Articles

« Back to Result | List

“เรื่องของพี่กับน้อง” เมื่อพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกันในโลกของความสร้างสรรค์

dao_oat.jpg

เรื่องของพี่สาวและน้องชายต่างมารดา (ที่อายุห่างกันร่วมสิบปี) คุณดาว หทัยรัตน์ เอสเตรา มณเฑียร และคุณโอ๊ต พัฒนพงศ์ มณเฑียร ที่นอกจากจะมีความใกล้ชิดทางสายเลือดแล้ว ทั้งสองยังหลงใหลในศิลปะเหมือนกัน จนสามารถเป็นแรงผลักดันให้แก่กันในการสร้างสรรค์ผลงานด้วย คุณดาวผู้พี่นั้นทำงานแกลเลอรี่และงานจัดการพิพิธภัณฑ์ ส่วนคุณโอ๊ตผู้น้องทำงานศิลปะและออกแบบ สายงานที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ทำให้สองพี่น้องจับมือลุยงานด้วยกันหลายอย่าง

เรื่องของดาว
เรื่องราวเริ่มต้นที่พี่สาวผู้เป็นเหมือนใบเบิกทางด้านศิลปะสำหรับน้องชาย คุณดาวเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวนักธุรกิจร้านอาหารที่ยืนยันว่า จะขอเรียนต่อด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ หลังจากจบคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คุณดาวก็ไปต่อปริญญาโทด้าน Museum Study ที่ Amsterdam School of the Art ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนวิชาการพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ พอเรียนจบกลับมา เธอก็สานต่อความฝันที่ว่า "เราอยากให้คนไทยไปพิพิธภัณฑ์กันมากขึ้น จะทำวิธีไหนดีล่ะ" เธอจึงจัดตั้งกลุ่ม B Muse ขึ้นมาเพื่อการนี้

bmuse.jpg

B Muse

"B Muse คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักในงานพิพิธภัณฑ์ พวกเรารวมตัวกันพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมการไปพิพิธภัณฑ์ของคนไทยให้ขยายวงกว้างขึ้น ตั้งต้นกับโครงการชื่อ "ไปพิพิธภัณฑ์แล้วหัวใจเบิกบาน" (หรือ Museum without Boundaries) สร้างสรรค์สื่อต่างๆ ขึ้น เช่น การ์ตูน B Muse Comic, จดหมายข่าวแจกฟรี ฯลฯ เราอยากชี้ให้คนในสังคมเห็นว่า การไปพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องใกล้ตัว" กลุ่มเป้าหมายของโครงการ "กลุ่มเป้าหมายของเราคือ เด็กวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยทำงาน เพราะคนกลุ่มนี้เป็นนักเสพความบันเทิง ไปดูหนัง ไปดูคอนเสิร์ต แต่ไม่ค่อยไปพิพิธภัณฑ์กัน บางทีอาจไม่รู้จักหรือคิดว่าคงไม่สนุก คาดว่าตอนเด็กๆ เคยถูกบังคับให้ทำรายงานเวลาไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ (หัวเราะ) หรืออาจคิดไปว่า พิพิธภัณฑ์คงมีแต่เรื่องหนักๆ เราก็เลยอยากนำเสนอแง่ดีๆ ที่เขาอาจมองข้ามไป เผื่อว่าเขาจะอยากกลับไปดูใหม่ค่ะ"

estrella.jpg

Estrella Cartoon

"การ์ตูน Estrella, I believe in Art เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ดาวและน้องชายได้ทำงานร่วมกัน โดยดาวเป็นผู้เขียนเรื่อง ให้โอ๊ตวาดภาพประกอบ เราหยิบเรื่องการจัดการพิพิธภัณฑ์มาเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ทำให้อารมณ์สนุกสนานสอดแทรกเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ไว้"

B Muse Newsletter

"ส่วนในจดหมายข่าวเราแบ่งเป็นคอลัมน์ต่างๆ เช่น Forgotten Museum (พิพิธภัณฑ์ที่ถูกลืม) หรือคอลัมน์ Celebs in Museum ที่เราพยายามจะบอกว่า การไปพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องธรรมดาใกล้ตัว ขนาดดาราฮอลลีวู้ดยังใช้เวลากับครอบครัวด้วยการไปพิพิธภัณฑ์เลย ฉะนั้น ไม่จำเป็นหรอกว่า การไปพิพิธภัณฑ์ต้องรอไปกับทริปของโรงเรียน ที่จริงเราไปกับเพื่อน ไปกับแฟน เพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็ได้" การไปพิพิธภัณฑ์ดีอย่างไร "ดาวก็ไม่ได้สนใจพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่เด็กนะคะ แต่พอได้ไปพิพิธภัณฑ์ที่เมืองนอกครั้งแรกตอนปี 2000 ที่ Getty Center นั่นเป็นจุดที่ทำให้ดาวเปลี่ยนใจเลย แม้ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจเรื่องคอลเล็กชั่น แต่ก็ประทับใจในความเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว ความรื่นรมย์ภายในทำให้เราอยู่แล้วมีความสุข เขามีโปรแกรมต่างๆ ให้ดู มีการเชื่อมโยงกันระหว่างด้านในและด้านนอก คาเฟ่ก็น่ารัก ร้านหนังสือก็ดี ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราตามหา" หลังจากนั้น คุณดาวจึงเลือกเรียนต่อด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ ด้วยเชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างดีจะสามารถเป็นที่ที่ให้แรงบันดาลใจ ให้ความสุข เป็นแหล่งเติมเต็มชีวิตในด้านอื่นๆ ของผู้คนได้

bmusemag.jpg

เรื่องของโอ๊ต
ในวัย 19 ปี คุณโอ๊ตเรียนจบปริญญาตรีกราฟฟิกดีไซน์จาก Raffles College of Design and Commerce ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย สามปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เขาพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานศิลปะที่มากทั้งปริมาณและคุณภาพ สนามเด็กเล่นของเด็กชายวัยไม่ถึงยี่สิบคือการทำงานศิลป์วาดมือ ดิจิตอลอาร์ต กราฟฟิกดีไซน์ และงานแฟชั่น คุณโอ๊ตทำงานสม่ำเสมอจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด Kinokuniya Digital Art Prize จากร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ ที่ซิดนีย์ จากนั้นชื่อและงานของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จัก มีงานฟรีแลนซ์เข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่อายุ 17 โอ๊ตเพิ่งกลับมาเมืองไทยและแสดงนิทรรศการเดี่ยวในชื่อ ‘O for Oat' หรือ ‘เรื่องของโอ๊ต" ที่ B Muse Gallery ซึ่งงานนี้พี่สาวของเขารับหน้าที่ภัณฑารักษ์ด้วยตัวเอง

ชีวิตคือการทำงาน
"ตอนนี้โอ๊ตทำงานเยอะมากครับ ออกแบบโลโก้ให้บูติคโฮเต็ลที่เวียงจันทน์, ฝึกงานด้านแฟชั่นอยู่ที่ร้าน Shaka London, ทำงานปกแม็กกาซีน, เขียนบทความให้เว็บไซต์ www.startdrawing.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์โปรโมทงานของศิลปินเอเชีย" "สมัยที่อยู่ที่ซิดนี่ย์ โอ๊ตอยู่กับเอเจนซี่ชื่อ People like us เขาจะส่งงานมาให้เรื่อยๆ พอตอนนี้กลับมาอยู่บ้าน ก็ต้องลุยเองครับ สู้ตาย แต่ตอนนี้งานวิ่งเข้ามาหาตลอด เพราะส่วนมากคนจะเห็นงานโอ๊ตใน myspace (http://www.myspace.com/oatmontien) ก็เลยไม่ต้องออกไปวิ่งหางานเองเท่าไร" "โอ๊ตเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุ 17-18 คนก็ถามว่าจะรีบไปทำไม แต่โอ๊ตว่าความที่เรายังเด็ก พลังเยอะ เมื่อมีโอกาสดีเข้ามาเราก็ควรจะทำ บางทีงานเข้ามาเยอะจนไม่ได้นอนแต่เราก็อยากทำ เพราะถ้ารอให้อายุเยอะแล้วค่อยเริ่มทำ กลัวจะหมดแรงก่อน"

ศิลปิน VS ดีไซเนอร์
"เวลาโอ๊ตรับงานในฐานะดีไซเนอร์ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ส่วนในฐานะศิลปินเราจะเต็มที่ของเราได้ อยากวาดอะไรก็วาด แต่ถ้าเป็นงานของลูกค้า เราต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไรจึงเข้ามาหาเรา ไม่ใช่ทำงานแบบฉันต้องมีสไตล์ของฉัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม มันก็ย่อมมีความเป็นตัวเราแฝงอยู่ในนั้นอยู่แล้วครับ"

เรื่องของดาวและโอ๊ต กับแรงบันดาลใจที่มีให้กันและกันแรงบันดาลใจจากพี่สาว
"สำหรับโอ๊ต พี่ดาวเป็นผู้เบิกทางสายนี้ในครอบครัว เพราะเขาเป็นคนเดียวที่เลือกเรียนด้านศิลปะโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น ทุกครั้งที่ผมเจอเขา ผมจะรู้สึกว่าเขาสุดยอดมาก เวลาอยู่กับพี่ดาวเขาจะพาไปดูนิทรรศการ ได้ไปนู่นไปนี่ โอ๊ตก็รู้สึกว่าอาชีพด้านศิลปะนี่มันก็เป็นไปได้นะ"คุณโอ๊ตย้อนอดีตให้ฟังว่า "ก่อนไปเรียนที่ซิดนีย์ ผมมาปรึกษาพี่ดาวว่า จริงๆ ผมอยากเรียนศิลปะ แต่คิดว่าอาจจะต้องเรียนด้านบริหารเพราะที่บ้านมีธุรกิจอยู่" คุณดาวเสริมว่า "ดาวเลยบอกให้โอ๊ตไปลองคิดดู เพราะคนเราพอเรียนจบแล้ว เวลาหนึ่งในสามของชีวิตต้องอยู่กับงาน แล้วโอ๊ตคิดว่าตัวเองจะรับไหวไหม ในที่สุดโอ๊ตจะชอบธุรกิจไหม ให้ลองไปคิดดีๆ เพราะดาวเองก็เคยเจอคำถามนี้มาก่อนเหมือนกัน" โชคดีที่ครอบครัวของทั้งสอง (ถึงไม่เข้าใจเต็มร้อย) ก็ไม่ขัดขวางความฝันของลูก คุณโอ๊ตจึงเลือกเรียนตามใจรัก ซึ่งนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของพลังอันร้อนแรงในอาชีพศิลปินของเขาทุกวันนี้ ซึ่งตลอดเส้นทางที่ผ่านมา โอ๊ตก็มีพี่ดาวเป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจ และจุดประกายความคิดหลายๆ เรื่องให้กับเขา

แรงบันดาลใจจากน้องชาย
"สำหรับดาว ดาวมองว่า น้องชายเป็นฮีโร่ มองว่าเขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยได้อีกมาก ตอนนี้เด็กๆ อาจคลั่งป๊อบไอดอลจากเกาหลี แต่มันไม่ใช่ทุกคนนะคะ ยังมีคนที่ทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองมากๆ ซึ่งเรื่องของโอ๊ต (ความฝันและความสำเร็จ) นี่น่าจะป็นกำลังใจให้พวกเขาได้ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นกำลังใจให้ดาวเองด้วย (หัวเราะ) คือ เราเห็นน้องเขาทำงานเยอะมาก ก็รู้สึกว่าเราจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทันน้องค่ะ"

ศิลปินกับภัณฑารักษ์ (น้องชายกับพี่สาว) ทำงานด้วยกันอย่างไร

ความที่งานศิลปะของคุณโอ๊ตเป็นงานที่ทำคนเดียว พี่สาวจึงต้องรับหน้าที่วงนอกไปเต็มๆ คือทั้งผลักทั้งดัน ช่วยโปรโมตงานให้น้องชาย หาที่ทางให้น้องได้แสดงผลงาน ในขณะที่งานของคุณดาวเอง (กับโครงการ B Muse) กลับได้น้องชายเข้ามาคลุกวงในตลอด เมื่อคุณดาวคิดอะไรได้ อยากนำเสนอสาระอะไร ก็จะให้คุณโอ๊ตช่วยถ่ายทอดออกมา คุณโอ๊ตเล่าว่า "เราได้คุยกันเยอะ งานจึงออกมาดี ก็มีบ้างที่ทะเลาะกันแต่ไม่ถึงกับเลิกรากันไป กับลูกค้าอื่นบางทีเราเบื่อมากก็เลิกทำกับเขาไปเลย แต่กับพี่สาวนี่เลิกไม่ได้ (หัวเราะ) ใช้วิธีประนีประนอมครับ ผมทำงานจนถึงจุดที่พี่ดาวพอใจและผมเองก็พอใจด้วย เป็นกระบวนการทำงานที่เราทั้งคู่มีความสุข" "ยกตัวอย่างเช่น งาน B Muse ตอนออกแบบภาพลักษณ์และโลโก้ เราลองทำกันเยอะมาก จากตอนแรกที่ทำเป็นสไตล์ Art Nouveau มาเป็น Minimal มาเป็น Victorian ลองทำมาทุกยุคก็ยังไม่ใช่ สุดท้ายมาสรุปกันที่ไอเดียที่ว่า ไปมิวเซียมแล้วสนุกดี เราจึงได้หัวข้อว่า ไปพิพิธภัณฑ์แล้วหัวใจเบิกบาน' แล้วจึงค่อยออกแบบภาพลักษณ์โดยรวมจากตรงนั้น ก็ได้เป็นอะไรที่ง่าย น่ารัก แต่ได้ความรู้ด้วยครับ" กับแบรนด์ Midnite Kiss ที่คุณดาวเล่าให้ฟังว่า "เป็นสบู่แบรนด์พี่น้อง ดาวอยากทำสบู่ก็ไปหาสูตรมาทำเอง ส่วนเรื่องบรรจุภัณฑ์เราก็มาคุยกับโอ๊ต เขาก็ออกแบบมา 4-5 แบบ สวยทุกอัน แต่เราว่ามันยังไม่ใช่ ก็อธิบายกับเขาใหม่ว่า อยากทำให้ฝรั่งเห็นแล้วซื้อ ฉะนั้นต้องให้มีเอกลักษณ์ไทย" "โอ๊ตต้องกลับไปทำงานมาใหม่ ส่วนพี่ก็หาภาพอ้างอิงมาให้เขาเพิ่ม เช่นพวกแผนการศึกษาสมัยก่อน แบบเรียนมานีมานะ โปสเตอร์ หรือหนังสือดาราภาพยนตร์สมัยก่อน เพื่อให้โอ๊ตนึกถึงองค์ประกอบอะไรแบบนั้น คราวนี้พอร่างแบบมาใหม่ก็ใช่เลย แนวคิดคือซิกส์ตี้แบบไทย จากนั้นก็พัฒนาแบบไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนของงานออกแบบ ในที่สุดก็ได้มาเป็นแบบที่เห็นนี่แหละค่ะ" ในทางกลับกัน คุณดาวก็ช่วยผลักดันและทำงานให้กับน้องชายอย่างเต็มที่เช่นกัน "พี่ดาวช่วยโปรโมตและทำนิทรรศการเดี่ยวให้ผมไงครับ" คุณโอ๊ตยกเครดิตให้พี่สาวแบบเต็มๆ

oforoat.jpg

เรื่องเริ่มต้นที่คุณโอ๊ตกลับมาเมืองไทยและยังอยากทำงานศิลปะต่อ แต่เขาเองไม่มีคอนเน็กชั่น ไม่รู้จักใคร และไม่มีใครรู้จัก (ไม่เหมือนสมัยที่เขาอยู่ซิดนีย์ ที่ชื่อคุณโอ๊ตเริ่มเป็นที่รู้จักแล้วจากรางวัลการประกวดต่างๆ) การจัดนิทรรศการแสดงผลงานส่วนตัวจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้คนไทยได้รู้จักกับ "โอ๊ต มณเฑียร" มากขึ้น ในฐานะภัณฑารักษ์และพี่สาว คุณดาวตัดสินใจดึงสิ่งที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดในตัวศิลปิน / น้องชายมานำเสนอ เธอเลือกที่จะเล่าถึง "เรื่องของโอ๊ต" "โดยทั่วไปทางแกลเลอรี่อาจเลือกงานจากสไตล์ ดูเนื้อหางาน ฯลฯ แต่ดาวจัดนิทรรศการนี้เพื่อสื่อถึงเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ลองทำตามความฝันของตัวเอง และจากการลองผิดลองถูกนั้นก็ได้พาชีวิตเขาสู่ความสำเร็จในวันนี้" คุณดาวกล่าวสรุป แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ แต่สองพี่น้องก็ทำงานพึ่งพากันมาไม่น้อย และเมื่อถามถึงโครงการร่วมกันในอนาคต ทั้งสองบอกว่ายังไม่ได้วางแผนอะไรใหญ่โต แต่ถ้ามีโอกาสเข้ามาก็จะทำให้เต็มที่ "สิ่งที่ทำในวันนี้จะปูทางให้เราไปเจองานใหม่ๆ ในวันข้างหน้า ซึ่งเท่านี้ก็พอแล้ว" บทความที่เกี่ยวข้อง คลิก

เจาะประเด็นเด่น - การประนีประนอม เปิดกว้างยอมรับความคิด และทดลองซ้ำ เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายศิลปิน/นักออกแบบ และฝ่ายผลิต (โปรดิวเซอร์/ภัณฑารักษ์/นักการจัดการ)- เว็บไซต์ Networking ทั้งหลายเป็นพื้นที่แสดงผลงานที่ไม่ควรมองข้าม อาทิ Myspace, Facebook, Multiply, หรือ tcdcconnect พื้นที่ออนไลน์เหล่านี้เป็นช่องทางการสื่อสารที่ได้ผลดีเสมอ สำหรับผู้ที่มีผลงานและผู้ตามหาผลงาน - พิพิธภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างดีจะสามารถเป็นที่ที่ให้แรงบันดาลใจ ให้ความสุข เป็นแหล่งเติมเต็มชีวิตในด้านอื่นๆ ของผู้คนได้ - กระบวนการทำงานของศิลปินกับดีไซเนอร์นั้นต่างกัน ดีไซเนอร์ต้องยึดโจทย์หรือความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ต่างจากศิลปินที่ทำงานด้วยจินตนาการและตัวตนข้างใน
Tags: designer, Thai

« Back to Result

  • Published Date: 2009-03-04
  • Resource: www.tcdcconnect.com