Articles

« Back to Result | List

“เปลี่ยน” เมืองสู่ความสร้างสรรค์ผ่านนโยบายการออกแบบชุมชนเมือง (Policy on Urban Planning)

changebkk.jpg

ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า "CHANGE" น่าจะเป็นคำที่คุ้นหูกันมากเป็นพิเศษ เพราะทั้งโครงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัคโอบามาและ Change Bangkok หรือ เทศกาลออกแบบบางกอก หนึ่งในกิจกรรมของโครงการ Creative Cities ที่จัดขึ้นโดยบริติช เคานซิล ต่างก็เลือกที่จะนำเสนอความคิดในการ "เปลี่ยน"สิ่งที่เป็นอยู่เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และการออกแบบชุมชนเมือง (Urban Planning) นี้ก็เป็นนโยบายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดการ change ในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง

ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังตื่นตัวต่อเรื่อง "การออกแบบชุมชนเมือง" (Urban Planning) เนื่องจากนโยบายและวิสัยทัศน์ในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนหนึ่ง ก็คือการเสริมสร้างเศรษฐกิจจากความเป็นเมืองที่เหมาะสม โดยพัฒนาเมืองให้มีศักยภาพในการเป็น creative cities ตอบรับกับทิศทางในการพัฒนาเศรษฐกิจยุค Creative Economy (TCDC ได้เคยจัดงานสัมมนา Creative Thailand และ Creativities Unfold ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมและเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับ Creative City ดัง links ต่อไปนี้ http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=2406; http://www.tcdcconnect.com/content/blog/?p=1845)

ในประเทศออสเตรเลียมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านโครงสร้างประชากรใหม่ เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่ประกอบอาชีพในสายงานด้านศิลปะวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ สามารถสมัครขอถือสัญชาติออสเตรเลียได้ง่ายขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่แทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย โดยรัฐบาลใจกว้างอนุญาตให้พำนักนอกประเทศได้ในระยะเวลาที่กำหนดด้วย แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลออสเตรเลีย กรณีดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลออสเตรเลียกำลังใช้นโยบายด้านประชากรของ Creative Economy เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทศวรรษหน้า

นอกจากนี้แนวทางการพัฒนาอันมุ่งเน้นไปที่ตัวเมืองและความเป็นเมือง เช่น การพัฒนาเมืองบังกาลอร์ให้เป็นเมืองหลวงแห่งไอทีของโลก หรือการเนรมิตเกาะแก่งและเมืองเสมือนจริงของดูไบ ก็ล้วนเป็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ใช้ "เมือง" เป็นฐานกำลังสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ

ภายในสิ้นปี 2551 นี้ จะมีเมืองในโลกทั้งสิ้น 27 เมืองที่เข้าข่ายเป็น "มหานคร" และมีประชากรอยู่อาศัยเกิน 10 ล้านคน ซึ่งเมืองใหญ่ทั้งหลายในโลกต่างต้องเตรียมรับมือกับการขยายตัวในหลายด้าน นับตั้งแต่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาสิ่งแวดล้อมในเมืองและชุมชน การใช้พลังงาน การสร้างเขตที่อยู่อาศัย ฯลฯ ทั้งนี้นอกจากจะทำให้เมืองน่าอยู่ และชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังเป็นการดึงดูดประชากรที่มีคุณภาพเข้ามา เพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับเมืองในระยะยาวอีกด้วย

ในสหรัฐอเมริกา นอกจากจะต้องแก้ปัญหาเร่งด่วนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว การพัฒนาเมืองยังเป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง นายบารัค โอบามาได้สัญญาว่าจะอนุมัติงบประมาณเป็นจำนวนเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้าง "ชุมชนนวัตกรรม" หรือ "Innovation Clusters" ที่รวมเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ไว้ด้วยกัน และมีนโยบายด้านพลังงานเพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานในเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ หันมาใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในประเทศให้มากขึ้น เช่น พลังงานนิวเคลียร์ ถ่านหินคุณภาพดี และพลังงานชีวภาพ เป็นต้น ตลอดจน มีโครงการปรับปรุงระบบการจ่ายไฟฟ้าให้เป็นแบบ new electricity grid system ที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพการจ่ายไฟดีขึ้น พร้อมสร้างตำแหน่งงานเพิ่มอีกราว 5 ล้านตำแหน่งด้วย

ส่วนในประเทศออสเตรเลีย รัฐเซาธ์ ออสเตรเลียก็ได้อนุมัติแผนการปฏิรูปเมือง Adelaide ระยะยาว 30 ปี พร้อมแผนเฉพาะสำหรับเขตอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งภายใต้แผนการ Better Planning, Better Future Planning: Reform 2008 นี้ มีการคาดการณ์กันว่าจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีเพิ่มขึ้น 5 พันล้านเหรียญออสเตรเลียภายใน 5 ปีได้ แถมยังดึงดูดประชากรและเพิ่มงานที่มีคุณภาพได้อีกหลายทศวรรษ โดยประเด็นหลักในแผนการปฏิรูปดังกล่าว ได้แก่ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ การเตรียมรับมือกับภาวะโลกร้อน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเขตที่อยู่อาศัยของชุมชน ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ และมีราคาอยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของได้

ในประเทศไทย นอกจากกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่แล้ว ยังมีเมืองอีกหลายเมืองที่มีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาตนเองสูง อาทิ เมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เกาะสมุย หรือแม้กระทั่งอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างอำเภอปาย ฉะนั้นถ้าเรายังต้องการที่จะพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว เรียกเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่ทางเศรษฐกิจดังกล่าว การวางแผนเพื่อพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน (ที่ไม่ทำลายตัวเอง และสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง) น่าจะเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายของชุมชนต้องช่วยกันขบคิดหาทิศทางไปกันตั้งแต่วันนี้

ข้อมูลและภาพจาก:
http://www.planetizen.com/

http://www.planning.sa.gov.au/

http://www.blognationmultimedia.com/kriengsak/2008/05/15

http://blog.kir.com/archives/urban%20sprawl.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2009-02-03
  • Resource: www.tcdcconnect.com