Creative Knowledge

« Back to Result | List

LONDON: WALK ON

9  มกราคม 2013 ถือเป็นวันเกิดปีที่ 150 ของรถไฟใต้ดินลอนดอน (London Underground) นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีการเดินรถสายเมโทรโพลิแทน (Metropolitan Line) จากสถานีแพดดิงตัน (Paddington) ไปยังสถานีแฟร์ริงดอน (Farringdon) โดยMetropolitan Railwayบริษัทเอกชนที่ก่อตั้งเมื่อปี 1854 จำนวนผู้โดยสาร 26,000 คนบนเส้นทาง 5.6 กิโลเมตรใต้พื้นถนนของลอนดอนเมื่อ 150 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครจินตนาการได้ว่าอีก 150 ปีข้างหน้า ระยะทางทั้งหมดของระบบขนส่งมวลชนนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 400 กิโลเมตร มีเส้นทางให้บริการเพิ่มเป็น 11 สาย ทั้งหมด 270 สถานี ใน 6 โซน และทำหน้าที่ขนย้ายผู้โดยสารวันละไม่ต่ำกว่า 3.5 ล้านคน


© Mike Kemp/ In Picture /Corbis

รถไฟใต้ดินลอนดอน (หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า  Tube - ท่อ) กลายเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิตในกรุงลอนดอน ยิ่งมีการเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบอื่นด้วย Oyster Card บัตรโดยสารใบเดียวที่ใช้ได้กับทั้งรถไฟใต้ดินและบนดิน รถเมล์ รถราง รถไฟเบาสายด็อกแลนด์ส (Docklands Light Railway - DLR ) หรือแม้แต่เรือโดยสาร เพียงแค่เติมเงินเข้าไปในบัตรที่เครื่องบริการอัตโนมัติ ระบบชิปที่ฝังอยู่ในบัตรจะทำหน้าที่ตัดยอดเงินค่าบริการ รวมทั้งบันทึกการเดินทางในแต่ละครั้ง และคำนวณออกมาเป็นยอดเงินที่เหลืออยู่ทุกครั้งเวลาที่ผู้โดยสารออกจากระบบขนส่งที่ใช้บริการ เมื่อเสริมด้วยระบบโดยสารอื่นอย่างรถเมล์ที่คอยเชื่อมต่อในจุดที่ Tube ทะลุเข้าไปไม่ถึงแล้ว ก็ยิ่งทำให้รถยนต์ส่วนตัวกลายเป็นพาหนะที่ไม่มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตที่นี่ และยิ่งหมดความหมายไปอีกเมื่อตอนที่เคน ลิฟวิงสโตน (Ken Livingstone) นายกเทศมนตรีคนแรกของกรุงลอนดอนออกนโยบายเรียกเก็บค่าจราจรติดขัดจากรถยนต์ที่ขับเข้ามาในโซนชั้นในของลอนดอนเมื่อปี 2003 ซึ่งทำให้หลายคนเลิกใช้รถและหันไปขี่จักรยานเพิ่มขึ้นกว่า 3 หมื่นคนในเวลาชั่วข้ามคืน โดยเงินที่ได้จากการเก็บค่าขับรถส่วนตัวเข้ามาในลอนดอนนั้นถูกนำไปใช้พัฒนาระบบขนส่งมวลชนและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขี่จักรยานและการเดิน

            ทุกวันนี้มีคนใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางมากกว่า 5 แสนเที่ยวต่อวัน ส่งผลให้สภาพจราจรและปัญหามลภาวะบนท้องถนนในลอนดอนค่อยๆ เริ่มดีขึ้น แต่สภาพการจราจรของผู้โดยสารที่อยู่ในรถใต้ดินกลับแย่ลงเรื่อยๆ สาเหตุก็เพราะแผนที่รถไฟใต้ดินลอนดอน

ไม่มีใครปฏิเสธว่าผลงานการออกแบบของแฮร์รี เบก (Harry Beck) พนักงานดราฟต์แมนแผนกไฟฟ้าของรถไฟใต้ดินลอนดอนเมื่อปี 1933 ถือเป็นงานอินโฟกราฟิก (Infographic - ข้อมูลกราฟิก) ระดับไอคอนของโลก องค์ประกอบที่เรียบง่ายอย่างเส้นนอน เส้นตั้ง หรือว่าเส้นเฉียงทำมุม 45 องศา แทนค่าเส้นทางการเดินรถ การใช้สีที่แตกต่างกันไปแต่ละเส้นแทนการเดินรถของแต่ละสาย และวงกลมแต่ละวงแทนค่าเป็นแต่ละสถานี การจัดวางชื่อของทุกสถานีในตำแหน่งที่เหมาะสมและชัดเจน ทำให้แผนที่เส้นทางเดินรถที่สลับซับซ้อนดูง่ายอ่านง่ายและได้รับความนิยมมหาศาลจากชาวลอนดอนตั้งแต่ที่ผลิตออกมาครั้งแรก แต่เมื่อความเป็นจริงของเมืองถูกทำให้เหลือเป็นแค่เส้นตรงและจุดวงกลมบนแผนที่ ระยะทางที่คำนึงถึงสัดส่วนและความเหมาะสมในแผ่นกระดาษมากกว่าระยะทางจริง ทำให้ผู้โดยสารส่วนมากเกิดความเข้าใจผิดเรื่องระยะทาง บ่อยครั้งที่พวกเขาตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เสียเวลามากกว่าเพราะเชื่อระยะทางที่อยู่ในแผนที่ และบ่อยครั้งที่พวกเขาตัดสินใจใช้ Tube ทั้งที่ความจริงเป็นระยะทางที่เดินถึงได้ภายใน 5 นาที

            ผลการวิจัยชื่อ Mind the Map! ของจ้าน กว๋อ (Zhan Guo) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนโยบายการขนส่งและวางแผนเมือง (Urban Planning and Transport Policy) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) ได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้โดยสารส่วนมากมักจะเชื่อแผนที่ Tube มากกว่าประสบการณ์ในการเดินทางของตัวเอง ผู้โดยสารจำนวนถึงร้อยละ 30 เลือกเส้นทางผิดหรือไม่ก็เลือกเส้นทางที่ไกลกว่า ไม่เว้นแม้แต่ผู้โดยสารที่ใช้ Tube เป็นประจำ นี่คือปัญหาที่ทำให้ผู้โดยสารต้องเสียเวลาอยู่ใน Tube มากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมกับนักท่องเที่ยวจำนวนกว่า 27 ล้านคนต่อปี และการปิดซ่อมบำรุงสถานีหลายสถานีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การจราจรของผู้โดยสารในระบบรถใต้ดินกลายเป็นปัญหาสำคัญของการเดินทางในลอนดอน การปิดประตูทางเข้าสถานีอย่างสถานีอ็อกซ์ฟอร์ด เซอร์คัส (Oxford Circus) ในช่วงที่มีผู้โดยสารมากจนไม่สามารถให้บริการได้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน

            สำนักนายกเทศมนตรีและองค์การคมนาคมสำหรับลอนดอน (Transport for London: TFL) ร่วมมือกันเพื่อหาวิธีที่จะทำให้จำนวนผู้โดยสารรถใต้ดินลดลง โดยที่ต้องไม่ไปเพิ่มจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนน ซึ่งก็ไม่มีคำตอบไหนที่ง่ายและชัดเจนไปกว่าการสนับสนุนให้ชาวลอนดอนเดินกันให้มากขึ้น โดยวางเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2015 ลอนดอนจะเป็นเมืองที่น่าเดินมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก


© spagallaco

            แต่คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลอนดอนเป็นเมืองที่ไม่ได้มีการจัดการผังเมืองอย่างเป็นระบบ ไม่มีการใส่ตัวเลขในชื่อถนนอย่างนิวยอร์ก ไม่มีการเรียงลำดับชื่อถนนตามตัวอักษรอย่างวอชิงตัน ดี.ซี. และไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเมืองตามกริดเหมือนที่ชิคาโก้ แต่ลอนดอนเป็นกลุ่มหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่อย่างที่เห็นทุกวันนี้ ถนนบางสายนั้นเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าถนน และถนนหลายสายยังคงสภาพเดิมมาตั้งแต่สมัยกลาง ตำแหน่งที่ติดป้ายชื่อถนนส่วนมากจึงมองหาได้ยาก รวมทั้งระบบป้ายบอกทางต่างๆ เช่น ในบริเวณโซน 1 ที่แค่โซนนี้โซนเดียวก็มีให้เห็นไม่น้อยกว่า 32 แบบ ยิ่งสร้างความสับสนมากกว่าจะให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เลยไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าบางคนจะหลงทางในลอนดอน เพราะแม้แต่ชาวลอนดอนเองก็ยังหลงทางกันเป็นประจำ

            Legible London คือโครงการออกแบบและจัดทำระบบป้ายบอกทางสำหรับคนเดินถนนในลอนดอนที่รับผิดชอบโดยสำนักงานออกแบบ Applied Information Group (AIG) โดยโจทย์ที่ได้รับจากสำนักนายกฯ และ TFL คือทำอย่างไรให้คนในลอนดอนหันมาเดินกันมากขึ้น สิ่งที่ AIG ต้องการทำออกมาก็คือพวกเขาจะทำให้ชาวลอนดอนเห็นว่าส่วนต่างๆ ของเมืองเชื่อมต่อกันอย่างไร ขั้นตอนแรกคือการสร้างแผนที่สำหรับคนเดินเท้าโดยเฉพาะ และขั้นตอนต่อไปคือการติดตั้งแผนที่ให้เข้าถึงผู้คนให้มากที่สุด โดยตัวต้นแบบ (Prototype) ของระบบนำทางแบบใหม่ได้รับการติดตั้งเป็นที่แรกในย่านเมย์แฟร์ (Mayfair) เมื่อปี 2007 และ ในปี 2009 ได้ทำการติดตั้งเพิ่มเติมในย่านโคเวนต์ การ์เดน (Covent Garden) บลูมส์เบอรี (Bloomsbury) เซาธ์แบงก์และแบงก์ไซด์ (South Bank and Bankside) รวมถึงริชมอนด์และทวิกเคนแฮม (Richmond and Twickenham)


© freddyboo.blogspot.com

Politics & Cycling
เมื่อตอนที่บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) ชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงลอนดอนในปี 2008 ว่ากันว่านั่นเป็นเพราะนโยบายที่สนับสนุนการใช้จักรยานในลอนดอน โดยเฉพาะโครงการที่โดดเด่นและเชิดหน้าชูตาให้เขามากที่สุดนั่นคือ Barclays Cycle Hire (ที่สื่ออังกฤษเรียกกันสั้นๆ ว่า Boris Bike) ระบบโครงข่ายจักรยานสาธารณะให้เช่าที่มีจุดให้บริการอยู่ตามหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลอนดอนและตามสวนสาธารณะใจกลางเมือง รวมทั้งการจัดสร้าง "ทางด่วนจักรยาน" ที่เป็นเลนพิเศษสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ สถิติที่น่าสนใจตามมาก็คืออุบัติเหตุจากการขี่จักรยานในลอนดอนเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 50 ในช่วงระหว่างปี 2006-2011 และในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีครั้งล่าสุดเมื่อธันวาคม 2012 ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของจักรยาน ความปลอดภัย และราคาค่าโดยสารของระบบขนส่งมวลชน ที่ท้ายที่สุดบอริสก็ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีสมัยที่ 2 เฉือนชนะเคน ลิฟวิงสโตน ไปได้หวุดหวิด

            สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Legible London คือการแปรสภาพข้อมูลที่ได้จากการวิจัยผู้คนบนท้องถนนให้ออกมาเป็นงานอินโฟกราฟิกที่เหมาะสมที่สุด ทิม เฟนด์ลีย์ (Tim Fendley)  หัวหน้าทีมออกแบบของAIG อธิบายถึงขั้นตอนการทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ว่า สิ่งที่ได้จากการวิจัยก็คือแผนที่แบบเดิมๆ ที่เป็นภาพ 2 มิติ มองลงมาจากด้านบน และมีทิศเหนืออยู่ด้านบนไม่ได้ช่วยทำให้เข้าใจได้เท่ากับแผนที่ที่แสดงให้เห็นว่าอาคารที่อยู่โดยรอบมีลักษณะอย่างไร สิ่งที่ทีมออกแบบของเขาพยายามทำคือการช่วยให้คนดูแผนที่สามารถเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นได้ อาคารเด่นๆ หรือแลนด์มาร์กที่สำคัญในแผนที่จึงถูกปรับให้เป็นแบบ 3 มิติ และมีรายละเอียดของหน้าอาคาร (Facade) ที่เหมือนกับของจริง ตัดเรื่องทิศเหนืออยู่ด้านบนออกไปและใช้วิธี Heads-Up นั่นคือภาพที่เห็นของจริงอยู่ตรงหน้าจะไปอยู่ด้านบนของแผนที่ ผลจากการเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตพฤติกรรมการใช้แผนที่ต้นแบบที่ย่านเมย์แฟร์ (Mayfair) ทุกวันศุกร์เป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ทราบว่าในแผนที่ต้องมีดรรชนี (Index) ของสถานที่ต่างๆ อยู่ด้วย แม้แต่สัญลักษณ์อย่างคุณอยู่ที่นี่ (You Are Here) จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้เข้าใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหนสักเท่าไหร่ ทีมออกแบบของ AIG พบว่าการใช้ Target Circle ที่แสดงให้เห็นว่าภายในระยะการเดิน 5 นาทีจะเจออะไร และใน 15 นาทีจะเจออะไร ช่วยให้คนดูแผนที่สามารถหาตัวเองในแผนที่ได้เร็วขึ้น เพราะแค่มองไปที่จุดศูนย์กลางของวงกลมเท่านั้น

 
© applied-espi.com

            ข้อมูลต่างๆ ที่อยู่บนป้ายนั้นครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ที่ป้ายนั้นติดตั้งอยู่ การบอกทิศทาง แผนที่ Finder Map บอกระยะการเดินใน 5 นาที Planner Map ที่บอกระยะการเดิน 15 นาที Street Finder ข้อมูล Index ของสถานที่ต่างๆ เรียงตามตัวอักษร นอกจากการออกแบบตัวป้ายและแผนที่แล้ว AIG ยังต้องทำการสำรวจบริเวณที่จะติดตั้งป้ายบอกทางใหม่นี้ด้วย เส้นทางหลักคือที่ไหน เพื่อให้เข้าถึงคนเดินถนนได้มากที่สุด ต้องอยู่ในจุดที่ไม่ไปขวางทางแต่ก็ต้องเป็นจุดที่มองเห็นได้ง่าย ถ้าเป็นถนนขนาดใหญ่จะติดตั้งป้ายบนทางเดินเท้าทั้ง 2 ฝั่ง บริเวณไหนที่มีป้ายแบบเดิมก็ต้องรื้อออกให้หมด ให้เหลือแค่ระบบป้ายของ Legible London เท่านั้น

            อีก 2 ปีข้างหน้า ลอนดอนจะเป็นเมืองที่น่าเดินที่สุดในโลกหรือไม่ ความแออัดในสถานีรถไฟใต้ดินลอนดอนจะน้อยลงอย่างที่ตั้งใจไว้ไหม ผู้คนจะหันหลังให้กับการเดินทางระยะใกล้ๆ ด้วยการใช้รถไฟใต้ดินแล้วพากันขึ้นบนดินกันมากเพียงใด โครงการอย่าง Legible London นั้นคุ้มค่าใช่หรือไม่ และถึงตอนนั้นจะต้องทำโครงการดึงคนที่เดินตามท้องถนนให้กลับลงไปใช้รถใต้ดินหรือเปล่า คงต้องปล่อยให้เป็นคำตอบอันใกล้ที่การออกแบบบริการขนาดใหญ่ระดับเมืองนี้จะตอบกับชาวลอนดอนต่อไป 

The Specialist
ในปี 2011 สำนักงานออกแบบสัญชาติอังกฤษ Applied Information Group: AIG ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Applied หลังจากรวมเข้ากับ Edenspiekermann สำนักงานออกแบบจากยุโรป เพื่อให้บริการงานออกแบบจัดการข้อมูลที่หลากหลาย ตั้งแต่ระบบป้ายของเมือง การออกแบบแผนที่ การออกแบบหนังสือ นิทรรศการ เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ออฟฟิศหลักอยู่ที่คลาร์กเคนเวลล์ (Clerkenwell) ในลอนดอน และมีสาขาอื่นกระจายอยู่ทั้งที่แวนคูเวอร์ โซล สตุตการ์ต อัมสเตอร์ดัม และเบอร์ลิน ทีมงานของ Applied มีทั้งนักออกแบบกราฟิก นักออกแบบตัวอักษร นักออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ นักวางผังเมือง นักวิจัย ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้จัดการโครงการ นักเขียน และนักทำแผนที่ นอกจาก “Legible London” แล้ว โปรเจ็กต์อื่นที่น่าสนใจของที่นี่คือการออกแบบระบบนำทางให้กับเมือง อย่าง Legible Leeds, Bristol Legible City, Legible Glasgow และ Vancouver

ที่มา:
applied-espi.com
dailymail.com
slate.com
tfl.gov.uk

« Back to Result

  • Published Date: 2013-02-11
  • Resource: www.creativethailand.org