Articles

« Back to Result | List

Redesign a City: ออกแบบ “เมือง” ใหม่ (ตอนที่ 2)

นอกจากการนำวิธีการออกแบบมาใช้กับการทำข้อมูลภาพ (Visual information) เพื่อพัฒนาระบบการคมนาคมในเมืองเฮลซิงกิ และการดูแลซ่อมบำรุงสาธารณสมบัติในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในเมืองให้ดีขึ้นแล้ว หลักการออกแบบก็ยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่เมืองต่างๆ ได้อีกในหลากหลายแง่มุม เช่น

การค้นหาเส้นทาง  (Way-finding)

 
© flickriver.com                                                              © flickr.com

ก่อนหน้านี้ ผู้ที่เดินเท้าในกรุงลอนดอนมักจะประสบปัญหาเรื่องป้ายบอกทางที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น เพราะลอนดอนเป็นกลุ่มหมู่บ้านที่มีการขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลานานหลายร้อยปี ถนนหนทาง ป้ายชื่อถนน และป้ายบอกทางต่างๆ จึงมีรูปแบบและตำแหน่งการวางที่หลากหลายจนทำให้มองหาได้ยาก บ้างก็ซ้ำซ้อน บ้างก็ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความสับสนอยู่บ่อยครั้ง สำหรับผู้ที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองคงไม่ต้องพูดถึง เพราะแม้แต่ชาวลอนดอนเองก็ยังหลงทางกันเป็นประจำ

โครงการ  Legible London จึงเกิดขึ้นโดยการดำเนินงานของสำนักงานออกแบบ Applied Information Group (AIG) ซึ่งได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำงานร่วมกับองค์การคมนาคมสำหรับลอนดอน (Transport for London: TFL)  และเทศบาลนครลอนดอน เพื่อพัฒนาและจัดทำระบบป้ายบอกทางที่เป็นมิตรกับคนเดินถนน

   
 © flickr.com                                                       © trueformgroup.co.uk

หลังการศึกษาวิจัยและการทำงานอย่างหนักของทีมงาน จึงได้ออกมาเป็นต้นแบบป้ายบอกทางที่ไม่เพียงมีความชัดเจนและช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน แต่ยังสอดรับกับพฤติกรรมการใช้และตอบโจทย์สิ่งที่อยู่ในใจของคนเดินถนนอีกด้วย โดยต้นแบบป้ายถูกติดตั้งในย่านเมย์แฟร์ (Mayfair) เป็นจุดแรกในปี 2007 และติดตั้งเพิ่มในส่วนอื่นๆ ในเวลาต่อมา โดยวางเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2015 ลอนดอนจะเป็น “เมืองที่น่าเดินมากที่สุดของโลก”

 
© slate.com                                                       © sustainablecitiesnet.com

บริเวณที่จะติดตั้งป้ายแต่ละจุดได้ผ่านการสำรวจเพื่อเลือกจุดที่จะเข้าถึงคนเดินถนนได้มากที่สุด ซึ่งด้านบนสุดของป้ายจะมีสัญลักษณ์รูปคนเดิน (The ‘walker’) บนแถบสีเหลือง เพื่อช่วยให้ผู้คนมองหาป้ายได้จากระยะไกล สำหรับแผนที่ก็มีการปรับให้เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยปรับภาพอาคารเด่นๆ หรือแลนด์มาร์กสำคัญให้เป็นแบบ 3 มิติ และมีรายละเอียดของหน้าอาคารที่เหมือนกับของจริง นอกจากนี้ยังตัดหลักการเดิมที่จะต้องให้ทิศเหนืออยู่ด้านบนของแผนที่ออกไป และใช้วิธี Heads-up เข้ามาแทน นั่นคือภาพสถานที่จริงที่ผู้ใช้เห็นอยู่ตรงหน้าจะปรากฏอยู่ด้านบนของแผนที่ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจทิศทาง (ส่วนเครื่องหมายบอกทิศก็ติดตั้งไว้บนพื้นแทน) ทั้งหมดนี้เพราะจากผลการวิจัยพบว่า แผนที่แบบเดิมที่เป็นภาพ 2 มิติในลักษณะมองจากด้านบนและมีทิศเหนืออยู่ด้านบนนั้นไม่ได้ช่วยทำให้เข้าใจเส้นทางได้เท่ากับแผนที่ที่แสดงให้เห็นว่าอาคารโดยรอบมีลักษณะอย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ทีมออกแบบพยายามทำก็คือการช่วยให้คนดูแผนที่สามารถเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้นได้นั่นเอง

 
© mike.teczno.com                                                © moma.org

ป้ายบอกทางจะประกอบด้วยแผนที่ 2 แบบ คือ  Finder Map ที่ช่วยในการค้นหาที่ตั้งของสถานที่ในระยะการเดิน 5 นาที และ Planner Map สำหรับระยะการเดิน 15 นาที ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้มองหาที่ตั้งของจุดหมายในระยะใกล้ได้ชัดเจน รวมทั้งมองเห็นภาพรวมความเชื่อมโยงและระยะทางระหว่างพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเมื่อเข้าใจเส้นทางแล้วก็จะวางแผนการเดินทางได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังช่วยให้ไม่รู้สึกลังเลที่จะเดินต่อไปในกรณีที่จุดหมายอยู่อีกไม่ไกล เป็นการส่งเสริมให้คนหันมาเดินทางด้วยเท้ากันมากขึ้นอีกทางหนึ่ง


© tfl.gov.uk


© ccd-design.blogspot.com

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์ประกอบหลายส่วนบนป้ายจะถูกปรับเปลี่ยน แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทีมงานคงรูปแบบเดิมไว้ นั่นก็คือ “Street Finder” หรือดัชนีอ้างอิงชื่อถนนซึ่งเรียงตามลำดับตัวอักษร เพราะจากผลการสังเกต พวกเขาพบว่าการค้นหาตำแหน่งของสถานที่โดยดูจากดัชนีชื่อ ก่อนจะอ้างอิงกับตำแหน่งบนแผนที่ เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่รู้สึกคุ้นเคยและสะดวกรวดเร็วที่สุดในการทำความเข้าใจเส้นทาง

จากกรณีของป้ายบอกทางที่รู้ใจคนเดินถนนนี้ เราจะเห็นได้ว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาให้แก่เมืองก็คือ “การทำงานร่วมกันระหว่างหลายฝ่าย (co-created) โดยยึดประชาชนหรือผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง (people-centred)” ดังนั้นหน้าที่สำคัญที่สุดของนักออกแบบจึงไม่ใช่การออกแบบ แต่เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและสิ่งที่อยู่ในความคิดของคนเดินถนนออกมา ซึ่งก่อนจะมาถึงขั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะทีมงานต้องเริ่มด้วยการทำความเข้าใจกับปัญหาด้วยการเก็บข้อมูล สังเกตพฤติกรรมของคนเดินถนนซึ่งเป็นผู้ใช้งานโดยตรง และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วม จึงจะสามารถนำประสบการณ์ที่ได้ทั้งหมดมาประกอบให้เป็นรูปเป็นร่าง และสะท้อนผ่านในรายละเอียดของป้ายบอกทางแต่ละป้ายที่เบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยการคิดวิเคราะห์และการออกแบบอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เมืองทุกเมืองของโลกกำลังมองหาและพยายามสร้างสรรค์ให้กลายเป็นจริง


© atkinsglobal.co.uk

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ

ที่มา:
บทความ Five ways to redesign a city ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Design Council ฉบับที่ 6 ปี 2009 จาก designcouncil.org.uk
บทความ London: Walk On นิตยสาร Creative Thailand ฉบับกุมภาพันธ์ 2556 จาก creativethailand.org
เอกสาร Legible London: A Wayfinding Study (March 2006) โดย Applied Information Group จาก tfl.gov.uk


« Back to Result

  • Published Date: 2013-06-04
  • Resource: www.creativethailand.org