Articles

« Back to Result | List

“ความเป็นมนุษย์ (Humanism)” สินทรัพย์สำคัญในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

“ความเป็นมนุษย์ (Humanize)” คือ มิตรภาพ อารมณ์อ่อนไหว และความเชื่อใจที่มนุษย์พึงมีต่อกัน แต่ ทั้งหมดนี้ได้ถูกกดทับไว้ในยุคอุตสาหกรรม ที่สายพานการผลิตได้เรียกร้องแต่ตรรกะของเทคโนโลยีอันเฉียบคมแม่นยำเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่เน้นวัตถุและประสิทธิภาพในการผลิตได้เดินมาถึงทางตันแล้ว เพราะความฉลาดและการแข่งขันอันดุเดือดได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับมนุษยชาติด้วยคุณภาพและความหลากหลายที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน จนแทบไม่มีอาณาจักรแห่งวัตถุใดที่มนุษย์ไม่อาจพิชิตได้ ในขณะที่อาณาจักรแห่งจิตใจและความรื่นรมย์กลับถูกละเลยมาเป็นเวลานาน จึงมีช่องว่างแห่งโอกาสอยู่มากมายที่รอคอยให้มนุษย์ไปพิชิตเติมเต็ม

            “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” จึงได้กลายเป็นวาระแห่งชาติของประเทศชั้นนำ เพื่อเร่งเข้ายึดครองตลาดแห่งความสร้างสรรค์รื่นรมย์ที่ยังเปิดกว้างและเต็มไปด้วยโอกาส แน่นอนว่า ภาพยนตร์ ดนตรี และสิ่งบันเทิงทั้งหลายนั้น ได้เป็นสินค้าที่เฟื่องฟูอยู่แล้วในยุคอุตสาหกรรม แต่วิธีการผลิตยังยึดติดในคติแบบเหมาโหล (Mass Production) ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก จึงเน้นการส่งมอบความรื่นรมย์ที่เหมือนๆกันให้กับลูกค้าที่มีอุปนิสัยและรสนิยมที่แตกต่างกัน โดยไม่คำนึงถึงจิตใจที่ละเอีดยอ่อนของมนุษย์แต่ละคน

            Creative Economy จึงย่อมไม่ใช่การบรรจุ “ความคิดสร้างสรรค์” เข้าไปในสินค้าและบริการอย่างวิธีคิดในยุคอุตสาหกรรม แต่อาจต้องมี “ที่ว่างและความยืดหยุ่น” เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับรสนิยมเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน ดังนั้น การวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน จึงอาจต้องเปลี่ยนมาเป็นการค้นหา “รูปแบบทางสุนทรียะ” ที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้างต่อลูกค้าแต่ละคน

            การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างหลากหลาย เพื่อตอบสนองคุณค่าความงามในจิตใจของลูกค้าแต่ละคน อาจทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมหาศาล แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคในวันนี้มีความมั่งคั่งร่ำรวยกว่าในอดีตมากมายนัก ที่สำคัญผู้บริโภคเหล่านี้คงรู้สึกเบื่อหน่ายและเหลือทนกับสินค้าแบบเหมาโหลในยุคอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงพร้อมที่จะเปิดรับสินค้าที่อ่อนโยนและมีความเป็นมนุษย์ที่สอดคล้องกับบุคลิกเฉพาะของตนเอง ถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัวก็ตาม

            แน่นอนว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ย่อมไม่มีกำลังทรัพย์สูงเพียงพอที่จะจ่ายสำหรับการออกแบบสินค้าที่ผลิตตามสไตล์ของตนเองเท่านั้น แต่ก็ยังยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อหนีพ้นจากสินค้าแบบเหมาโหล ดังนั้น สินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) จึงต้องมีการวิจัยอย่างเข้มข้นเพื่อจัดกลุ่มลูกค้าที่มีรสนิยมใกล้เคียงกัน แล้วผลิตสินค้าแบบจำกัดจำนวน (Limited Edition) เพื่อตอบสนองเติมเต็มตามกำลังทรัพย์ที่ลูกค้ายินดีจ่ายเมื่อเทียบกับ “เอกลักษณ์” เฉพาะตัวที่แปรผกผันกับปริมาณสินค้าที่ผลิต

            “ความเป็นมนุษย์” ยังมีขอบเขตที่กว้างไกลกว่าการผลิตสินค้าที่แตกต่างหลากหลายตามรสนิยมของลูกค้า แต่ยังหมายถึงการเอาใจใส่ในอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของมนุษย์ ที่มีมากกว่าเพียงคุณค่าด้านการใช้สอย (Functional) หรือแม้กระทั่งสุนทรียะของการออกแบบ (Aesthetic) แต่ยังรวมถึงความอบอุ่นซึ้งใจ ความไว้เนื้อเชื่อถือ หรือแม้กระทั่งมิตรภาพ

            ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Starbucks ที่เป็นร้านกาแฟระดับบน ซึ่งอาจไม่ได้ชงกาแฟได้อร่อยวิเศษที่สุด แต่ก็มีเมนูที่เปิดกว้างให้ลูกค้าได้ปรุงรสในแบบที่ตนเองชื่นชอบ อย่างไรก็ตาม Starbucks ก็ถูกทำให้เป็นสินค้าเหมาโหลอย่างรวดเร็ว ตามร้านสาขาที่เพิ่มมากขึ้น ที่อาจทำให้คุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงสุนทรียะของบรรยากาศต้องลดทอนคุณภาพลง แต่สิ่งที่ยังเป็น “เสน่ห์” ของร้านก็คือ การใส่ใจในรายละเอียดและความเป็นมนุษย์ที่สะท้อนผ่าน “โต๊ะกลมเล็กๆ” เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องนั่งรับประทานกาแฟเพียงลำพัง ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก

            โต๊ะกลมเล็กๆ อาจไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของ Starbucks ดูดีขึ้นมาได้ เพราะความเป็นมนุษย์ได้ถูกลดทอนลงตามร้านสาขาที่เพิ่มมากขึ้น แต่โต๊ะกลมตัวน้อยนี้ ก็เป็นความละเอียดอ่อนที่ร้านกาแฟจำนวนมากละเลยมองข้ามไป

            นิยามที่ไม่กระจ่างชัดของ “ความเป็นมนุษย์” อาจทำให้นักการตลาดแบบเก่ารู้สึกหงุดหงิด แต่หากต้องการให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย Creative Economy ก็จะต้องเอาใจใส่และมีมุมมองเชิงบวกต่อความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญ นิยามที่ไม่กระจ่างชัดและหลากหลายไปตามแต่ละบุคคล ก็กลับเป็นโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการในธุรกิจสร้างสรรค์ ที่จะค่อยๆเติมเต็มรูปธรรมให้กับความเป็นมนุษย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่อิ่มเต็มกับคุณภาพสูงล้ำหรือแม้แต่การออกแบบที่เลิศหรู หากยังคงกระหายไม่สิ้นสุดกับใครสักคนที่เข้าใจในตัวตนที่อ่อนไหวและเปราะบางในโลกทุนนิยมที่แสนเย็นชา

            เราอาจอธิบายได้ว่า “ผลิตภัณฑ์รักษาสิ่งแวดล้อม” เป็นเพียงความหลงตัวเองของผู้บริโภคที่อยากจะรู้สึกดีที่ได้ช่วยลดโลกร้อน แต่ถึงจะเป็นเพียงความหลงตัวเองก็ยังสะท้อนด้านที่อ่อนไหวในความเป็นมนุษย์ ที่ผู้เชี่ยวชาญในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องจับตาเพราะสักวันหนึ่งมันอาจเติบโตเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐกิจไทย ยังไม่นับว่า ชนชั้นกลางไทยจำนวนหนึ่งที่รู้สึกเปลี่ยวเหงากับความรุ่งโรจน์ทางวัตถุและแสงสีในเมืองกรุง  จึงยินดีมอบเงินจำนวนไม่น้อยให้มูลนิธิแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอนหนังสือเด็กยากไร้ในชนบทที่ห่างไกล

            ความเป็นมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่จะตอบสนองกันได้แบบตรงไปตรงมาเหมือนกับความต้องการทางวัตถุในยุคอุตสาหกรรม บางครั้งความลำบากและการรอคอยก็กลับเป็นคุณค่าที่พึงปรารถนา เช่นเดียวกับ การจองคิวนานนับปีเพื่อเป็นเจ้าของรถเฟอรารี่แสนแพง ทั้งที่รู้ดีว่าคุณภาพและความสะดวกสบายในการขับขี่ไม่อาจเทียบได้กับรถเล็กซัสที่ราคาถูกกว่ากันหลายเท่าตัว

            Creative Economy อาจสร้างความเคลือบแคลงให้กับผู้คนจำนวนมากว่าเป็นเพียงการเล่นคำและกระแสที่ถูกปั่นขึ้นมาเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อยังมองไม่ออกกันว่า “ความคิดสร้างสรรค์” แบบใดที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการอย่างมีนัยสำคัญ จนสามารถสถาปนาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ได้

            แต่หากเข้าใจคำว่า “ความเป็นมนุษย์” อย่างลึกซึ้งถึงแก่นแล้ว ก็คงมองเห็นเส้นทางอันสว่างสดใสของ Creative Economy ที่จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาและเติมเต็มความปรารถนาที่ละเอียดอ่อนไหวในจิตใจมนุษย์ซึ่งเคยถูกมองอย่างเพิกเฉยเย็นชาในยุคอุตสาหกรรม โดยนับจากนี้ไปความเป็นมนุษย์จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าของทุกองคาพยพในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

http://www.siamintelligence.com


« Back to Result

  • Published Date: 2009-10-08
  • Resource: www.creativethailand.org