Creative Knowledge

« Back to Result | List

อาหาร...ที่ไม่ตกถึงท้อง

คุณเคยคิดหรือไม่ว่า การที่คนจำนวนไม่น้อยบนโลกต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร ในขณะที่คนอีกส่วนบนโลกใบเดียวกันนี้กลับมีตัวเลือกในการกินดื่มมากมาย เป็นเรื่องน่าขบขันและน่าขบคิดเพียงใด

องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2075 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.5 พันล้านคน เท่ากับว่าเราจะมีประชากรที่ต้องเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 พันล้านคน ในขณะที่รายงาน “Global Food; Waste Not, WantNot.”  ของสถาบันวิศวกรรมเครื่องกล (Institution of Mechanical Engineers: IME) ในอังกฤษระบุว่า ปัจจุบันเราผลิตอาหารออกมาราว 4 พันล้านตันในแต่ละปี แต่ร้อยละ 30 ถึงร้อยละ 50 ของอาหารเหล่านี้กลับถูกทิ้งไปโดยไม่ได้บริโภค

นั่นหมายความว่า ในแต่ละปีประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกัน ปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งไปก็มีมากขึ้น


© ken-foundation-awareness2.blogspot.com และ imeche.org

รายงานฉบับดังกล่าวของ IME ระบุว่าในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแอฟริกานั้น การสูญเสียอาหารมักเกิดขึ้นในขั้นตอนระหว่างทางจากผู้ผลิตมาถึงผู้บริโภค อาทิ การเก็บเกี่ยว ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง และการจัดเก็บที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ในขณะที่ในประเทศพัฒนาแล้วการผลิต ขนส่งและจัดเก็บสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่วัฒนธรรมการบริโภคสมัยใหม่ทำให้อาหารถูกทิ้งไปในขั้นตอนค้าปลีก เช่น ร้านค้าปลีกไม่รับผลผลิตจากเกษตรกรด้วยเหตุผลว่าขนาด-รูปร่างไม่ได้มาตรฐานที่ตั้งไว้ โดยพบว่าในแต่ละปี ร้านค้าปลีกทั่วโลกทำให้เกิดขยะอาหารที่ต้องทิ้งไปด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นจำนวนถึง 1.6 ล้านตัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทำการตลาดลดราคาที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคเน้นซื้ออาหารในปริมาณมากเกินความจำเป็น จนสุดท้ายก็เหลือทิ้ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30-50 ของปริมาณอาหารที่ผู้บริโภคซื้อมา

เมื่อคำนึงถึงพลังงาน ที่ดิน น้ำ และน้ำมันจำนวนมหาศาลที่เราสูญเสียไปในกระบวนทั้งหมดตั้งแต่จากผู้ผลิตมาจนถึงผู้บริโภคด้วยแล้ว การที่อาหารปริมาณเกือบร้อยละ 50 ของทั้งหมดถูกทิ้งไปเปล่าๆ นี้ นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายและไม่ควรให้อภัยอย่างยิ่ง ในเมื่อยังมีผู้คนจำนวนมากบนโลกที่ไม่มีอะไรจะกิน

ดังนั้น คำถามสำคัญของวันนี้จึงอยู่ที่ว่า “เราจะทำอย่างไรให้ทุกชีวิตได้กินอิ่มท้อง”

 
© facebook.com/gohalfsies และ gohalfsies.com

Halfsies: Eat Less, Give More, Go Halfsies  เป็นโครงการไม่แสวงผลกำไรที่ริเริ่มในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา โดยเชื่อมโยงปัญหาหลักเกี่ยวกับอาหารที่กำลังเกิดขึ้นบนโลก 3 ประเด็น ได้แก่ ปัญหาปริมาณอาหารที่ร้านเสิร์ฟให้ลูกค้ามากกว่าหน่วยบริโภคที่รัฐบาลแนะนำ (Oversized Food Portions) ปัญหาอาหารที่ถูกทิ้งไปโดยไม่ได้บริโภค (Excessive Food Waste) และปัญหาความอดอยากของผู้คนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก (Hunger and Food Insecurity) ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามร้านของผู้บริโภคให้กลายเป็นการทำความดีง่ายๆ ลูกค้าสามารถสั่งอาหารเมนูที่มีสัญลักษณ์ Halfsies  เพื่อจะได้รับประทานอาหารในปริมาณลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ชำระเงินในราคาเท่าเดิม และทางร้านจะบริจาคเงินส่วนที่เกินนั้นให้แก่องค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับความหิวโหยต่อไป

เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว คือนอกจากจะได้ช่วยเหลือเพื่อนผู้กำลังต่อสู้กับความหิวโหย ประชาชนเองก็มีทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารใหม่ เนื่องจากปริมาณอาหารที่ร้านส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ เสิร์ฟให้ลูกค้านั้นสูงกว่าความต้องการของร่างกายถึง 2-4 เท่า และพวกเขาก็รับประทานอาหารไปโดยไม่รู้ตัว ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งไปโดยไม่ได้บริโภค เพราะเพียงแค่อุตสาหกรรมร้านค้าปลีกในสหรัฐฯ อย่างเดียวก็ทิ้งอาหารไปเป็นมูลค่าถึง 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

       

© dothegreenthing.comและ loveswan.co.uk

ขณะเดียวกัน ในสหราชอาณาจักร องค์กรไม่แสวงผลกำไร Sustainable Restaurant Association (SRA) ก็ได้จัดตั้งโครงการ Too Good to Waste โดยให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่าง London Bio Packaging จัดทำกล่องบรรจุอาหารที่เหลือจากการรับประทานในร้านที่เรียกว่า Doggy Box ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลและสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (Biodegradable) 100% รวมถึงสติกเกอร์ที่ใช้ปิดผนึกกล่องด้วย

โครงการเปิดตัวด้วยการที่ SRA แจกจ่าย Doggy Box ให้แก่ร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการครั้งแรกจำนวนร้านละ 250 กล่อง โดยทำเลที่ตั้งของร้านสมาชิกจะได้รับการบันทึกลงในแผนที่ในเว็บไซต์ ร้านอาหารเหล่านี้จะติดตราสัญลักษณ์โครงการบนหน้าต่างร้านหรือในเมนู เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ให้ลูกค้าเมืองผู้ดีสั่งอาหารแต่พอดีและรู้สึกมั่นใจที่จะเอ่ยปากขอกล่องเพื่อห่ออาหารที่เหลือกลับบ้าน ด้วยสโลแกนที่ว่า “Be a lover, not a leaver  เพราะการห่ออาหารกลับบ้านเป็นการแสดงความชื่นชมในรสชาติอาหารที่พ่อครัวตั้งใจปรุงให้ นอกจากนี้กล่องบรรจุที่เตรียมให้ก็ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

  
© chinadigitaltimes.net และ whatsonningbo.com

ย้อนกลับมามองที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กระแสการรณรงค์ Clean Plate หรือ กินให้หมดจาน กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสื่อกระแสออนไลน์แผ่นดินใหญ่ เพราะถึงแม้ว่าจีนจะครองฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก แต่จากผลสำรวจปี 2011 พบว่าประชากรจีนมากกว่า 100 ล้านคนยังคงมีฐานะยากจนและคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของรัฐบาลและที่น่าตกใจกว่าคือ อาหารที่เหลือที่ภัตตาคารในจีนแผ่นดินใหญ่เททิ้งสามารถนำมาเลี้ยงประชากรจำนวนมากกว่า 200 ล้านคนได้ทั้งปี

กระแสรณรงค์นี้เป็นผลจากการประกาศนโยบายของรัฐบาลที่เรียกร้องให้ประชาชนหันมาสั่งอาหารแต่พอดี และเปลี่ยนค่านิยมเดิมที่นิยมการกินดื่มอย่างฟุ้งเฟ้อ ประกอบกับความตระหนักในเรื่องอาหารของชาวจีน โดยมีการส่งต่อข้อความรณรงค์ในสื่อออนไลน์ถึง 50 ล้านครั้ง การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเริ่มจากบรรดาภัตตาคารขนาดใหญ่ประมาณ 700 สาขาในกรุงปักกิ่งร่วมรณรงค์ด้วยการขอร้องให้ลูกค้าสั่งอาหารแต่พอดีและห่อกลับบ้านเมื่อรับประทานเหลือ โดยทางร้านจะไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม ตามมาด้วยร้านอาหารอื่นๆในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หนานจิง ไห่โข่วและอีกหลายเมืองที่จะให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารครึ่งที่หรือสั่งกับข้าวจานเล็กได้ อีกทั้งยังให้บริการห่ออาหารที่เหลือกลับบ้านฟรีเช่นกัน

หลายครั้งที่เรามักพบว่า การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มักจะเริ่มจากจุดเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ เริ่มที่ตัวเราที่มองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น และปรารถนาที่จะช่วยเหลือด้วยสิ่งเล็กๆที่เรามี แต่อาจเผลอมองข้ามไป

ที่มา:

รายงาน Global Food; Waste Not, WantNot. โดย Institution of Mechanical Engineers: IME จาก imeche.org/Libraries/Reports/Global_Food_Report.sflb.ashx
chinadaily.com.cn/opinion/2013-02/01/content_16192913.htm
gohalfsies.com
thai.cri.cn/247/2013/01/31/226s206648.htm
toogood-towaste.co.uk

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ

« Back to Result

  • Published Date: 2013-02-07
  • Resource: www.creativethailand.org
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป