Articles

« Back to Result | List

Creative Life เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นเพียงแค่ “เครื่องจักร” ในการทำเงิน

                เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์การปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งประเทศที่รักดีทั้งหลายต่างก็ให้ความสนใจจับจอง โดยเฉพาะเมื่อ “รางวัล” ของผู้บุกเบิกตลาดเป็นรายแรกย่อมมหาศาลเย้ายวนใจ แต่ในทางตรงข้าม “ความเสี่ยง” ในการล้มเหลวก็สูงยิ่งไม่แพ้กัน

                หากประเทศใดสามารถค้นหา Model ที่ถูกต้องในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ ประเทศนั้นก็จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลก ดุจเดียวกับ “เกาะเล็กๆ” อย่างประเทศอังกฤษที่รุดหน้าเป็นมหาอำนาจโลก เพียงเพราะความสำเร็จในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของมวลมนุษยชาติไปตลอดกาล

                บทความชิ้นนี้ จึงอยากทดลองเสนอ Model ที่มีชื่อว่า “3 C” เพื่อจุดประกายเริ่มต้นในการร่วมกันค้นหายุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

                1. Creative Dialogue
Richard Florida ได้เคยวิเคราะห์ประเทศหรือเมืองที่สามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์ได้เหนือกว่าคู่แข่งนั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ Tolerance (ความอดทนต่อความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่าง) เพื่อทำให้ความคิดที่อาจจะสุดแสนพิสดารพันลึกของปัจเจกชนแต่ละคนสามารถแสดงออกและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งย่อมทำให้สังคมนั้นมี “วัตถุดิบ” ที่รุ่มรวยในการสังเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงานที่มีความโดดเด่นเหนือล้ำกว่าสังคมที่เต็มไปด้วยข้อห้ามและกฎเกณฑ์

                ในทางปฏิบัติแล้ว ย่อมไม่เคยมีประเทศใดทั้งในอดีตและปัจจุบันที่จะมีความอดทนต่อความเห็นที่แตกต่างได้อย่างสมบูรณ์เต็มร้อย ทุกสังคมต่างก็มีเรื่องที่ “พูดไม่ได้” มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่กระนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของมนุษยชาติก็กลับมีผลงานสร้างสรรค์ที่แสนวิจิตรบรรจงอยู่พอสมควรทีเดียว และหลายครั้งก็มาจากสังคมที่เลือดตกยางออกเพราะความคิดเห็นไม่ต้องตรงกัน

                Socrates (โสเครตีส) มหาปราชญ์แห่งกรุงเอเธนส์ ผู้สอนให้ประชาชนรู้จักตั้งคำถามกับความรู้ ได้ถูกตัดสินให้ดื่มยาพิษตาย เนื่องจากพร่ำสอนความคิดที่เป็นภัยต่อรัฐ แต่กระนั้น กรุงเอเธนส์ในช่วงยุคโสเครตีสก็เป็น “สมัยทอง” แห่งการสร้างสรรค์ที่ความล้ำเลิศของสถาปัตยกรรม ปรัชญา และบทละครได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนครรัฐเพื่อนบ้านและส่งทอดอิทธิพลข้ามยุคสมัยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

                Michelangelo (ไมเคิลแองเจโล) และเพื่อนศิลปินในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการอันรุ่งเรือง ต่างก็ไม่ได้มีสิทธิในการแสดงความเห็นอย่างเสรี ยิ่งกว่านั้นศิลปินชื่อดังทั้งหลายต่างก็ได้รับการว่าจ้างจากศาสนจักรและเจ้านครรัฐทั้งหลาย จึงย่อมเป็นไปได้ยากที่จะมีสิทธิแสดงความเห็นที่แตกต่างตามแต่ใจปรารถนา

                อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบร่วมกันของยุคทองแห่งการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลข้ามยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเอเธนส์ในยุคโสเครติส เมืองฟลอเรนซ์ในยุคไมเคิลแองเจโล กรุงลอนดอนในยุคมหากวีเชคสเปียร์ และกรุงปารีสในสมัยยอดศิลปินปีกัสโซ ก็คือ การที่คนหลากหลายสาขาอาชีพ วิธีคิด และเชื้อชาติ ได้มาอยู่อาศัย แลกเปลี่ยน ถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้ง และปฏิสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับการผลิตผลงานสร้างสรรค์ที่โลกต้องจารึกจดจำ

                เราอาจ “นิยาม” สภาวะแห่งการปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลายขัดแย้งของผู้คนที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นี้ว่า Creative Dialogue โดยเฉพาะคำว่า Dialogue ในความหมายเชิงลึกนั้น ย่อมเป็นตัวแทนของการสังเคราะห์ความคิดที่แตกต่างและซับซ้อนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะที่คำว่า Creative  ในความหมายหนึ่ง ก็คือ การมี “คุณค่าใหม่ (New Value)” เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงคุณค่าหรือความงามที่เลิศล้ำสูงสุด แต่คงอยู่คงที่มิเปลี่ยนแปลง

                แน่นอนว่า Tolerance ก็ย่อมทำให้ความคิดที่แตกต่างได้งอกเงยเช่นกัน แต่หลายครั้ง Tolerance ก็อาจกลายเป็นการประนีประนอมและทำให้พลังขัดแย้งที่สร้างสรรค์ต้องเลือนหายไป ที่สำคัญ Tolerance ยังไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะทำให้ “คนที่หลากหลาย” ได้เข้ามาสนทนาและมีปฏิสัมพันธ์กัน เพราะสุดท้ายอาจจบลงด้วยภาวะต่างคนต่างอยู่มิข้องเกี่ยวกัน

                Creative Dialogue จึงเป็นกุญแจสำคัญของ Creative Economy ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับประเทศส่วนใหญ่ ที่อาจไม่ได้มีความเปิดกว้างและมีขันติธรรมทางความคิดมากมายนัก โดยรัฐบาลสามารถชดเชย “ความคิดสร้างสรรค์” ที่หายไปจากบางเรื่องที่พูดไม่ได้ ด้วยการทุ่มเททรัพยากรและการบริหารจัดการเพื่อที่จะดึงดูดให้ผู้คนในหลากหลายวิธีคิด อาชีพ อายุ และเชื้อชาติ ได้มีโอกาสในการสร้างบทสนทนาและผลิตผลงานสร้างสรรค์ร่วมกัน

                2. Creative Material
“หน้ากากแอฟริกัน” ได้ทำให้ยอดศิลปิน Picasso สามารถรังสรรค์ภาพวาด Les Demoiselles d'Avignon ที่เป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของ Picasso ในการปฏิวัติวงการจิตรกรรมให้ออกจากทางตันแห่งการสร้างสรรค์ในฤดูกาลเริ่มต้นแห่งศตวรรษที่ 20

                เหตุใด “หน้ากาก” เพียงใบเดียว และเป็นหน้ากากของประเทศที่มีอารยธรรมต่ำต้อยกว่าอารยชนชาวฝรั่งเศส จึงกลับทำให้ศิลปินหนุ่มน้อยจากสเปนที่เดินทางเข้ามาแสวงโชคในย่านศิลปะแออัดแห่งกรุงปารีส ได้พลิกเปลี่ยนชะตาจากชีวิตที่ยากไร้ระทมทุกข์กลายเป็นศิลปินระดับโลกที่มีความเป็นอยู่หรูเลิศ

                Picasso ไม่ได้เป็นศิลปินยิ่งใหญ่ เพียงเพราะเผอิญโชคดีได้แรงบันดาลใจจากหน้ากากของชนเผ่าแอฟริกันโบราณ แต่หน้ากากชิ้นสำคัญนี้ได้เข้ามาเติมเต็มในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ในห้วงยามที่ Picasso กำลังต้องการ “บางสิ่ง” เพื่อมาเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ ที่จะผุดบังเกิดสุนทรียะแบบใหม่ให้โลกที่หลับใหลได้ตื่นตะลึง

                “หน้ากากแอฟริกัน” จึงเปรียบเสมือนเป็น Creative Material ที่เผอิญว่ารัฐบาลฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคมได้มาเป็นของสะสม แต่ก็มาพอดีกับที่ Picasso กำลังเฟ้นหา “บางสิ่ง” เพื่อมาเติมเต็มแนวคิดในการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่แต่ยังไม่สมบูรณ์ของตน ในที่สุดโลกจึงได้ยล Les Demoiselles d'Avignon ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและรสนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 20 ไปตลอดกาล

                อย่างไรก็ตาม Creative Material ที่จะกลายเป็น “วัตถุดิบ” ซึ่งจะช่วยเติมเต็มพลังสร้างสรรค์ของศิลปินที่กำลังบ่มเพาะและฟูมฟักอย่างทะนุถนอมนั้น ย่อมมีความแตกต่างและขึ้นกับบริบทของศิลปินแต่ละคน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่รัฐบาลและผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสามารถจัดหามาให้กับศิลปินและนักสร้างสรรค์ได้อย่างสมบูรณ์พร้อม

                Goethe มหากวีที่ยิ่งใหญ่ของชนชาติเยอรมัน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ขณะที่กำลังหมกมุ่นหาแนวทางสลัดหลุดจากศิลปะที่เน้นอารมณ์ร้อนแรงซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงให้ตนในวัยหนุ่มนั้น เขาได้ตัดสินใจหลบหนีจากภาระหน้าที่ทางการเมืองที่แสนวุ่นวายในเมือง Weimar เพื่อไปชื่นเชยชิดใกล้กับ “ซากปรักหักพัง” และโบสถ์วิหารของชาวโรมัน ที่สถิตย์อยู่ในดินแดนต่างๆทั่วอิตาลี

                วัตถุดิบที่ทั้งสมบูรณ์และผุพังเหล่านี้ได้ทำให้ Goethe สัมผัสลึกถึงอารยธรรมแบบคลาสสิคกรีกที่ฝังรากอยู่ในสถาปัตยกรรมของชาวโรมัน และนับจากนั้นเป็นต้นมา Goethe ก็สามารถสังเคราะห์แนวทางศิลปะของตนเอง ที่มีความนุ่มนวลลงตัวทั้งเหตุผลที่ชัดแจ้งและอารมณ์ที่ร้อนแรง ส่งผลให้ Goethe สถิตย์อยู่ในใจของชาวเยอรมันและโลกใบนี้ตลอดกาล

                Creative Material สำหรับบางคนอาจเป็นการพาตัวดิ่งลึกเข้าไปอยู่ใน “สวนญี่ปุ่น” ที่เต็มไปด้วยความสงบงามท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองกรุง เพื่อแสวงหารูปแบบใหม่ที่ปฏิวัติวงการจิตรกรรมไปตลอดกาล ในขณะที่บางคนอาจใช้เวลาครึ่งชีวิตเพื่อค้นหารูปแบบแห่งการเล่าเรื่องที่สั่นสะท้านวงการนักเขียนโลก แต่สุดท้ายกลับมาประสบความสำเร็จในห้วงขณะแห่งการลิ้มรส “เปลือกส้มโอเชื่อม” ขนมอร่อยที่เคยรับประทานในวัยเยาว์ ซึ่งได้กลายเป็นสะพานเชื่อมร้อยระหว่างเหตุผลที่ลึกซึ้งในความเป็นผู้ใหญ่เข้ากับจินตนาการที่แสนบรรเจิดในวัยเด็กได้ โดยทั้งหมดนี้ย่อมแล้วแต่บริบทเฉพาะตัวของแต่ละคน

                ดังนั้น รัฐบาลที่ปรารถนาจะพัฒนา Creative Economy ที่เจิดจ้าทั้งปริมาณและคุณภาพ จึงต้องทำงานร่วมกับศิลปินและนักสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด เพื่อการลงทุนเม็ดเงินอย่างถูกต้องเหมาะสมสำหรับการสรรหาวัตถุดิบและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ในการกระตุ้นเร้าวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของคนไทยให้บรรเจิดขึ้น

                3. Creative Life
ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของ Creative Economy ในประเทศไทยนั้น ย่อมไม่อาจวัดผลได้จากการเพิ่มสัดส่วนของ “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” ในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในระยะยาวแล้ว ทุกประเทศต่างก็จะหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (Creative Product) กันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะเมื่อแต่ละประเทศต่างก็มีวัฒนธรรมและเสน่ห์ชีวิตที่น่าหลงใหลในแบบของตน สุดท้าย หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนา Creative Product ให้มีความแตกต่างและโดดเด่นเหนือล้ำกว่าประเทศอื่นอย่างเทียบไม่ติดแล้ว การเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทยก็ย่อมหยุดชะงักหรือเสื่อมถอยลง

                การสนับสนุนด้าน Creative Economy ของรัฐบาลจึงไม่ควรเป็นการทำงานระยะสั้น ที่เร่งศิลปินและนักธุรกิจให้ผลิตผลงานสร้างสรรค์ออกมาในปริมาณมาก แม้ว่าจะเป็นผลงานที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมพอที่จะนำเงินเข้าประเทศได้ แต่หากผลงานเหล่านี้ยังดีไม่ถึงขั้น “ล้ำเลิศ” และส่งผลสะเทือนยาวไกลไปสู่วงการศิลปะและชีวิตประชาชนแล้ว Creative Thailand ก็จะถูกคู่แข่งทั้งจากประเทศพัฒนาและด้อยพัฒนาที่ใส่ใจในการลงทุนระยะยาวเพื่อการบ่มเพาะและพัฒนาผลงานที่ล้ำเลิศ เข้าโจมตีและยึดครองตลาดโลกไปในท้ายที่สุด

                ตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินผลงาน Creative Economy ของประเทศไทย จึงควรเป็น “อิทธิพล” ของผลงานสร้างสรรค์ที่ส่งผลสะเทือนต่อชีวิตของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะและการสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากชาวฟลอเรนซ์ในยุคของไมเคิลแองเจโลนั้น ล้วนแต่ชื่นชมในประติมากรรมและจิตรกรรมที่ศิลปินในยุคตนผลิตขึ้นมา ความชื่นชมนี้ได้ระบาดเข้าไปทั่วคาบสมุทรอิตาลีในเวลาไม่นานนัก จนกระทั่งแพร่กระจายไปยังฝรั่งเศส เยอรมัน และทั่วยุโรปในเวลาต่อมา “ความนิยม” ในศิลปะอิตาลีแห่งยุคเรอเนสซองซ์นี้ ได้ทำให้ศิลปินอิตาลีต้องเดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อรับจ้างผลิตผลงานและบ่มเพาะศิลปินท้องถิ่นขึ้นมารับช่วงแทน โดยหากยุคนั้นมีระบบจัดการเชิงธุรกิจที่ดีแล้ว ก็เชื่อแน่ว่า Creative Economy ในรัฐฟลอเรนซ์ของอิตาลีนี้ คงจะต้องทำเงินมหาศาลอย่างแน่นอน

                ในเมืองไทยสมัยที่ศิลปะและวัฒนธรรมรุ่งเรืองนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมได้รับอิทธิพลด้านรสนิยมและวิถีชีวิตไปด้วย ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “ประชาชนในสมัยพระนารายณ์หายใจเป็นบทกวี” ที่แม้จะกล่าวเกินจริงไปบ้าง แต่ก็สะท้อนถึงความจริงที่ว่าผลงานยิ่งใหญ่ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงคนส่วนใหญ่ของสังคม  ทำนองเดียวกัน ความไพเราะงดงามแห่งบทกวีและจินตนาการของท่านสุนทรภู่ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ก็ส่งผลสะเทือนต่อคนไทยในยุคนั้น ก้าวข้ามมาจนถึงปัจจุบัน

                Creative Economy ที่ประสบความสำเร็จ จึงต้องสามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์ที่ล้ำเลิศทรงพลัง สามารถส่งอิทธิพลและความสะเทือนไปทั่วสังคม กระตุ้นเร้าให้ประชาชนตื่นตัวและกระตือรือล้นในการผลิตเสพรับผลงานศิลปะกันอย่างคึกคักครึกโครม จนชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายบีบคั้นของสังคมเมืองกรุง ได้ผลิบานเป็นความงดงามและสร้างสรรค์ของชีวิต (Creative Life) หากประชาชนบรรลุถึงภาวะนี้ได้เมื่อใด ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ผลงานสร้างสรรค์จะมีพลังเหลือเฟือเพียงพอที่จะดึงดูดลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกได้โดยไม่ยากเย็นนัก

                ความเชื่อที่ว่า “ผลงาน” ชั้นเลิศ ย่อมเป็นที่ชื่นชอบเฉพาะคนส่วนน้อยที่อยู่ในวงการศิลปะเท่านั้น ย่อมใช้ได้เฉพาะผลงานที่ดีเด่นยังไม่ถึงขีดขั้น เพราะหากเป็นผลงานระดับเทพประทานอย่าง บทละครของ Shakespeare ประติมากรรมของ Michelangelo และบทเพลงคลาสสิคของ Beethoven ก็ย่อมเป็นที่ชื่นชอบทั้งในกลุ่มผู้มีรสนิยมทางศิลปะและประชาชนทั่วไป แน่นอนว่า ในกรณีของ Van Gogh ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของศิลปินยังไม่เป็นที่นิยมในยุคสมัยนั้น แต่ก็ได้ส่งผลสะเทือนและเป็นที่โจษจันเล่าขานจากประชาชนทั่วทุกมุมโลกในเวลาต่อมา ดังนั้น หากมีรัฐบาลที่สายตาแหลมคมพอในการสนับสนุนและซื้อหาภาพเขียนเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ผลงานยังไม่เป็นที่ยอมรับ ก็เชื่อแน่ว่าจะทำเงินในอนาคตอย่างมากมายมหาศาลยิ่ง

                หลายคนอาจมีความกังวลว่า Creative Product ชั้นเลิศ ที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะทั้งในเชิง Creative Dialogue และ Creative Material อย่างยาวนานนั้น อาจทำให้สินค้าขายได้ราคาสูง แต่ก็มีความจำกัดในเชิงของปริมาณสินค้าที่มีน้อยชิ้น แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่า ศิลปินที่ก้าวผ่านจากการเป็นศิลปินชั้นดีไปเป็นศิลปินชั้นเลิศนั้น ล้วนแล้วแต่ผลิตผลงานในชั่วชีวิตอย่างต่อเนื่องมิรู้เหน็ดเหนื่อย นับจำนวนได้เป็นร้อยเป็นพัน ดังตัวอย่างเช่น Michelangelo และ Picasso หรือแม้กระทั่ง Shakespeare ที่อาจเกษียณตนเองไปก่อน แต่ก็ได้เสกสรรค์ผลงานไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว ยังไม่นับว่าหากมีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีแล้ว ผลงานเหล่านี้จะถูกนำมาผลิตซ้ำ ดัดแปลง และต่อยอด ที่นำไปสู่การสร้างรายได้อย่างไม่สิ้นสุดอีกด้วย

                ที่น่าตื่นเต้นก็คือ ในยุคที่มี Creative Dialogue และ Creative Material ที่เหมาะสมนั้น ก็ย่อมเป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการพัฒนาบ่มเพาะ “อัจฉริยะศิลปิน” ขึ้นมามากมาย ดังเช่น ในยุคก่อนและหลัง Michelangelo ที่ล้วนเต็มไปด้วยศิลปินยิ่งใหญ่ และสร้างสรรค์ผลงานไปทั่วยุโรป อย่างนับประมาณมิได้เลย

                โมเดลการพัฒนา Creative Economy ให้กลายเป็นเครื่องจักรใหม่ที่สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยนั้น จึงควรทำงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นอาจมีความจำเป็นต้องเร่งผลิตผลงานสร้างสรรค์ในทุกสาขา เพื่อนำเงินรายได้มาหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยรวม แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ควรทำคู่ขนานกันไป คือ การบ่มเพาะ “วัตถุดิบ” ในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับศิลปิน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่และบรรยากาศที่เชื่อมร้อยบทสนทนาและปฏิสัมพันธ์จากผู้คนหลากหลายอาชีพ อายุ และเชื่อชาติ (Creative Dialogue) ผสมผสานกับการฟูมฟักดูแลศิลปินอย่างใกล้ชิด เพื่อเฟ้นหา Creative Material ที่เหมาะสมในการกระตุ้นภาวะตกผลึกของศิลปิน

                แต่สิ่งสำคัญที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ Creative Life ของประชาชนทั้งสังคม ที่หากมีการตอบรับผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์อย่างดีเลิศ และเป็นที่พูดถึงชื่นชมในวงกว้างแล้ว ก็ย่อมเชื่อได้ว่า คุณภาพที่ยิ่งใหญ่นี้จะสร้างความกระหายต้องการของลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก

                ในวันนั้น เศรษฐกิจไทยก็จะรุ่งเรืองเฟืองฟูอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนเลย

www.siamintelligence.com



« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-06
  • Resource: www.creativethailand.org