Articles

« Back to Result | List

รูปแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า

เรื่อง: อ. ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

home1.jpg

เป็นเรื่องไม่ง่ายที่ใครจะมาบอกว่า "รูปแบบ" ของที่อยู่อาศัยในอีก ๑๐ ปีข้างหน้านั้นเป็นอย่างไร เพราะหากผู้ที่พยายามจะทำนายนั้นคิดว่า "รูปแบบ = รูปทรง" ที่ว่าบ้านที่ก่อสร้างในทศวรรษหน้านั้นจะเป็นทรงเหลี่ยม หรือทรงโค้ง จะเป็นหลังคาจั่ว หรือหลังคาแบน หรือว่าบ้านนั้นจะเป็นสีขาว สีเหลือง หรือว่าสีแดง..... เพราะว่าสิ่งที่กำลังจะทำนายกันนั้น เป็นเพียง "รสนิยม หรือ แฟชั่น" เท่านั้น ซึ่งแฟชั่น และรสนิยม ยากที่จะทำนายกันได้ก่อนเป็น ๑๐ ปี จริงๆ

หากแต่เมื่อพิจารณา "ปัจจัยรอบด้าน" ที่มีผลต่ออาคารที่พักอาศัยในทศวรรษหน้า ก็คือการคาดหมายถึง "ความเปลี่ยนแปลง ความคงอยู่ และการย้อนยุค" ของสรรพสิ่ง สังคม และวิทยาการ ต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงไป และนำเข้าเชื่อมประสานกับความเป็นอาคารที่พักอาศัย ก็อาจสามารถคาดหมาย "รูปแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า" ได้บ้าง

บทความต่อไปนี้เป็นการพยายามพิจารณาปัจจัยรอบด้านที่น่าจะเกิดขึ้น และนำมาสู่การคาดหมายสู่ลักษณะของที่อยู่อาศัยที่จะเป็นไปในทศวรรษหน้า..... ซึ่งจะเป็นบทความปลายเปิด ให้ท่านผู้อ่านได้ทำการคาดหมาย และวิเคราะห์กันต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่อรูปแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า

home2.jpg

เมื่อพิจารณา และคาดหมายสภาวะในทศวรรษหน้า (ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวันนี้) และน่าจะส่งผลรูปแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า น่าจะประกอบด้วยปัจจัย ๑๐ ประเด็นดังต่อไปนี้ก. การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ทั้งเทคโนโลยีทางด้านการขนส่ง, การผลิตวัสดุก่อสร้าง, วิธีกรรมการก่อสร้าง, งานระบบวิศวกรรม, การสื่อสาร, พลังงาน, ฯลฯ ที่มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิ- ภาพมากขึ้น มีความรวดเร็วขึ้น มีขนาดเล็กลง พลังงานจะเป็นสิ่งที่ต้องใช้กันอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น (อีก ๑๐ ปีข้างหน้า พลังงานนิวเคลียร์ยังไม่มีใช้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะเริ่มโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในวันพรุ่งนี้ก็ตาม) การออกแบบ และก่อสร้างใดๆ จึงต้องผูกติดกับปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างแน่นอน

ก. การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ทั้งเทคโนโลยีทางด้านการขนส่ง, การผลิตวัสดุก่อสร้าง, วิธีกรรมการก่อสร้าง, งานระบบวิศวกรรม, การสื่อสาร, พลังงาน, ฯลฯ ที่มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิ- ภาพมากขึ้น มีความรวดเร็วขึ้น มีขนาดเล็กลง พลังงานจะเป็นสิ่งที่ต้องใช้กันอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น (อีก ๑๐ ปีข้างหน้า พลังงานนิวเคลียร์ยังไม่มีใช้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะเริ่มโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในวันพรุ่งนี้ก็ตาม) การออกแบบ และก่อสร้างใดๆ จึงต้องผูกติดกับปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างแน่นอน

home4-2.jpg

ข. การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร
หมายถึงอัตราการเจริญพันธ์ของเมืองไทยน่าจะมีอัตราที่ถดถอย (อัตราการเพิ่มของประชากรน้อยลง), เด็กจะมีความสำคัญต่อสังคมมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะมีจำนวนคนชรามากขึ้น (เพราะวิทยาการทางการแพทย์ดีขึ้น จึงทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น) อีกทั้งจำนวนคนพิการก็จะมากขึ้น (เพราะมีการรักษาชีวิตที่ดีขึ้น และผู้ชราก็ถือว่าเป็นผู้พิการอย่างหนึ่งด้วย) สังคมไทยจะเอาใจใส่ต่อผู้พิการมากขึ้น ดังนั้นการออกแบบอาคารในทศวรรษหน้า จะต้องคิดถึงเขาเหล่านั้นเสมอ

home5-2.jpg

ค. การเปลี่ยนแปลง และความคงอยู่ทางด้านวัฒนธรรม
เพราะโลกที่เปิดกว้างขึ้น วิทยาการ การสื่อสาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้โลกดูเล็กลง การแลกเปลี่ยน การครอบงำ การลอกเลียน ทางวัฒนธรรมจึงรุนแรง และล้ำลึกมากขึ้น .....ตามทฤษฎีของท่านเซอร์ ไอแซคนิวตันที่กล่าวว่า Action = Reaction น่าจะทำให้สังคมไทยเริ่มมีการหวงแหนวัฒนธรรมของชนชาติบางอย่างมากขึ้น ทำให้คนไทยเริ่มเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมของชาติมากขึ้น รูปแบบทางสถาปัตยกรรม ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะสะท้อนปฏิกิริยา Reaction นี้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้าเช่นเดียวกัน

home6-2.jpg

ง. การกลับสู่ธรรมชาติ ใกล้ชิดธรรมชาติ และเข้าใจธรรมชาติ ตามกระแสสภาวะโลกร้อน
จะเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า งานก่อสร้างที่เกิดขึ้นจะหลีกเลี่ยงผลที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนมากขึ้น การดึงธรรมชาติเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ วัสดุก่อสร้างที่ต้องทำลายธรรมชาติจะใช้น้อยลง ขณะเดียวกันการทำวัสดุที่ดูเหมือนผลิตผลของธรรมชาติจะมีมากขึ้น ตลอดจนการใช้วัสดุหมุนเวียน Re Cycle จะมีมากขึ้น และจะเป็นจุดขายที่สำคัญจุดหนึ่ง หรืออาจจะเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคบางท่าน อาจใช้เพื่อต้องการประกาศตนว่า เขาเป็นคนดีที่รักษาโลกนี้ไว้เช่นกัน

จ. การคำนึงถึงสุขภาพของผู้อยู่อาศัยจะมีสูงขึ้น เพราะมนุษย์จะมีความ "กลัวการเจ็บป่วย" มากขึ้น เนื่องจากการรับรู้ข่าวสารความทรมานของการเจ็บป่วยชัดเจนขึ้น และรับรู้ข่าวสารของเหตุแห่งการป่วยไข้มากขึ้นเป็น ปฏิภาคกัน.... นอกจากการเกรงกลัวความเจ็บป่วยแล้ว การเกรงกลัวต่อ "ความตาย" ของผู้คนในสังคมที่พอมีฐานะ และมีความหวังในชีวิตก็จะมีมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นการออกแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า จึงต้องคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยจะต้องมีความปลอดภัยจากโรคภัย ปลอดภัยจากอันตรายต่อชีวิต และอาจหนุนเนื่องไปถึงการออกแบบให้ผู้อาศัยมีความแข็งแรงขึ้นมากกว่าปกติธรรมดาด้วย

home7-2.jpg

ฉ. การคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สินจะมากขึ้น
เพราะดูเหมือนว่าสังคมไทย ในปัจจุบันไปจนถึงทศวรรษหน้า จะเสพและผูกติดกับ "วัตถุนิยม และตัวเลข" มากขึ้นทุกวัน สังคมวัตถุนิยมจะสร้าง "ความถ่างทางเศรษฐกิจ และความอยากได้ของของผู้อื่นมาให้ตนเสพ" ก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การแสวงหาวัตถุของผู้อื่นอย่างมักง่าย จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมีผลทำให้ "ความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน" ของคนในสังคมน้อยลง การป้องกันตัวด้วยวิธีกรรมต่างๆ จะมีมากขึ้น เป็นผลให้การออกแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า จะต้องเตรียมการป้องกันความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สินมากขึ้นนั่นเอง

ช. การเปลี่ยนแปลงเพราะการย้ายถิ่นฐานของคนไทยมีมากขึ้น และถี่ขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดมากขึ้น เพราะคนไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็นผู้อยู่อาศัยที่ติดที่ติดถิ่นฐาน ไม่ชอบการย้ายบ้านย้ายถิ่นฐาน ไม่ชอบการแยกตัวออกจากครอบครัว จะมีการเปลี่ยนแปลงไป มีผลทำให้การเปลี่ยนแปลที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น บางครั้งเป็นการย้ายถิ่นที่ถาวร บางครั้งเป็นการย้ายถิ่น(และหาที่พักอาศัยใหม่)กึ่งถาวร และบางครั้งก็เป็นการย้ายถิ่นชั่วคราว การออกแบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และถูกใจกับผู้ย้ายถิ่นเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ผู้ออกแบบ และผู้ลงทุนในทศวรรษหน้า จะต้องนำมาเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งการพิจารณา และตัดสินใจ

ซ. คนรับใช้ส่วนตัวในบ้านจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะคำว่า "สาวใช้ คนใช้ แจ๋ว ฯลฯ" เป็นสิ่งที่จะค่อยๆ ขาดหายไปจากสังคมไทย เหมือนกับคำว่า "ทาส และบ่าว" ในอดีตนั้นได้หายไปแล้ว ทำให้การดูแลรักษาที่พักอาศัยจะพึ่งพิงคนรับใช้ได้น้อยลง การทำความสะอาดทุกวัน การดูแลรักษาบ้านทุกวัน การซื้อของสดของจุกจิกทุกๆ วัน ฯลฯ จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นการออกแบบที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า จึงต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

ฌ. การเปลี่ยนแปลงเพราะข้อตกลงการค้าข้ามชาติ และ WTO ซึ่งคือการค้าขายทำธุรกิจขยายวงใหญ่ขึ้น และตามข้อตกลงความเท่าเทียมกัน ๒ ใน ๔ ข้อของ WTO ก็คือการตั้งบริษัทข้ามชาติ และการให้ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ จะเป็นเหตุให้มีชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยในประเทศมากขึ้น วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติแต่ละชาติ จะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้ามีความพิเศษในบางอาคาร หรือบางโครงการได้

home8-2.jpg

ญ. การเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ของอาคารจะมีมากขึ้น
เพราะสภาพของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป และอาคารหลายแห่งก็หมดอายุการใช้งาน การเปลี่ยนแปลงทางด้านผังเมือง และสิ่งแวดล้อม จะทำให้อาคารหลายอาคารจะต้องมีการรื้อทิ้ง และสร้างใหม่ อาคารจำนวนมากมายจะมีการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอย (อาจจะมีการเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ หากมีสาเหตุ และเหตุผลทางการตลาด และการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) อาคารที่จะมีการออกแบบหรือก่อสร้างขึ้นมาใหม่ จำเป็นที่จะต้องมี "ความอ่อนตัวต่อการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยของอาคาร" ตั้งแต่เริ่มแรกด้วย

จากเหตุ และปัจจัยทั้ง ๑๐ ประการที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นมูลเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลง (หรือไม่เปลี่ยนแปลง) ของลักษณะที่อยู่อาศัยในทศวรรษหน้า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดนั้น อาจจะเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรืออาจจะเกิดจากหลายๆ สาเหตุมารวมกันก็ได้ ซึ่งทั้งหมดของเหตุ และปัจจัยนั้นจำเป็นที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ หรือลงทุน จะต้องคิด และพิจารณา ซึ่งอาจจะมีเหตุ และปัจจัยเฉพาะตน หรือเฉพาะโครงการเพิ่มมากขึ้นก็ได้

ตัวอย่างลักษณะของอาคารในทศวรรษหน้า

home9.jpg

จากเหตุ และปัจจัยที่กล่าวถึง ๑๐ ประการข้างต้น ลักษณะของอาคารในทศวรรษหน้าได้จะมีการเปลี่ยน แปลงจากปัจจุบันไปบ้าง ขอยกตัวอย่างลักษณะของอาคาร

ในทศวรรษหน้าสัก ๒๐ อย่างดังต่อไปนี้

๑. บ้านจะเริ่มมีการตรวจสอบตัวเองได้ เป็นการใช้เทคโนโลยีที่จะใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบบ้านขั้นพื้นฐานได้ เช่นเรื่องของไฟฟ้ารั่ว กำลังจะใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง เปิดไฟฟ้าแสงสว่างทิ้งเอาไว้ เปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างทิ้งไว้นานเกินไป น้ำรั่ว หน้าต่าง-ประตูเปิดค้างไว้ ท่อระบายน้ำกำลังจะอุดตัน มีคนบุกรุกเข้ามาในบ้าน ฯลฯ ตอนแรกนั้นอาจจะเป็นเรื่องของการทำตามแฟชั่น แต่เมื่อมีการปรับปรุงมากขึ้น ก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ในปัจจุบัน

home11-2.jpg

๒. การก่อสร้างบ้านจะใช้วัสดุ และวิธีกรรมการก่อสร้างสำเร็จรูปมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม หรือการตกแต่งภายใน เริ่มก้าวเข้าสู่งานวิศวกรรมระบบที่จะมีการติดตั้งอุปกรณ์เป็นชุดสำเร็จ เพราะแรงงานขาดแคลน และมีอัตราค่าแรงมีมากขึ้น แรงงานที่ชำนาญน้อยลง (การใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานจะสามารถควบคุมคุณภาพได้มากขึ้น) และต้องการให้การก่อสร้างรวดเร็วขึ้น

๓. การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและโลกจะนิยมขึ้น หรือบางครั้งกลายเป็นมาตรฐาน หรือกฎหมายบังคับ เพราะกระแสการรักษาธรรมชาติ และสภาวะโลกร้อนจะถูกกระตุ้นความสำคัญมากขึ้นอย่างรวดเร็วในอีก ๕ ปีข้างหน้า จะมีข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการควบคุมวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ (เหมือนกรณีการห้ามใช้สารแขวนลอย หรือวัสดุประเภทแอสเบสตอส ในกฎหมายการก่อสร้างของไทย) ทั้งนี้รวมถึงการใช้วัสดุประเภท Recycle ก็จะเป็นที่นิยมมากขึ้น และมีผลทางการตลาดด้วย

home12-2.jpg

๔. ระบบสื่อสารทุกประเภทจะต้องมีพร้อมในบ้านหลังเดียว (หรือแม้แต่ห้องพักชุดเดียว) เพราะการสื่อสารไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก หรือแพงเกินไปแล้ว ระบบสื่อสารทั้งทางสาย และทางอากาศ จะถูกติดตั้งไปพร้อมกับระบบการก่อสร้างอื่นๆ การเตรียมที่ว่าง หรือท่อ หรือช่องสำหรับการขยายความสามารถของระบบสื่อสารภายในที่พักอาศัยจะเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบ และผู้ลงทุนจะต้องเตรียมไว้ให้พร้อม คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเลคโทรนิคทุกอย่างต้องใช้ได้ทุกบริเวณ และอาจจะมีการออกแบบบางห้อง หรือบางบริเวณ ที่เป็น "พื้นที่ปลอดสัญญาณ" เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว หรือเป็นพื้นที่แห่งความสงบภายในบ้านด้วย

home13-2.jpg

๕. บ้านจะยกพื้นสูงขึ้น และมีระบบป้องกันน้ำท่วมดีขึ้น
เพราะหากกระแสโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นอย่างที่มีความคาดหมายกันไว้ หลายพื้นที่ในเมืองไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่เป็นทางน้ำหลาก และพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล) จะมีน้ำขังนานขึ้น หรือสูงขึ้น หรืออาจจะเกิดปัญหาของน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมาเอ่อพื้นดิน (คล้ายปรากฏการณ์ที่บริเวณบางส่วนของบางขุนเทียนในปัจจุบัน) ดังนั้นการออกแบบก่อสร้างที่เตรียมพร้อมกับระดับน้ำของโลกที่เปลี่ยนไปจึงเป็นลัทธิแก้อีกอย่างหนึ่งที่ผู้ออกแบบอาคารจะต้องจัดเตรียมเอาไว้

home14-2.jpg

๖. บ้านจะเป็นมิตรกับผู้พิการ ผู้อาวุโส และเด็กมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพื้นที่ หรือทางสัญจรต่างๆ แก่ผู้อาวุโส เด็ก และผู้พิการ ให้เหมาะสมกับการใช้งานอย่างสะดวก และปลอดภัย (เช่น ระดับพื้นห้องน้ำ มือจับการเปิดปิดประตู ทางลาด บันได ฯลฯ) ระบบสัญญาณเตือนภัย และสัญญานของความช่วยเหลือก็จะเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบต้องจัดเตรียมเอาไว้ หากที่อยู่อาศัยใดไม่เตรียมการสิ่งเหล่านี้เอาไว้ อาจจะไม่เป็นที่ต้องการของผู้อยู่อาศัย และมีผลให้อาคารที่ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว ต้องหาทางเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงอาคารให้เป็นมิตรกับผู้อาวุโส ผู้พิการ และเด็กมากขึ้น

๗. ลักษณะบ้านจะมีความเป็นไทยร่วมสมัยมากขึ้นเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น เพราะกระแสโลกาภิวัฒน์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ผู้เป็นเจ้าของอาคารต้องการให้ที่อยู่อาศัยของตนเองมีเอกลักษณ์มากขึ้น และเอกลักษณ์ที่น่าจะเป็นที่นิยมในทศวรรษหน้า ก็คือการออกแบบโดยใช้ศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุ (เช่น ผ้าไทย กระเบื้องที่ได้ความรู้สึกไทย เป็นต้น) และเรื่องของรูปทรงอาคาร (รวมถึงองค์ประกอบของอาคาร) หรืออาจจะไปถึงลักษณะของการเชื่อมต่อ Space และพื้นที่ต่างๆ (เช่น ชาน ลาน เรือน โถง เป็นต้น) รวมถึงองค์ประดับตกแต่งต่างๆ (เช่น เฟอร์นิเจอร์ รูปภาพ ผ้าม่าน ฯลฯ)

๘. จะมีพื้นที่ หรือภาชนะที่สามารถปลูกต้นไม้ได้มากขึ้น โดยจะมีลานคอนกรีต หรือลานหินที่ตากแดดตากลมน้อยลง (บ่อน้ำที่วางกลางแดดเพื่อประดับก็จะน้อยลงด้วย) จะมีพื้นที่ที่สามารถปลูกต้นไม้ใหญ่มากขึ้น หากมีพื้นที่เล็กก็จะมีการจัดเตรียมต้นไม้กึ่งแดดกึ่งร่มเอาไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ด้วย (เช่น ที่วางกระถางต้นไม้ กระบะต้นไม้) จะมีการจัดเตรียมการดูแลรักษาต้นไม้อย่างสะดวกสบาย (เช่น ก๊อกน้ำรดต้นไม้ พื้นที่ที่คนปกติสามารถไปปลูกหรือตัดแต่งต้นไม้ การระบายน้ำจากต้นไม้ เป็นต้น)

๙. หลังคาแบบ Roof Garden จะเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะพื้นที่อาคารพักอาศัยมีราคาแพงขึ้น ผู้อาศัยต้องการใช้พื้นที่ทุกส่วนอย่างมีประโยชน์มากที่สุด เมื่อร่วมกับกระแสโลกร้อน การปลูกต้นไม้จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก่อนนั้นการทำ Roof Garden ไม่เป็นที่นิยมในเมืองไทย เพราะระบบการก่อสร้างที่ป้องกันน้ำรั่วซึมที่ดาดฟ้า ยังทำไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งระบบโครงสร้างที่รับน้ำหนักอาจจะยังมีราคาแพงเกินไป แต่บัดนี้ราคาค่าก่อสร้างส่วนที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่สามารถรับน้ำหนักได้มาก ราคาถูกลงเมื่อเทียบกับวัสดุก่อสร้างอาคารตัวอื่น อีกทั้งระบบป้องกันการรั่วซึมมีความก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้การทำ Roof Garden หรือสวนต้นไม้บนดาดฟ้าไม่มีปัญหากวนใจมากมายอีกต่อไป แต่ Roof Garden จะทำให้เจ้าของอาคารมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น การดูแลรักษาไม่ยากหากติดตั้งระบบอัตโนมัติมากขึ้น อีกทั้ง Roof Garden จะทำหน้าที่ของการเป็นฉนวนกันความร้อนของอาคารอย่างดีไปด้วย และตอบรับกับกระแสโลกร้อนได้มากขึ้นด้วย

๑๐. บ้านมือสองจะขายดีขึ้น หากปรับปรุงได้เหมาะสมกับกาลเวลา เพราะการย้ายถิ่นฐานของคนไทยมีมากขึ้น การย้ายบ้านจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งจึงมีมากขึ้น (คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา) แต่ทั้งนี้ต้องเป็นบ้านมือสอง (บ้านเก่า) ที่จะต้องสามรถปรับปรุงส่วนต่างๆ ของอาคารให้เหมาะสมกับกาลเวลาได้ เช่นการปรับปรุงเพื่อให้คนพิการ ผู้อาวุโส สามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย และสะดวกสบาย หรือการปรับปรุงให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารได้ดีเพียงพอ เป็นต้น

๑๑. บ้านต่อไปจะต้องบำรุงรักษาง่าย เพราะมนุษย์ต้องการความสะอาดมากขึ้น (เนื่องจากการกังวลต่อสุขภาพ และอายุขัยมากขึ้น) แต่จะมีผู้ช่วยดูแลทำความสะอาดบ้านน้อยลง (หรืออัตราค่าแรงจะมีราคาสูงขึ้นมาก) อีกทั้งมีความน่าไว้ใจระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ในสังคมวัตถุนิยมจะมีน้อยลง

home15-2.jpg

๑๒. ที่อยู่อาศัยจะมีขนาดเล็กลง
เพราะราคาที่อยู่อาศัยต่อตารางเมตรจะสูงขึ้น มีการใช้ที่ว่างทางตั้งมากขึ้น (Vertical Used) เช่นตู้สูง พื้นที่ใต้หลังคา พื้นที่ใต้ฝ้าเพดาน พื้นที่ใต้เตียง ฯลฯ เป็นต้น ทำให้พื้นที่ทางราบ Horizontal Area มีพื้นที่ที่เล็กลงได้ ทำให้จ่ายเงินน้อยลง (และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น)

๑๓. ที่อยู่อาศัยจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอยได้ง่ายขึ้น เพราะการใช้ชีวิตอาจจะต้องการความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น การขยับห้อง เปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอย และการก่อสร้างด้วยตัวผู้อยู่อาศัยเอง (D.I.Y.) จะมีความนิยมมากขึ้น การออกแบบจะต้องคำนึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตมากขึ้น (เช่น การออกแบบผนังเบา การควบคุมระดับของห้องต่างๆ ไม่ให้แตกต่างกัน การคำนวณแบบทางวิศวกรรมโครงสร้าง จะคำนวณให้ทุกพื้นที่สามารถรับน้ำหนักจรได้เท่าๆ กัน การเตรียมการทางวิศวกรรมระบบไฟฟ้า สื่อสาร เครื่องกล สุขาภิบาล จะต้องเตรียมความพร้อมไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น) ทำให้การตลาดต้องแสดงความอ่อนตัวในการปรับเปลี่ยนอาคารนั้นๆ ให้ผู้สนใจได้ทราบด้วย

๑๔. ที่อยู่อาศัยจะต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันโจรมากขึ้น เพราะสังคมวัตถุนิยมรุนแรงขึ้น ช่องว่างทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น อย่างที่กล่าวไว้ในปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงข้างต้น และเมืองไทยยังไม่มีระบบคุ้มครองความปลอดภัยจากทางรัฐได้สมบูรณ์ ย่อมทำให้เกิดโจรขโมยมากขึ้นเป็นธรรมดา ที่พักอาศัยจึงต้องการระบบป้องกันภัยที่ดีขึ้น ทั้งลักษณะของอาคาร และอุปกรณ์อัตโนมัติ แต่ทั้งนี้ผู้ออกแบบจะคิดระนาบเดียวเรื่องของการป้องกันโจรเข้าบ้านไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการหนีภัยของผู้อยู่อาศัยที่จะต้องออกไปได้อย่างปลอดภัย ในกรณีที่เกิดอัคคีภัย หรือกรณีที่โจรบุกเข้ามาในบ้านแล้ว หรือแม้แต่กรณีที่ในบ้านมีการทะเลาะและทำร้ายซึ่งกันและกัน ผู้ที่อยู่ในบ้านจะหนีภัยออกจากบ้านอย่างไร ยิ่งหากเป็นกรณีที่ที่อยู่อาศัยรวมกันเป็นตึกใหญ่ตึกเดียว (เช่นหอพัก อพาทเมนท์ คอนโดมิเนียม) ผู้ออกแบบ และผู้ประกอบการจะต้องคิด และตระเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้เอาไว้ด้วย

๑๕. ........................ (กรุณาเติมความที่ท่านคาดหมายในช่องว่าง) .......................................

๑๖. ........................ (กรุณาเติมความที่ท่านคาดหมายในช่องว่าง) .......................................

๑๗. ........................ (กรุณาเติมความที่ท่านคาดหมายในช่องว่าง) .......................................

๑๘. ........................ (กรุณาเติมความที่ท่านคาดหมายในช่องว่าง) .......................................

๑๙. ........................ (กรุณาเติมความที่ท่านคาดหมายในช่องว่าง) .......................................

๒๐. ........................ (กรุณาเติมความที่ท่านคาดหมายในช่องว่าง) .......................................




« Back to Result

  • Published Date: 2009-05-27
  • Resource: www.tcdcconnect.com