Articles

« Back to Result | List

กรุงเทพฯ ในสื่อภาพยนตร์

เรื่อง: อศิรา พนาราม

1-bk-location-copy.jpg

ความเป็นเมืองใดเมืองหนึ่ง สามารถปรากฏและถูกบอกเล่าได้ในภาพภาพเดียว หรือภาพเคลื่อนไหวไม่กี่วินาที เรากำลังพูดถึงองค์ประกอบของฉากในภาพยนตร์ ที่ผู้ชมเห็นเพียงแว่บเดียวก็สามารถทราบได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหน ในยุคสมัยใด

ฉากในภาพยนตร์ถูกใช้ผสมกลมกลืนไปกับการเล่าเรื่อง ถือเป็น "วัตถุดิบ" ชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวแทนบ่งบอกสถานการณ์/สถานที่/เวลา ให้นักสร้างสรรค์ทั้งหลายหยิบยกขึ้นมาบอกเล่าในผลงานได้

"สีสัน - ขัดแย้ง" กรุงเทพฯ ในภาพยนตร์ต่างประเทศ
ด้วยความสะดวกนานับประการ กรุงเทพฯ และเมืองไทยถือเป็นโลเกชั่นยอดนิยมแห่งหนึ่งสำหรับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ รวมถึงภาพยนตร์โฆษณา สารคดี มิวสิควิดีโอ ฯลฯ ที่บางครั้งก็ต้องการสื่อความเป็น "กรุงเทพแท้ๆ" แต่ในหลายครั้งก็ได้ถูกจัดฉากให้ทับซ้อนหรือสื่อไปถึงสถานที่อื่นๆ ในแถบเอเชีย ที่มีบรรยากาศหรือปัจจัยทางสังคมใกล้เคียงกัน (เช่น นับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน) ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ เวียดนาม กัมพูชา ฯลฯ หลักฐานเหล่านี้เคยปรากฏในภาพยนตร์ทั้งแนวปัจจุบันและย้อนยุค ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ ของเรามีวัตถุดิบ (ในบรรยากาศของเมือง) อันแสดงอัตลักษณ์ความเป็นเอเชียได้เด่นชัด

อย่างไรก็ตาม เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า เวลาที่ภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำที่กรุงเทพฯ ด้วยต้องการจะสื่อ "ความเป็นกรุงเทพ" จริงๆ นั้น พวกเขามองเห็นอะไรกัน ?

วัดวาอารามต่างๆ และย่านเกาะรัตนโกสินทร์ คือสิ่งที่ผู้กำกับต่างชาติจำนวนมาก ยังคงใช้เป็นองค์ประกอบสะท้อนภาพความเป็นกรุงเทพฯ อยู่เสมอๆ เรียกได้ว่า กรุงเทพ = สถาปัตยกรรมที่มาคู่กับพุทธศาสนา (ภาพยนตร์เรื่อง My Life's Golden Age)

แต่ถ้าไม่ใช่วัดวาอาราม ย่านสีลม สาทร ที่ทันสมัย เปล่งรัศมีความเป็นมหานคร ก็จะเป็นอีกตัวเลือกที่พบบ่อย และแน่นอนว่าพาหนะที่ขาดไม่ได้ในฉากนี้ก็คือรถตุ๊ก ตุ๊ก หรือหากเป็นฉากชีวิตยามค่ำคืนแล้วล่ะก็ คงต้องยกให้พัฒน์พงษ์ หรือซอยคาวบอย (เรื่อง Bridget Jones: The Edge of Reason) ซึ่งในช่วงหลังๆ นี้ มีบ่อยครั้งที่เราจะเห็นสถานที่อโคจรสไตล์ดังกล่าว กลายมาเป็นฉากสะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นกรุงเทพฯ สมัยใหม่ นอกจากซุปเปอร์ไฮไลท์ข้างต้นแล้ว ตลาดและร้านอาหารข้างถนน ก็เป็นอีกฉากที่เริ่มเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันกลายเป็นฉากหลังที่ขาดไม่ได้ของการไล่ล่าในภาพยนตร์แอคชั่น (เรื่อง Street Fighter / Bangkok Dangerous) หรือเป็นฉากที่ตัวละครแลกเปลี่ยนบทสนทนาสำคัญกัน เป็นต้น

จะเห็นว่า ความขัดแย้งแตกต่างและความไม่สมบูรณ์แบบของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งของสูงของต่ำปะปนกันไป กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ดึงดูดสายตาของ "คนนอก" ได้ แม้ว่าหลายๆ ภาพในนั้น จะไม่อาจปรากฏในสื่อประชาสัมพันธ์ของกระทรวงการท่องเที่ยวได้ก็ตาม

3-bk-dangerous.jpg

Bangkok Dangerous (2008) ภาพยนตร์รีเมคของผู้กำกับพี่น้องออกไซด์และแดนนี่ แปง ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ถ่ายทอดอารมณ์ของกรุงเทพฯ ในมุมต่างๆ ไว้ได้ค่อนข้างครบ ด้วยผู้กำกับต้องการจะสื่อถึงภาพสังคมและวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ในแบบฉบับที่เขาเคยสัมผัสจริงๆ ทั้งสองยืนยันว่ากรุงเทพฯ ในเวอร์ชั่นของพวกเขาได้เสนอมุมมองที่คนอเมริกัน (อาจรวมถึงชาติอื่นๆ) ไม่เคยเห็น ตั้งแต่ฉากสนามบินสุวรรณภูมิ ฉากไล่ล่ากันในเมือง ตึกแถว วิ่งฝ่าตึกสูง ใช้เรือหางยาวซิ่งแข่งกับลูกปืน หาข่าวจากบาร์ในซอยคาวบอย ฉากโรแมนติกที่นางเอกสาวไทยชวนพระเอกฝรั่งไปไหว้พระประธานองค์อร่ามในโบสถ์ พากับเดินตลาดยามค่ำคืน เลี้ยงอ้อยช้าง ฯลฯ

"วิถีกรุงเก่า" - กรุงเทพฯ ในภาพยนตร์ไทย
อาจด้วยความเป็นภาพยนตร์ไทยเอง อัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ถูกขับเน้นขึ้นมาเป็นพิเศษอย่างภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่หากเราไม่มองผ่านด้วยสายตาที่คุ้นชิน ก็ยังมีภาพยนตร์ไทยจำนวนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับความเป็นกรุงเทพฯ อยู่มากในเนื้อเรื่อง

ภาพยนตร์ย้อนยุคที่มีฉากหลังเป็นกรุงเทพฯ ต้องทำการบ้านกับกรุงเก่าแห่งนี้เป็นพิเศษ ย้อนกลับไปในยุคที่คนกรุงยังมีวิถีชีวิตแนบแน่นกับสายน้ำ คลองบางกอกน้อยที่แยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงสามารถสะท้อนบรรยากาศแห่งวิถีนั้นได้เป็นอย่างดี จึงกลายมาเป็นฉากหลักของภาพยนตร์ไทยๆ หลายเรื่อง (แม่นาคพระโขนง ฯลฯ) ที่กลับมาสะกิดใจคนไกลแม่น้ำว่า "สายน้ำนี่แหละคือรากเหง้าของตัวเรา" ลำคลองแต่เดิมในกรุงเทพฯ นั้นมิใช่มีแต่นักท่องเที่ยวแล่นเรือหางยาวชมวิวอย่างเช่นทุกวันนี้

นอกเหนือจากลำน้ำแล้ว ยังมีช่วงเวลาที่กรุงเก่าของเราถูกความเจริญจากชาติตะวันตกถาโถมเข้าใส่ ก่อให้เกิดย่านการค้า ศูนย์กลางความบันเทิง และกลุ่มอาคารที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากมาย กลายมาเป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่เสนอภาพกรุงเทพฯ ในยุครอยต่อระหว่างเก่าและใหม่ (เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง / โหน่งเท่งนักเลงภูเขาทอง)

2-amomentinjune.jpg

ณ ขณะรัก (A Moment in June) เป็นภาพยนตร์ดราม่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศของกรุงเก่าในช่วงปี พ.ศ. 2515 - 2542 ใช้ฉากและวัตถุดิบของกรุงเทพฯ รวมถึงค่านิยมต่างๆ ในยุคนั้น เข้าช่วยขับเน้นอารมณ์ของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ โรงภาพยนตร์ โปสเตอร์ อาคารบ้านเรือน รวมไปถึงสีสันของกรุงเทพฯ ในวันวาน ซึ่งเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไปปรากฏต่อสายตาชาวโลก ก็ทำให้ผู้ชมจากภายนอกได้เข้ามาสัมผัสอารมณ์อีกด้านหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่แม้แต่คนไทยเจเนอเรชั่นใหม่เองก็อาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

โดยสรุปแล้ว เมื่อมองดูสิ่งที่สะท้อนจากภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง จะเห็นว่าอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ นั้น มักถูกหยิบเอามาจาก 3 ช่วงเวลา คือ
1. ช่วงเริ่มต้นของเมือง ที่มีวัดพระแก้ว ย่านเกาะรัตนโกสินทร์ และวิถีที่สัมพันธ์กับสายน้ำเป็นสัญลักษณ์
2. ช่วงรับอิทธิพลจากตะวันตก เกิดสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบใหม่ขึ้นมา มีสถานที่ราชการในยุคกลางรัตนโกสินทร์ที่เป็นอาคารแบบตะวันตก หัวลำโพง โรงภาพยนตร์ เป็นสัญลักษณ์
3. ช่วงกรุงเทพฯ ทันสมัย ที่เมืองแทนค่าด้วยย่านอาคารธุรกิจที่สูงใหญ่อย่างสีลม สาทร สุขุมวิท ความวุ่นวายในตลาด ร้านอาหารแผงลอยข้างถนน และชีวิตยามราตรีในพัฒน์พงษ์

แม้กรุงเทพฯ จะถูกเล่าผ่านมุมมองของผู้สร้างภาพยนตร์ที่แตกต่างกันมากมายหลายเจ้า แต่ภาพลักษณ์ที่ผสมผสานทั้งความเป็นเมืองเก่าทรงคุณค่าทางอารยธรรม กับความเป็นมหานครอันทันสมัย ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายชนชั้นหลากรสนิยมนั้น ก็ดูจะเป็นอะไรที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งหากนักสร้างสรรค์คนใดกำลังมองหาแหล่งข้อมูลเพื่อเฟ้นหาอัตลักษณ์ความเป็นกรุงเทพฯ (ที่แท้) ไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานแขนงอื่นๆ อยู่ล่ะก็ ขอแนะนำว่าการชมภาพยนตร์คุณภาพดีๆ ที่ได้นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาใช้อย่างสมจริงและรอบด้าน ถือว่าเป็นหนทางแห่งปัญญาที่ดีอันหนึ่งทีเดียว

อ้างอิง:
www.imdb.com/
http://www.khonkaenlink.info/tour/tour_thai.asp?id=4392บทความโดย พงษ์พรรณ บุญเลิศ
www.siamzone.com
www.raknang.com
www.amomentinjune.com/site/index.html#/home

forums.popcornfor2.com/index.php?showtopic=65326

เครดิตภาพ:
www.imdb.com


« Back to Result

  • Published Date: 2009-06-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com