Articles

« Back to Result | List

Bohm Dialogue | สนทนาสร้างสรรค์...เพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

นิยามคำว่า “คิดนอกกรอบ” ของคุณคืออะไร เราเชื่อว่าคำตอบของคุณคงจะหนีไม่พ้นคำจำกัดความที่พูดถึงการมองอะไรจากมุมที่แตกต่าง ใช้วิธีแก้ปัญหาใหม่ๆที่ไม่เคยมีใครลองทำ หรือคิดให้หลุดออกจาก “กรอบความคิด” ของคนทั่วไป ในทางทฤษฎี เคยมีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งได้เสนอทฤษฎีและหลักการปฏิบัติเพื่อคิดออกจากกรอบไว้เช่นกัน ทว่ามุมมองเรื่องของเขาค่อนข้างจะลุ่มลึกกว่าที่เรามองอยู่มากทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้คือ เดวิด โบห์ม (David Bohm) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 เขาได้เสนอทฤษฎีภายใต้ของกระบวนทัศน์แบบองค์รวม ซึ่งตรงข้ามกับกระบวนทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ยุคเก่าที่มองสรรพสิ่งแบบแยกส่วนไว้ในหนังสือ On Dialogue โดยเสนอแนวคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาซึ่งมีจุดเน้นอยู่ที่ “การสื่อสารของมนุษย์” เรียกว่า “Dialogue” หรือที่ต่อมาเรียกกันว่า “Bohm Dialogue” ปัจจุบันมีผู้นำแนวคิดและวิธีการสนทนาแบบโบห์มไปประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในด้านการสื่อสารเพื่อพัฒนาองค์กร การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การสื่อสารระหว่างบุคคล ไปจนถึงการสื่อสารกับตนเอง


© david-bohm.net

โบห์มเห็นว่า การจะแก้ไขปัญหาในประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกในขณะนี้จะอาศัยแค่ความรู้ (knowledge) อย่างเดียวไม่ได้ เพราะวิธีที่เราใช้แก้ปัญหานั่นแหละคือปัญหา ที่มาของปัญหาทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ใน “โครงสร้างทางความคิด” (structure of the thought) ของเราเอง เขาได้เคยกล่าวไว้ว่า “…เกือบทุกสิ่งที่เรามองเห็นบนโลกนี้ ล้วนแล้วแต่สร้างจากความคิดทั้งสิ้น ตั้งแต่เมือง ตึกรามบ้านช่อง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แม้กระทั่งสิ่งที่เราเรียกกันว่าธรรมชาติ ไร่นาเป็นผลผลิตของความคิด เช่นเดียวกันกับโรงงาน เครื่องบิน ประเทศ และรัฐบาล ความคิดมีพลังมหาศาลและได้ก่อให้เกิดสิ่งดีๆมากมาย แต่ถ้าหากเราไม่ตระหนักและเข้าใจกระบวนการได้มาซึ่งความคิด นั่นอาจนำไปสู่การทำลายล้างได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น สงครามนิวเคลียร์ มลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางความคิดและความรู้ เพื่อที่จะหาว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง นำไปสู่การนำความรู้มาจัดระเบียบให้แก่สังคม...”

โครงสร้างทางความคิด” ที่โบห์มพูดถึงก็คือ “กรอบความคิด” ในมุมที่เราอยากจะชวนให้คุณได้ลองพิจารณาดูนั่นเอง


© rojish.com

มนุษย์เรามีความคิดสร้างสรรค์ในตัวเองมาตั้งแต่กำเนิด หากแต่ว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป ความคิดของเราค่อยๆซึมซับ “ความรู้” (knowledge) ทั้งจากการสังเกต การเรียน การอ่าน ฯลฯ และ “ความเชื่อ” (belief) ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บน “ความเชื่อพื้นฐาน” (presuppositions) ที่มาจากสมมติฐานบ้าง การคาดเดาบ้าง ความเชื่อพื้นฐานมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งในตัวเราโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว ทั้งการกระทำ ความคิด ความรู้สึก แรงผลักดัน ความต้องการ และแรงกระตุ้น จุดนี้เองที่ทำให้โบห์มเสนอทางออกของปัญหาดังที่กล่าวมาด้วย Dialogue หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “สุนทรียสนทนา”

โบห์มอธิบายว่า “…อันที่จริงการพูดคุยในลักษณะเดียวกับสุนทรียสนทนาเป็นวิถีปฏิบัติที่อยู่กับมนุษย์มาช้านานแล้ว คนสมัยโบราณจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็ก มีปฏิสัมพันธ์แบบใกล้ชิด พวกเขามักจะมานั่งพูดคุยกันโดยไม่มีการกำหนดแผนหรือเป้าหมายในการพูดคุย ไม่มีการโต้เถียง ไม่มีการสั่งการจากหัวหน้าเผ่า แต่อย่างไรก็ดี การรวมตัวแบบนี้กลับก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน แต่ละคนสำนึกในหน้าที่ของตนเองโดยไม่ต้องมีการประชุมปรึกษาหารือ…”

ถ้าเช่นนั้น เราจะเรียนรู้เรื่องสุนทรียสนทนาไปเพื่ออะไรกัน

เหตุผลคือ เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้คนทั้งโลกถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารและคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ แต่ในทางกลับกันความเจริญเหล่านี้กลับแยกคน แยกโลกออกจากกันเป็นส่วนๆ ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงคนเข้าหากันกลับกลายเป็นการสิ้นสุดของความสัมพันธ์ทางสังคม มนุษย์ห่อหุ้มตัวเองด้วยฐานะทางสังคม ตำแหน่งหน้าที่ ความเชื่อ ค่านิยม ศาสนาและการเมือง ความสัมพันธ์แบบ “มนุษย์สัมผัสมนุษย์”อย่างในอดีตจึงลดลงอย่างมาก เพราะมนุษย์สื่อสารกันผ่านประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆที่กำหนดขึ้นมาภายหลัง


© tugofthekite.com

วงสุนทรียสนทนาของโบห์ม เป็นการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการคิดร่วมกันอย่างเสมอภาค โดยแนะนำว่าควรประกอบด้วยคนจำนวน 20-40 คน กำหนดกฎกติกามารยาทเพื่อสร้างกระบวนการคิดร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ในวงสุนทรียสนทนา จะไม่มีการขัดแย้ง ไม่มีบทสรุปว่าใครถูกผิด เงื่อนไขสำคัญของการทำสุนทรียสนทนาอยู่ที่ “การฟังอย่างลึกซึ้ง”มีสมาธิอยู่กับตนเองและสิ่งที่ได้ยิน ให้ความสนใจกับเสียงของคนอื่น แม้กระทั่งเสียงของความเงียบ ทุกคนเทใจมารวมกัน ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวงสุนทรียสนทนาคือการที่ทุกคนเปิดใจฟังกันอย่างไม่มีอคติ พูดในประเด็นเดียวกัน ต่อเนื่องกัน จนเกิดความหมายที่ลึกซึ้ง ตามที่เขาได้อธิบายความหมายของคำว่า dialogue ซึ่งต่างจากความหมายที่ใช้กันทั่วๆ ไปไว้ว่า “ …dialogue มาจากคำว่า dialogos ในภาษากรีก logos หมายถึง คำ (word) ซึ่งในกรณีนี้จะหมายถึง ความหมายของคำ (meaning of the word) เมื่อมารวมกับคำว่า diaซึ่งนอกจากจะแปลว่า สอง (two) แล้ว ยังหมายถึง ผ่านตลอด (through) ได้อีกด้วย ดังนั้น dialogue  ในที่นี้จึงหมายถึง “กระแสแห่งความหมาย” (stream of meaning) ที่ไหลผ่านตัวเราและทุกคนที่ร่วมวงสนทนา เป็นสิ่งที่ผู้ร่วมสนทนาร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น ค่อยๆ ตกผลึกจนเกิดเป็นชุดความรู้ความเข้าใจใหม่ที่ลุ่มลึกกว่าชุดความรู้เดิมที่เคยมี และความหมายที่ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นนี้ก็จะเป็นเสมือนกาวใจที่เชื่อมยึดผู้คนและสังคมเข้าด้วยกัน…”

โบห์มเชื่อว่า “รูปแบบการแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลในลักษณะนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์พื้นฐานที่จะปฏิรูปความเชื่อและค่านิยม และปลดปล่อยเราจากการได้รับข้อมูลผิดๆซึ่งนำไปสู่การทำลายล้าง เพื่อที่ความคิดสร้างสรรค์จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากกรอบ”


© tairomdham.net

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีผู้ให้ความสนใจการทำสุนทรียสนทนามากขึ้น ตั้งแต่สถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจที่เชิญวิทยากรมาบรรยายให้ความรู้ การจัดคอร์สหรือการจัดตั้งกลุ่มสุนทรียสนทนาเพื่อพัฒนาตนเอง ไปจนถึงหน่วยเล็กๆในสังคมอย่างครอบครัวที่ได้ลองนำไปปรับใช้ หลายคนเล็งเห็นว่า การฝึกสุนทรียสนทนาจะทำให้เราได้ฟังอย่างลึกซึ้ง สังเกตและเฝ้าดูความรู้สึกในใจของตนเองต่อคำพูดที่ได้ยิน รู้จักการ “ห้อยแขวน (suspend) คำตัดสิน”เมื่อได้ฟังคำพูดที่ไม่ตรงกับความคิด แลกเปลี่ยนกันจนเกิดความรู้ชุดใหม่ที่ได้จากความเข้าใจที่ลุ่มลึก นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆที่ตั้งอยู่บนความจริง สามารถพัฒนาและแก้ปัญหาในระยะยาวตั้งแต่ระดับตัวบุคคล ครอบครัว กลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน ไปจนถึงองค์กรต่างๆได้อย่างยั่งยืน

จากเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เราอาจได้นิยามใหม่ของ “การคิดนอกกรอบ” ว่าแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่แค่การคิดในสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน แต่เป็นการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วจึงมองหาวิธีแก้ไขอย่างสร้างสรรค์

ที่มา:
david-bohm.net/dialogue/dialogue_proposal.html

facebook.com/dialog.oasis

mx.kkpho.go.th/healthedkkh/Dialogue.htm

sprott.physics.wisc.edu/chaos-complexity/dialogue.pdf

ttfuture.org/authors/david_bohm

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ

« Back to Result

  • Published Date: 2013-01-15
  • Resource: www.creativethailand.org