Articles

« Back to Result | List

“รอยยิ้ม” : อัตลักษณ์ไทยที่ชวนหลงใหลในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

                เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อาจทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกคึกคักแจ่มใส เคลิบเคลิ้มว่ารูปแบบเศรษฐกิจใหม่นี้จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งและสนุกสนาน การทำงานกับการพักผ่อนจะไม่แยกจากกันอีกต่อไป ชาวโลกและชาวไทยก็จะเบ่งบานไปด้วยความสุขสมและรอยยิ้ม

                แต่ที่น่าเศร้าก็คือ หากทุกประเทศก็ล้วนแต่ผลิตสินค้าสร้างสรรค์ขึ้นมาในตลาด แล้วใครกันเล่าจะมีกำลังซื้อเพื่อรองรับสินค้าสร้างสรรค์ทั้งหมดได้ ในที่สุดก็จะมี “สินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product)” บางชนิด บางบริษัท หรือบางประเทศต้องล้มหายตายจากไป ขณะที่สินค้าสร้างสรรค์ซึ่งโชคดีเป็นผู้ชนะในวันนี้ ก็ต้องคร่ำเคร่งรีดเร้นมันสมองและหัวใจเพื่อบ่มกลั่นผลงานสร้างสรรค์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพียงเพื่อป้องกันคู่แข่งรายใหม่ไม่ให้เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไป

                การอยู่รอดและเบิกบานในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด นั่นคือ การสลักเสลา “อัตลักษณ์ไทย” ที่คู่แข่งรายอื่นเลียนแบบได้ยากมาผลิตเป็นสินค้าสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าและความพึงพอใจให้กับลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก

                “รอยยิ้ม” นับเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมายาวนานหลายสิบปี โดยเฉพาะในธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม รอยยิ้มยังสามารถนำมาสร้างสะพานเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่นๆได้มากมาย ตั้งแต่ภาพยนตร์จนกระทั่งอาหารการกิน

 

ที่มา http://www.flickr.com/photos/mrhuevo/44007252/sizes/o/,http://www.flickr.com/photos/edwindejongh/391851994/sizes/o/

                ในการแข่งขันช่วงชิงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น คนไทยต้องตระหนักในจุดอ่อนจุดแข็งของตนเองให้ดี เราถูกครอบงำโดยชาติตะวันตกมานานแล้วว่าความฉลาดเชิงตรรกะ (Intelligence Quotient) เป็นสิ่งที่เหนือเลิศกว่าความฉลาดเชิงอารมณ์ (Emotional Quotient) เราจึงต้องพ่ายแพ้ในเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ดังนั้น ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย เราจึงไม่ควรตามรอยตะวันตกซึ่งมีจุดแข็งอยู่ที่ความสร้างสรรค์เชิงตรรกะอีกต่อไป หากแต่ต้องนำจุดแข็งด้านความสร้างสรรค์เชิงอารมณ์มาใช้อย่างเต็มที่

                ในกรณีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เป็นแขนงหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น พิจารณาเพียงผิวเผินก็ดูเหมือนจะมีความสร้างสรรค์เชิงอารมณ์เป็นองค์ประกอบหลัก เพราะต้องสร้างเรื่องราวให้ตัวละครมีความรู้สึกรักแค้นริษยาเพื่อกระตุ้นปลุกเร้าความอ่อนไหวในจิตใจผู้ชม แต่ถึงที่สุดแล้วคำพูดของตัวละครล้วนมาจากฝีมือของนักเขียนบทที่ต้องใช้ความฉลาดเชิงตรรกะในการร้อยเรียงบทพูดให้กระชับและเป็นระบบ ซึ่งหากพิจารณาในมุมนี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่าเหตุใดนักเขียนบทคนไทยจึงไม่สามารถผลิตผลงานที่เหนือกว่าชาวตะวันตกได้เลย

                ในทางตรงข้ามอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับเป็นสาขาที่เปิดกว้างยิ่งกว่า เพราะไม่จำกัดเรื่องราวอยู่เพียงที่หน้าจอภาพยนตร์เท่านั้น หากยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่หลากหลาย ซึ่งในจุดนี้ความฉลาดเชิงอารมณ์และความเป็นมนุษย์ย่อมสร้างความพึงพอใจให้นักท่องเที่ยวได้มากกว่าความฉลาดเชิงเหตุผลและตรรกะอันแห้งแล้ง นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่า เหตุใดธุรกิจท่องเที่ยวจึงเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

                อย่างไรก็ตาม ธุรกิจท่องเที่ยวไทยยังไม่อาจดึงศักยภาพความฉลาดเชิงอารมณ์และความรื่นรมย์ของคนไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้มากนัก การท่องเที่ยวไทยยังเน้นไปที่การบริหารจัดการความสะดวกสบายและความงดงามของธรรมชาติ โดยลืมไปว่าความสามารถในด้านนี้ของคนไทยย่อมไม่อาจเทียบเท่ากับชาวตะวันตกที่มีความฉลาดเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าเราหลายขุม

                แนวโน้มอนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) เข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) นั่นคือ การเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสถานที่มากกว่าจะเป็นเพียงผู้ดูและผู้ชื่นชมกับวัฒนธรรมที่จัดหามาให้อีกต่อไป นี่จึงเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยในการเร่งปรับตัวจากการท่องเที่ยวแบบเดิมเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำในตลาดใหม่นี้ โดยอาศัยความได้เปรียบแห่งความฉลาดเชิงอารมณ์ที่เป็นทุนเดิมของคนไทยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                กลยุทธ์สำคัญในสนามรบแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ยังไม่ใช่เพียงการช่วงชิงลูกค้าที่นิยมบริโภคสินค้าสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วงชิง Creative Talent (แรงงานสร้างสรรค์) จากทั่วทุกมุมโลก เพื่อมารวมตัวกันเป็น Creative Class (ชนชั้นสร้างสรรค์) ในการผลิตและบริโภคสินค้าสร้างสรรค์อย่างมีรสนิยม เพราะถึงที่สุดแล้วความสร้างสรรค์ของแต่ละประเทศย่อมมีจำกัด ในขณะที่เครื่องจักรก็ไม่อาจผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้ ดังนั้น ประเทศใดสามารถช่วงชิงดึงดูด Creative Class ที่มีคุณภาพได้มากที่สุด ประเทศนั้นย่อมเป็นผู้ชนะในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

                ประเทศไทยไม่มีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีที่ล้ำเลิศในการดึงดูด Creative Class จากทั่วทุกมุมโลกให้มาร่วมทำงานด้วย ดังนั้น จุดแข็งเดียวของประเทศไทยที่จะนำมาใช้ในการช่วงชิง Creative Class ก็คือ รอยยิ้มและความฉลาดเชิงอารมณ์ของคนไทยในการทำให้คนเก่งจากทั่วทุกมุมโลกติดอกติดใจและยอมละทิ้งผลตอบแทนมหาศาลเพื่อมาร่วมทำงานกับคนไทยที่เบิกบานและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่มีสีสัน

                โชคดีที่ Creative Class โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว เพราะความสามารถที่เหลือล้นของตนเอง ดังนั้น ผลตอบแทนทางการเงินจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสูงสุด โดยหากมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่รื่นรมย์และผู้คนที่สนุกสนานและช่างจินตนาการอยู่แวดล้อม ก็ย่อมเป็นตัวแปรหนึ่งในการโน้มน้าว Creative Class ให้ย้ายที่อยู่อาศัยมาสิงสถิตย์ในเมืองไทยที่แสนรื่นเริงได้

                Creative Tourism ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้เข้ามาซึมซับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ จึงอาจนำมาใช้เป็นไม้ตายสำคัญในการดึงดูด Creative Class โดยตอนแรกพวกเขาอาจเป็นเพียงนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง แต่เมื่อเกิดความติดอกติดใจในวิถีชีวิตแบบไทย ก็ย่อมเป็นการง่ายในการโน้มน้าวให้ย้ายที่พำนักอันแสนอุ่นเข้ามาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย Creative Class ที่มาจากหลากหลายเชื้อชาตินี้ ย่อมมีความถนัดที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีบางคนที่สามารถการเติมเต็มในจุดอ่อนที่คนไทยไม่ถนัด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอาหาร จนกระทั่งเทคนิคการเขียนบทในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่กำลังเดินหน้าพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว

                ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมีวัฒนธรรมอเมริกาที่เป็นผู้นำโลกในการหนุนหลัง ภาพยนตร์เกาหลีมีเทคนิควิจัยที่เข้มข้นเพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้ชมทั่วโลกซึ่งมีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภาพยนตร์จีนมีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจหลายพันปีเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ดังนั้น ประเทศไทยจึงแทบไม่มีโอกาสที่จะตีฝ่าเข้าไปในอุตสาหกรรมนี้ได้เลย หากขาดไร้ซึ่งกลยุทธ์พิสดาร

                ยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจก็คือ การประยุกต์ใช้ Creative Tourism เข้ามาช่วยเหลืออุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยเริ่มจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวและชนชั้นสร้างสรรค์ให้เข้ามาสัมผัสวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างซึมลึก หลังจากนั้นคนต่างชาติที่ถูกปรับรสนิยมให้ชื่นชอบความเป็นไทยเหล่านี้ ก็ย่อมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการนำวัฒนธรรมนิยมคนไทยและภาพยนตร์ไทยไปเผยแพร่ให้เพื่อนร่วมชาติจำนวนหนึ่งแบ่งใจมาสัมผัสกับภาพยนตร์ไทยบ้าง

                แต่กระนั้น ท่ามกลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนไทยจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวสร้างสรรค์และชนชั้นสร้างสรรค์มาได้โดยอาศัยเพียง “รอยยิ้มและความเบิกบาน” เท่านั้น แต่คนไทยยังต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านภาษาให้มีความหลากหลายเพื่อรองรับลูกค้าและคนเก่งจากหลากหลายเชื้อชาติทั่วโลกด้วย อย่างไรก็ตาม จุดได้เปรียบของคนไทยยังอยู่ตรงที่ความฉลาดเชิงอารมณ์และปฏิภาณไหวพริบในการปรับตัวตามสภาพการณ์เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้คนรอบข้าง (Improvisation) ดังนั้น ขอเพียงปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการท่องเที่ยวที่กักขังลูกค้าให้เป็นเพียงผู้ชมเหมือนกับการดูภาพยนตร์ มาเป็นการปลดปล่อยให้นักท่องเที่ยวได้มีปฏิสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยแล้ว ก็ย่อมเชื่อว่าจุดแข็งในด้านรอยยิ้มและเสน่ห์คล่องแคล่วของคนไทยจะได้รับการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

                สิ่งที่ต้องพึงระวังก็คือ วิธีคิดแบบ “การท่องเที่ยวโฮมสเตย์ (Home Stay)” ที่ถึงแม้จะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตที่งดงามของคนไทยได้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญคือ การไม่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม โดยปล่อยให้ลูกค้าของเราเป็นเพียงผู้รับ (Passive) ที่ต้องถูกบังคับให้ยืนเฝ้ามองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นอย่างเฉยชา อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ก็คือ การที่นักท่องเที่ยวได้ร่วมแลกเปลี่ยนและเติมเต็มให้กับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวา (Active) ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้วิถีชีวิตท้องถิ่นมีพลวัตมากขึ้นแล้ว ยังทำให้นักท่องเที่ยวได้สร้างประสบการณ์แห่งการค้นหาอัตลักษณ์ส่วนตัว (Identity) โดยมีฉากหลังของผู้คนและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นเรื่องเล่า (Story) นี่คือ สุดยอดแห่งการตลาดเชิงประสบการณ์ที่ลูกค้าจะไม่มีวันลืมเลือน

                “รอยยิ้มและน้ำใจ” ของพี่น้องชาวไทยในชนบททั้งออกตกเหนือใต้ ล้วนแล้วแต่เคยได้รับการประเมินว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะทำให้ขาดแคลนไหวพริบในการดิ้นรนเพื่อแสวงหาเงินทองและผลกำไร อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21นี้ โลกาภิวัตน์ได้พัดพาหมุนเวียนมาถึงยุคสมัยแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ผู้บริโภคและชนชั้นสร้างสรรค์ต่างก็โหยกระหายการเติมเต็มทางอารมณ์ความรู้สึกที่ละเมียดละไมมากกว่าผลตอบแทนทางวัตถุที่เย็นชืด ดังนั้น ความเอื้ออารีของคนไทยทั้งประเทศก็จะกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากประยุกต์ใช้อย่างมีกลยุทธ์

www.siamintelligence.com

« Back to Result

  • Published Date: 2009-11-05
  • Resource: www.creativethailand.org