยังมีการเชื่อมโยงกับธรรมชาติด้วยประตูบานเลื่อนที่เปิดสู่สวนด้านนอกเสมอ แนวคิดนี้นอกจากจะเป็นการออกแบบให้เข้ากับลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่จำกัดและเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของพุทธศาสนานิกายเซนที่เน้นการอยู่อาศัยอย่างสมถะ เรียบง่าย เห็นมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การละทิ้งกิเลสนั่นเอง


นอกจากประเด็นเรื่องวิถีคิดแบบเซนแล้ว ค่านิยมทางความงามแบบ "วาบิ-ซาบิ" ก็ถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญอีกข้อในงานออกแบบของญี่ปุ่น มันสะท้อนให้เห็นจากการเลือกใช้สีและวัสดุต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน "วาบิ-ซาบิ" นี้ คือการมองเห็นคุณค่าของความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่คงทน ไม่เสร็จสมบูรณ์ เป็นการเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อาทิเช่น การทำเครื่องปั้นดินเผาที่เผยให้เห็นพื้นผิวดิบห่ามหยาบกร้าน การปล่อยให้สีของสิ่งทอต่างๆ ไม่สม่ำเสมอกัน (อันเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ) การใช้วัสดุที่แสดงให้เห็นถึงการผุกร่อนเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ฯลฯ ค่านิยมดังกล่าวได้กลายเป็นมรดกตกทอดมาสู่ “การเลือกใช้สีของผลิตภัณฑ์” ในแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย ที่มักเป็นสีเอิร์ธโทนอย่างเช่นน้ำตาลอ่อน เทา ขาว เขียว ฯลฯ ตลอดจนความนิยมในการใช้เครื่องประดับประเภทมุกมากกว่าเพชรหรือทอง


อีกหนึ่งต้นตอแห่งอัตลักษณ์การออกแบบของญี่ปุ่นที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ ค่านิยมแบบ "ชิบุย" ที่เน้นความเข้มงวด ประณีต สง่างาม เรียบง่าย หากแต่แฝงไว้ซึ่งอารมณ์เศร้าสร้อยครึ้มสลัว อาทิเช่น การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นที่เน้นความสมดุลระหว่างความเรียบง่ายและซับซ้อน, การออกแบบตกแต่งภายในที่นิยมใช้สีโทนเคร่งขรึมสง่างาม (โดยมักใช้สีเทาเป็นสีกลาง), ฯลฯ นอกจากสีเอิร์ธโทนแล้ว อีกสองสีที่เป็นที่นิยมมากของชาวญี่ปุ่นก็คือ “สีขาว” ซึ่งสื่อความหมายถึง “ความสงบสุข” และ “สีแดง” อันเป็นสีแห่ง “ความสุขและการเฉลิมฉลอง” โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้สีขาว-แดงนี้ มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสื่อสารถึง “พละกำลัง” หรือ “พลังงาน” เป็นส่วนใหญ่

จากแนวคิดดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องยากหากคุณเห็นเสื้อผ้าสีเอิร์ธโทนที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ ไม่มีป้ายยี่ห้อ แล้วคุณจะคิดไปได้ทันทีว่า นั่นคงจะเป็นเสื้อยี่ห้อ Muji หรือเห็นขวดเครื่องใช้ในห้องน้ำที่เคลือบพื้นผิวด้านคล้ายหินสีขาวหรือดำ แล้วจะเดาได้ว่ามันเป็นยี่ห้อ Shiseido และก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโลโก้ของเสื้อผ้าวัยรุ่นอย่าง Uniqlo จึงเป็นสีขาว-แดง


เราอาจพบการผสมผสานระหว่างค่านิยม "วาบิ-ซาบิ" และ "ชิบุย" ในงานออกแบบหลายชิ้น ซึ่งมันจะสื่อสารได้ถึงอารมณ์ "ขัดแย้ง สมดุล และดิบตามธรรมชาติ" (ในแบบวาบิ-ซาบิ) พร้อมๆ กับให้ความ "สง่างามอย่างมีระเบียบแบบแผน” (ตามแบบของชิบุย) อาจกล่าวได้ว่าทั้งสองขนบนี้ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ทางการออกแบบของญี่ปุ่นที่ใครในโลกก็ไม่สามารถเลียนแบบได้

สร้างแนวคิดผลิตภัณฑ์ด้วย "อัตลักษณ์ไทย"
หากค่านิยมทางความงามข้างต้น คือ "ตัวตน" และ "ต้นตอ" ของสไตล์งานออกแบบญี่ปุ่นแล้ว คำถามต่อมาก็คือแล้วสิ่งที่เป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของไทยเราล่ะ เรามีค่านิยมทางความงามอะไรบ้าง และมีที่มาอย่างไร


การสัมมนาครั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง "อัตลักษณ์ไทย" ที่โดดเด่น 3 ประการ (ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม) ได้แก่
1. น้ำ : บ่อเกิดของวัฒนธรรมไทย วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันอยู่กับสายน้ำทั้งในเชิงวิถีชุมชนและสังคม อาทิ การละเล่น (แข่งเรือยาว), การเดินทาง (เรือ), ประเพณี (สงกรานต์, ลอยกระทง), เชิงศิลปวัฒนธรรม อย่างเช่น ภาษา (สุภาษิต คำพังเพย), จิตรกรรม (ภาพน้ำ), สถาปัตยกรรม (บ้านใต้ถุนสูง, เรือนแพ) และเชิงภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่นงานหัตถกรรม (การสานปลาตะเพียน) เป็นต้น
2. ดอกบัว : เป็นอัตลักษณ์ไทยที่ชัดเจนทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ มีเส้น รูปร่าง รูปทรง สัดส่วนและองค์ประกอบโดดเด่นเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีความหมาย คุณค่า และโอกาสการใช้งานที่เชื่อมโยงกับ “ศาสนาพุทธและวัด” อันเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยด้วย
3. น้ำใจ : เหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้เมื่อปี พ.ศ. 2547 ได้พิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นว่า คนไทยเป็นชนชาติที่มีน้ำใจยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่นแม้มิได้รับการร้องขอเป็นคุณสมบัติที่มีในคนไทยแทบทุกคน น้ำใจเป็นอัตลักษณ์ไทยเชิงนามธรรมที่ "มองเห็น" และ "สัมผัส" ได้อย่างชัดเจน

สร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ
การสัมมนาครั้งนี้ได้นำเสนอตัวอย่างผลงานที่มี “องค์ประกอบ” และ "กลิ่นอาย" ของน้ำ ดอกบัว และ น้ำใจ เพื่อสื่อถึงค่านิยมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ การคิดเพื่อสร้างสรรค์นี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการระดมสมอง (brainstorming) การวิเคราะห์ส่วนประกอบ (Morphological Analysis) ฯลฯ

อย่างไรก็ดี วิธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยม ใช้งานง่าย และเป็นประโยชน์ต่อนักออกแบบอย่างมาก ก็คือ การใช้ "รายการตรวจสอบของออสบอร์น" (Osborn's checklist) ซึ่งเป็นเทคนิคการกระตุ้นให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ ได้ไม่จบสิ้น (พัฒนาขึ้นโดย อเล็กซานเดอร์ ออสบอร์น)


Osborn's checklist ประกอบไปด้วยวิธีการหลักๆ 8 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. เปลี่ยนวิธีใช้ คือ ให้นักออกแบบลองคิดดูว่าผลิตภัณฑ์เดียวกัน จะมีวิธีใช้งานแบบใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง
2. พลิกมุมมอง ให้ลองคิดถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างออกไป เช่น รูปร่าง รูปทรง รส กลิ่น สี
3. เพิ่มคุณสมบัติ เราจะสามารถเพิ่มคุณสมบัติใดลงไปในผลิตภัณฑ์ได้บ้าง อาทิเช่น เวลา ความคงทน ความถี่ ความแข็งแรง ขนาด ความยาว ความหนา คุณค่า ส่วนผสม ฯลฯ
4. ลดคุณสมบัติ เราจะตัดหรือลดคุณสมบัติใดออกได้บ้าง เช่น ขนาด ความสั้น ความเตี้ย ความแคบ ความผอม ความเบา ความบาง การแบ่งออก ฯลฯ
5. แทนที่ด้วยสิ่งใหม่ เราจะสามารถแทนที่องค์ประกอบหรือรูปแบบเดิมได้อย่างไรบ้าง เช่น แทนที่ด้วยวัสดุ ขั้นตอน แหล่งพลังงาน สถานที่ วิธีการ เวลา อารมณ์ความรู้สึก เสียง ฯลฯ
6. ลำดับรูปแบบใหม่ เราจะเปลี่ยนรูปแบบการจัดลำดับได้อย่างไรบ้าง อาทิ การสลับสับเปลี่ยนองค์ประกอบ การจัดวางองค์ประกอบ ลำดับตำแหน่ง กำหนดการก่อนหลัง ฯลฯ
7. พลิกกลับ เป็นการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่ให้กลายเป็นตรงกันข้าม อย่างเช่น ระหว่างที่และรูปทรง กลับหัวกลับหาง ข้างนอกข้างใน พลิกบทบาทหน้าที่ ฯลฯ
8. ผสมผสาน อาจเป็นการผสมผสานระหว่างวัสดุ สี ลักษณะพื้นผิว รูปทรง ทิศทาง การจัดวาง หรือสิ่งของ

รายการตรวจสอบทั้ง 8 ข้อของออสบอร์นนี้ จะช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์ผลงานในมุมมองใหม่ได้ โดยที่ยังคงรักษาบุคลิกและอัตลักษณ์ที่ต้องการไว้ในงานออกแบบ ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบโลโก้ที่ต้องการแสดงถึงความเป็นไทย อาจตั้งต้นจากรูปมือสองข้างประกบกันเป็นรูปทรงดอกบัวธรรมดาๆ จากนั้น จึงพลิก เพิ่ม ลด แทนที่ ฯลฯ จนได้โลโก้ที่มีความแปลกใหม่ แปลกตา แต่ยังคงกลิ่นอายความเป็นไทยไว้ชัดเจน เป็นต้น

ในตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่า นักออกแบบจากภูมิภาคทั้งสี่ของประเทศไทยจะหยิบยกเอา "อัตลักษณ์ไทย" ข้อใดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และเมื่อพวกเขา "จับคู่" กับผู้ประกอบการเพื่อผลิตสินค้าจริงแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ห้ามพลาด!

ที่มาข้อมูลและภาพ :
เอกสารประกอบการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "พลิกมุมใหม่ ไทยสร้างสรรค์" โดยผศ.ดร.ญาดา ชวาลกุล ในโครงการสร้างองค์ความรู้และบุคลากรด้านการออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

« Back to Result

  • Published Date: 2012-10-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com