Articles

« Back to Result | List

MASDAR CITY ความหวังกลางทะเลทรายเพื่อลมหายใจบริสุทธิ์

มาสดาร์ ซิตี้” หากใครไม่เคยได้ยินชื่อนี้ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะมันยังไม่ใช่เมืองที่ปรากฏอยู่บนแผนที่โลก ไม่เคยอยู่ในแบบเรียนวิชาสังคมและยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่เหล่าบล็อกเกอร์นักเดินทางจะพร่ำเพ้อถึง

ตรงกันข้ามกับทุกข้อที่กล่าวไป “มาสดาร์ ซิตี้” (Masdar City)  คือเมืองในฝันที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเป็นเมืองแห่งโลกอนาคต และเป็นเมืองที่จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสะอาดล้วนๆแต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือเมืองแห่งนี้กำลังจะผุดขึ้น ณ ใจกลางทะเลทรายอาหรับดินแดนแห่งเศรษฐีนักค้าน้ำมันผู้ซึ่งกำลังใช้ชีวิตร่ำรวยและหรูหราอยู่กับการ “ถลุงทรัพยากรโลก” ทุกรูปแบบ

ก้าวที่กล้าของเศรษฐีอาหรับ
ราว 17 กิโลเมตรจากดาวน์ทาวน์อาบูดาบี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์- UAE) ท่ามกลางไอระอุของทะเลทรายไม่ไกลจากน้ำทะเลสีครามของอ่าวเปอร์เซีย สุลต่านอาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ (Sultan Ahmed Al Jaber) ซีอีโอผู้บริหารโครงการ “มาสดาร์ ซิตี้” เพิ่งได้เปิดประตูต้อนรับเหล่าแขกผู้มาเยือนภายใต้ร่มเงาของอาคารสีเทอราคอตต้าหน้าตาประหลาด กลุ่มอาคารดังกล่าวนี้เป็นที่ตั้งของ “สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมาสดาร์ (Masdar Institute of Science and Technology)” ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยด้านการวิจัยที่ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ “พลังงานทางเลือก” และ “ความยั่งยืนของโลกอนาคต” โดยตรง

              “วิสัยทัศน์แห่งมาสดาร์ได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่” สุลต่านกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ปัจจุบันสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมาสดาร์นี้ เป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของคณาจารย์และนักศึกษาเกือบสองร้อยชีวิตที่จะต้องทำหน้าที่เป็นทั้ง “นักทดลอง” และ  “หนูทดลอง” ในเวลาเดียวกัน เขาเหล่านี้ถือเป็น “ประชากรกลุ่มแรกของเมือง” ที่ลงทะเบียนมาอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่ปี 2010 โดยมีหน้าที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรง พัฒนาเทคโนโลยี และทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คิดค้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชากรทดลองของมาสดาร์ซิตี้มีเป้าหมายสำคัญเดียวกัน คือ เพื่อพิสูจน์ว่าไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนนั้น “ไม่ใช่เรื่องเกินจริง” แม้ในภูมิประเทศที่แห้งแล้งที่สุดเช่นในทะเลทราย

     ที่ผ่านมาภายใต้แผนการออกแบบของสถาปนิกดังอย่างนอร์แมน ฟอสเตอร์  (Norman Foster) บวกกับพลังการขับเคลื่อนของ  Mubadala Development Company ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาสดาร์ ซิตี้ถูกวางเป้าให้เปิดตัวเต็มรูปแบบในปี 2016 เพื่อรองรับการอยู่อาศัยของประชากรคุณภาพราว 40,000 คน และอีก 50,000 คนที่คาดว่าจะเดินทางเข้าออกเมืองในแต่ละวัน โดยเมืองแห่ง  “พลังงานสะอาด 100%” นี้จะมีผังเมืองที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง ประกอบด้วยบ้านเรือนพักอาศัยพื้นที่สำหรับสำนักงานและร้านค้า โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แหล่งพลังงานหมุนเวียนของตนเอง รวมทั้งเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายครบถ้วนซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวล้วนเป็นนวัตกรรมล้ำยุค เช่น ระบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้คนขับ ระบบปรับสภาพอากาศบนท้องถนน ไปจนถึงระบบตรวจวัดระดับการใช้พลังงานของพลเมือง ฯลฯ

            อย่างไรก็ดี ด้วยปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลกที่รุมเร้าในช่วงสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา แม้แต่ประเทศอภิมหาเศรษฐีอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ยังถึงกับสะดุดและต้องออกมายอมรับว่า “เอาไม่อยู่” การขาดสภาพคล่องในวงจรผู้บริโภคของโลก ได้ส่งผลให้โครงการระดับชาติอย่างมาสดาร์ ซิตี้มีอันต้องปรับกระบวนยุทธ์ใหม่ และต้องแปะป้าย “ดีเลย์” ออกไปอีกราวหนึ่งทศวรรษ เป้าหมายใหม่จึงอยู่ที่ปี 2025

ความฝันแรกของเราอาจจะยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับขนาดโครงการและเวลาที่เรามีในมือ และอย่างที่เห็นๆ กันว่า ณ จุดนี้การสร้างอะไรที่แพงเกินเอื้อมสำหรับปุถุชนทั่วไป มันคงไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืนแน่”- สตีเฟน เซเวอแรนซ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และบริหารโครงการ

แม้จะล้มลุกคลุกคลานในเรื่องเงินทุนและการคาดการณ์ตลาดที่พลาดเป้าไปพักใหญ่ แต่ขณะนี้มาสดาร์ ซิตี้ก็เริ่มมีผู้เช่าเงินหนาตบเท้าเข้าร่วมอุดมการณ์บ้างแล้ว โดยส่วนมากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มุ่งหน้าสู่ “เทคโนโลยีสะอาด” เหมือนๆ กัน เช่น Siemens, SK Energy,General Electric (GE) และ International Renewable Energy Agency (IRENA) เป็นต้นซึ่งนี่ถือเป็นนิมิตหมายอันดีว่า มาสดาร์ ซิตี้จะมีโอกาสเปลี่ยนสถานะจาก “เมืองทดลอง” มาสู่ความเป็น “เมืองมนุษย์ที่แท้จริง” ได้ในปี  2025 อย่างที่ตั้งใจไว้

เทคโนโลยีแห่งความหวัง: สะอาด  ฉลาด ประหยัด

    ลัดเลาะไปตามถนนและทางเดินแคบๆ ของมาสดาร์ ซิตี้ เหล่าผู้เยี่ยมชมจะสัมผัสได้ถึง “สภาพอากาศพิเศษ” ที่แตกต่างจากบริเวณโดยรอบอย่างสิ้นเชิง สถาปัตยกรรมสไตล์อาหรับดั้งเดิมที่ถูกหลอมรวมเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ ส่งผลให้มาสดาร์ ซิตี้กลายเป็นเมืองที่ตอบรับกับวิถีชีวิตกลางแจ้งได้อย่างเหลือเชื่อ ต้องขอบคุณแนวคิดการออกแบบของ Foster + Partners ที่ทำให้ถนนทุกสายในเมืองนี้มีฟังก์ชั่นเป็นเสมือน “อุโมงค์ช่องลม” ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับเทคโนโลยีการควบคุมอุณหภูมิที่สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมาสดาร์คิดค้นขึ้นแล้ว มวลอากาศที่วิ่งผ่านตัวเมืองทั้งหมดก็จะกลายเป็นลมเย็นสบาย (Cool Air) ซึ่งเอื้อต่อการเดินเท้ามากขึ้นนอกจากนี้ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในมาสดาร์ ซิตี้ยังถูกออกแบบให้มีชั้นดูดซับความร้อนชนิดพิเศษ รวมไปถึงมีขนาดหน้าต่างที่ถูกปรับให้พอเหมาะกับการเปิดรับแสงธรรมชาติ แต่ไม่รับความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวตึกมากเกินไปอีกด้วย

แม้แหล่งพลังงานหลักของเมืองจะถูกส่งมาจากโซลาร์ ฟาร์มส่วนตัว แต่การประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวันก็ยังเป็นหัวใจที่มาสดาร์ ซิตี้ไม่เคยมองข้าม

ขณะนี้งานก่อสร้างในมาสดาร์ ซิตี้ได้กลับมาเดินเครื่องเต็มสูบอีกครั้ง เฟสสองของชุดอาคารในกลุ่มสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมาสดาร์ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ ส่วนอาคารที่จะกลายเป็นสำนักงานใหญ่ส่วนภูมิภาคของบริษัท Siemens ก็จะได้ชื่อว่าเป็นอาคารที่ “ประหยัดพลังงานที่สุดในเมือง” ซึ่งนั่นหมายความว่าอาคารดังกล่าวจะใช้พลังงานน้อยกว่าอาคารทั่วๆ ไปในกรุงอาบูดาบีถึงร้อยละ 65

ชีวิตโลว์คาร์บอน:  ทุกสิ่งต้องหมุนเวียนได้
ตามแผนการออกแบบ มาสดาร์ซิตี้จะประกอบไปด้วยแหล่งพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท อันดับแรกคือ โรงผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ขนาดมหึมา (ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วในปัจจุบันสามารถจ่ายไฟให้กับงานก่อสร้างทั้งหมดได้โดยง่าย) อันดับต่อไปคือการพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการเตรียมขยายโครงข่ายการผลิตและการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนชุดอาคารทั้งหมดด้วย โดยคาดว่าโซลาร์เซลล์ในชุดอาคารจะผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มให้แก่เมืองได้อีกร้อยละ 20 นอกจากนี้ “พลังงานลม” “พลังงานความร้อนใต้พิภพ” และ “พลังงานไฮโดรเจน” ก็เป็นอีกสามทางเลือกที่มาสดาร์ ซิตี้ได้เตรียมพัฒนาไว้สำหรับชาวเมืองด้วยเช่นกัน โดยเมื่อโครงการแล้วเสร็จมาสดาร์ ซิตี้จะมีโรงไฟฟ้าพลังไฮโดรเจนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

            นอกเหนือจากเรื่องพลังงานมาสดาร์ ซิตี้ยังพยายามที่จะลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Zero Waste Policy) โดยขยะอินทรีย์จากวงจรการบริโภคจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตปุ๋ย ผลิตพลังงาน และผลิตดินเพื่อการเกษตร ในขณะที่ขยะอุตสาหกรรม เช่น พลาสติกหรือโลหะ ก็จะถูกนำไปรีไซเคิลใหม่เพื่อการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ในส่วนของการจัดการน้ำ เมืองแห่งนี้ก็มีแผนงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่แพ้กัน เริ่มต้นจากการสร้างโรงงานผลิตน้ำแบบ “Desalination” ซึ่งหมายถึงการแยกเกลือและแร่ธาตุต่างๆ ออกจากน้ำทะเลเพื่อให้เหลือแต่น้ำสะอาด สำหรับการบริโภค โดยโรงงานผลิตน้ำที่ว่านี้จะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เท่านั้นที่สำคัญราวร้อยละ 80 ของน้ำที่ถูกใช้แล้วจะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนน้ำเสียจริงๆ ก็จะถูกนำไปใช้ต่อในภาคการเกษตรและอื่นๆ กล่าวได้ว่าเป็นการใช้น้ำให้ “คุ้มทุกหยด” อย่างแท้จริง

เมืองบันดาลใจ:  การลงทุนที่อาจเปลี่ยนโลกทั้งใบ
แนวคิดการสร้างเมืองสีเขียวอาจไม่ใช่เรื่องใหม่แกะกล่องสำหรับโลกยุคนี้ แต่ถ้ามองว่านี่คือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในทะเลทรายอาบูดาบี มหานครที่ได้ชื่อว่า “คนรวยจัด” “อากาศร้อนจัด” และ “น้ำมันเยอะจัด” สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้เมืองอย่าง“มาสดาร์ซิตี้” กลายเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโลก

ลอเรนซ์ ทูบีอานา (Laurence Tubiana) ตัวแทนจากสถาบันการพัฒนาความยั่งยืนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Institute for Sustainable Development and International Relations) กรุงปารีส เคยแสดงทรรศนะเกี่ยวกับเมืองแห่งนี้ว่า มาสดาร์ ซิตี้ก็เหมือนกับยูโทเปีย โจทย์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะสร้างมันได้สำเร็จหรือไม่ หรือเราจะมีเมืองแบบนี้ได้อีกกี่เมือง สำคัญคือเรากำลังจะพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานของคำว่าเมืองนั้นเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก สิ่งนี้จะปลดแอกความคิดของผู้คนออกจากระบบความเชื่อเดิม และจะส่งอิทธิพลให้เมืองอื่นๆ ในโลกกล้าขยับตาม

ฝ่ายกรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหภาพยุโรปคอนนี่ เฮเดการ์ด (Connie Hedegaard) ก็แสดงความเห็นว่า มาสดาร์ ซิตี้คือแรงบันดาลใจมันจะทำให้คนทั่วไปมองโครงการประเภทโลว์คาร์บอนว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ เพราะในโลกของความเป็นจริงแล้ว ภาคนโยบายก็ทำได้แค่การตั้งเป้า แต่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อภาคธุรกิจเขาเล่นด้วยเท่านั้น ซึ่งถ้าเขาเห็นหลักฐานว่าสิ่งนี้ดีกับธุรกิจเมื่อไร เมื่อนั้นทุกอย่างก็จะหมุนตามไปโดยอัตโนมัติ”

ล่าสุดตัวแทนภาคธุรกิจอย่างInternational Renewable Energy Agency (IRENA) ที่กำลังสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในมาสดาร์ ซิตี้ได้ออกมาแถลงย้ำความเชื่อนี้ว่า แน่นอนว่าทะเลทรายไม่ใช่โลเคชั่นที่สวยหรูสำหรับการสร้างเมืองสีเขียวแต่ถ้าคุณทำให้มันเวิร์กได้ที่นี่ ที่ไหนในโลกคุณก็ทำได้เหมือนกันนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์

อาจจะฟังดูเหลือเชื่อที่ไซต์ก่อสร้างฝุ่นคลุ้งขนาดมหึมาจะอาจหาญเรียกตัวเองเป็น “ต้นแบบเมืองสีเขียวของโลก” แต่ด้วยเงินลงทุนระดับ “หนึ่งหมื่นเก้าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ” แล้ว เราก็คงสบประมาทความฝันของประเทศมหาเศรษฐีประเทศนี้ได้ไม่เต็มปากเช่นกัน และอย่างที่ใครบางคนเคยกล่าวว่า ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง ก็จงใช้ “เสียงที่ดังที่สุด” เพราะมันจำเป็นยิ่งกว่า “เสียงข้างมาก” ด้วยซ้ำ นี่อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังใช้บอกประเทศภาคีของตนอยู่ก็ได้ว่า “ตอนนี้เงินทองยังล้น อนาคตยังเหลือ ความฝันอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น” 

เกี่ยวกับมาสดาร์ซิตี้

- ก่อตั้งโครงการเมื่อปี  2006 ด้วยเงินลงทุนตั้งต้น 15,000ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เฉพาะจากภาครัฐ)

- พื้นที่โครงการทั้งหมด3.7ล้านตารางเมตรแบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยร้อยละ 52 พื้นที่ธุรกิจและพาณิชย์ร้อยละ 38 พื้นที่ชุมชนร้อยละ8และร้านค้าปลีกร้อยละ 2

- วัตถุประสงค์เมืองเพื่อเป็นแกนหลักสู่เป้าหมายด้านพลังงานในปี 2020 ของกรุงอาบูดาบี ที่กำหนดให้ “พลังงานหมุนเวียน” มีสัดส่วนเป็นร้อยละ7 ของการใช้พลังงานทั้งหมด

- มีการจัดสรรเม็ดเงินกว่า1,700ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อการพัฒนาโครงการนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าตอบแทนรวมสูงถึง 6,400ล้านเหรียญสหรัฐฯ

- ชาวต่างชาติสามารถก่อตั้งธุรกิจในเขตฟรีโซนของเมืองผ่านกฎหมายพิเศษ ซึ่งอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้เต็ม 100เปอร์เซ็นต์ เคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกได้โดยอิสระ งดเว้นภาษีนำเข้า ภาษีธุรกิจ และภาษีส่วนบุคคล พร้อมทั้งปกป้องการลงทุนด้วยนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่รัดกุม

ที่มา:
energy.aol.com
guardian.co.uk
masdar.ae
renewableenergyworld.com
wikipedia.org

เรื่อง  วิสาข์ สอตระกูล
 

« Back to Result

  • Published Date: 2013-05-03
  • Resource: www.creativethailand.org