Articles

« Back to Result | List

“มิตรภาพ”: สินค้าสร้างสรรค์ไทย (Creative Product) ที่ไม่มีชาติใดเลียนแบบได้

                เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ย่อมมีลักษณะเฉพาะและรูปแบบการสร้างรายได้ที่แตกต่างจากเศรษฐกิจประเภทอื่น แต่กระนั้น สิ่งที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของเศรษฐกิจทุกประเภทก็คือ “ความโดดเด่นที่เลียนแบบไม่ได้” และหากสามารถรักษาความเป็นสินค้าที่ทดแทนไม่ได้นี้ได้ยาวนานมากเพียงใด ก็ยิ่งสร้างความมั่งคั่งรุ่งเรืองให้กับองค์กรและประเทศชาติได้เพียงนั้น

                ในยุคโลกาภิวัตน์และอินเทอร์เน็ตความเร็วแสงเช่นนี้ การปกปิดความลับของสูตรเด็ดหรือเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด ย่อมเป็นไปได้ยากมาก และยังเป็นกลยุทธ์ที่ไม่พึงกระทำอีกด้วย เพราะนอกจากต้องลงทุนด้านงบประมาณในการตรวจจับไปอย่างมหาศาลแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้รับคืนมาก็อาจไม่คุ้มคุณค่าที่ได้ทุ่มเทไป

                การรณรงค์และสนับสนุนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ อินเดีย และจีน ย่อมเป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ดุเดือดเข้มข้นในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในหลายสมรภูมิที่มีคู่แข่งขันจำนวนมาก ก็ย่อมทำให้ผลประโยชน์ที่แต่ละประเทศได้รับมีขนาดลดลง และเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ไม่ให้ถูกฉกฉวยแย่งชิงจากคู่แข่ง ก็ยิ่งต้องเพิ่มงบประมาณในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สุดท้ายแล้วผลตอบแทนทางการเงินที่แต่ละประเทศเคยฝันไว้อย่างสวยงามก็มีอันต้องสลายหายไป

                ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดของการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็คือ การค้นหา “ความโดดเด่นที่เลียนแบบไม่ได้” ของคนไทย เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่นอกจากสร้างรายได้มหาศาลเพราะไร้คู่แข่งแล้ว ยังมีเรื่องต้นทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่ำกว่าปรกติอีกด้วย เนื่องจากเป็นสินค้าที่คนไทยมีความถนัดเชี่ยวชาญเป็นพื้นฐานเดิม

http://www.flickr.com/photos/un_photo/3837227566/sizes/o/in/photostream/

                “มิตรภาพ” เป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่คนไทยมีความโดดเด่นเหนือชาติอื่นใด โดยสังเกตได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นหน้าเป็นตาที่ทุกคนต้องมาดูให้เห็นก่อนตาย ไม่ได้มีชายหาดที่งดงามล้ำเลิศจนกระทั่งหาสถานที่ใดบนโลกมาทดแทนไม่ได้ แต่กระนั้น นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกก็ยังยินดีที่จะเดินทางมาพำนักพักพิงใจกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะมีสถานที่ใดในโลกใบนี้ ที่ผู้คนยังคงรักษารอยยิ้มไว้ได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการเมืองที่เลวร้ายมืดมน และจะมีประชาชนในประเทศใด ที่ชาญฉลาดในการสรรหาคำปลอบประโลมใจให้ความผิดพลาดร้ายแรงได้กลายเป็นเรื่องตลกชวนขบขัน เพื่อรอคอยเวลาให้เยียวยาแผลใจได้คืนดีดังเดิม

                “ความฉลาดในการเล่าเรื่องสนุกและปลอบโยนใจ”คือ สินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ในสังคมไทย ซึ่งยังไม่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ได้มากเท่าที่ควร โดยในยุคอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพนั้น ความสนุกเฮฮาของคนไทยก็ได้กลายเป็นคุณสมบัติที่ถูกมองในด้านลบและต้องเก็บกดไว้ แต่ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เรียกร้องต้องการสีสันแปลกใหม่ของชีวิตนั้น ความสนุกเฮฮาย่อมพลิกกลับเป็นพลังบวกได้ หากรู้จักบริหารจัดการอย่างถูกวิธี

                วัฒนธรรมการกินข้าวและดูหนังเพียงลำพัง ได้ถูกอธิบายอย่างผิวเผินว่าเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมของคนตะวันตกและคนไทย แต่หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วจะเห็นคำตอบที่น่าสนใจยิ่ง นั่นคือ ความสุขที่ได้จากการพูดคุยหยอกล้อระหว่างดูหนังกินข้าวของชาวตะวันตกมีระดับที่ต่ำกว่าความทุกข์จากการเสียเวลารอคอยเพื่อนฝูง ที่สำคัญยังอาจต้องเสียสละการรับประทานในร้านโปรดของเรา เพียงเพราะเพื่อนส่วนใหญ่ติดใจในรสชาติของร้านอื่นมากกว่า สุดท้ายแล้วคนตะวันตกจึงเลือกที่จะกินข้าวดูหนังเพียงลำพัง ซึ่งย่อมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในบริบทและโครงสร้างแบบนั้น

                 ในทางตรงข้าม คนไทยส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ในการสร้างความบันเทิงให้คนรอบข้าง จนบางครั้งรสชาติอาหารและคุณภาพของภาพยนตร์กลับมิใช่สิ่งสำคัญเลย ยิ่งกว่านั้น ความทุกข์ยากจากการรอคอยเพื่อนฝูงในเมืองที่การจราจรเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งความสุขที่ได้จากมิตรภาพที่แสนอบอวลและสดใหม่ทุกวันได้

http://www.flickr.com/photos/robphoto/2902405290/

                คนไทยจึงมีคำกล่าวที่ติดปากเสมอว่า “ไปเที่ยวที่ไหน ไม่สำคัญเท่าไปเที่ยวกับใคร” ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนไทยโง่เขลาที่ไม่รู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีเลิศย่อมมอบความสุขสมได้มากกว่า เพียงแต่ว่าพรสวรรค์ในการเติมเต็มความสุขให้คนรอบข้างของคนไทยบางคนนั้นอาจมีค่ามากกว่าความสุขที่ได้รับจากสถานที่ท่องเที่ยวนั้นเสียอีก

                ความโดดเด่นของ Creative Economy ในเมืองไทย จึงไม่ได้อยู่ที่ “มันสมอง” อัจฉริยะในการคิดค้นเทคโนโลยี เพราะชาวตะวันตกนั้นล้ำหน้าไปก่อนเราหลายสิบปี และแน่นอนว่าย่อมไม่ได้อยู่ที่ “ศิลปวัฒนธรรม” ที่รุ่มรวยงดงาม เพราะอารยธรรมของชาวจีนนั้นสั่งสมมายาวนานกว่าเรานับพันปี แต่สิ่งที่ประเทศไทยเหนือล้ำกว่าทั้งชาวจีนและชาวตะวันตก ก็คือ “ตัวคนไทย” นั่นเอง เพราะคงไม่มีชาติใดในโลกนี้อีกแล้ว ที่เก่งกาจในการทำให้คนรอบข้างหัวเราะเบิกบานได้ในทุกจังหวะเวลาของชีวิต

                การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย จึงต้องวางจุดเน้นไปที่การทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับ “ตัวตนคนไทย” ให้มากที่สุด โดยเฉพาะการให้อิสรภาพกับคนไทยในการใช้เสน่ห์ทั้งน้ำเสียงลีลาและศิลปะการต้อนรับขับสู้ เพื่อสร้างความสุขเบิกบานให้กับลูกค้าอย่างถึงที่สุด แล้วจึงค่อยปรับประยุกต์สินค้าที่เป็นวัตถุรูปธรรม เช่น อาหาร ภาพยนตร์ และแฟชั่น เข้ามาช่วยเติมเต็มความสุขที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

                ตัวอย่างเช่น การจัดทัวร์สำหรับชาวต่างประเทศในเมืองไทยนั้น แต่เดิมเน้นที่การลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด โดยผลักรายได้ของไกด์ไปอยู่ที่การพาชาวต่างชาติไปช้อปปิ้งให้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลทีเดียว แต่ก็ขาดความยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น ทางที่ดีกว่า คือ การพัฒนา “ไกด์นำเที่ยว” จากต้นทุนที่ต้องจ่าย มาเป็นจุดแข็งในการสร้างรายได้ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากผู้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวมาเป็น “ผู้จัดการความสนุกเบิกบาน” ที่อาจไม่ต้องมีกิจกรรมมาเล่นให้ปวดหัว เพียงแค่การเป็นเพื่อนกินดื่มเที่ยวในทุกสถานการณ์ก็ย่อมเพียงพอต่อความสุขล้นแล้ว

                หากชาวต่างชาติที่นอนไม่หลับและโหยหาร้านข้าวต้มโต้รุ่งหรือเดินซื้อเสื้อผ้า ทีมงานความสนุกก็พร้อมจะไปเป็นเพื่อนได้เสมอ แน่นอนว่า คุณค่าของความสุขย่อมไม่ได้อยู่ที่การกินดื่มเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นทีมงานความสุขที่คอยพูดจากหยอกเย้า สร้างสรรค์สีสันบรรยากาศที่ทำให้รสชาติของอาหารและการเดินทางมีความกลมกล่อมเข้มข้นถึงขีดสุด

                แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายในการจ้าง “ทีมงานความสุข” ที่มีความสามารถทั้งทางภาษาและการสร้างเสียงหัวเราะย่อมมีราคาแพง ที่สำคัญยังต้องมีการผลัดเปลี่ยนพนักงานระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืนที่จะคอยอยู่เป็นเพื่อนตลอด 24 ชั่วโมง แต่กระนั้น หากสามารถเติมเต็มรสชาติอาหารและสถานทีท่องเที่ยวให้ลูกค้าพึงพอใจอย่างถึงที่สุดแล้ว ราคาที่ลูกค้ายินดีจ่ายย่อมไม่ใช่ปัญหา เช่นเดียวกับ ร้านกาแฟ Starbucks ที่ต้นทุนการออกแบบร้านให้เป็น “สถานที่ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า” ไม่เคยอยู่ในความกังวลของลูกค้าที่ยินดีจ่ายมากกว่า เพราะรู้ดีว่าความสุขในโลกที่สับสนวุ่นวายนั้นมีคุณค่ามหาศาลเพียงใด

http://www.flickr.com/photos/fransimo/4817107103/sizes/z/

                ศิลปะการออกแบบและบริหารจัดการร้านกาแฟ Starbucks ย่อมนับเป็นจุดแข็งด้าน Creative Economy ในเชิงวัตถุของชาวตะวันตก ซึ่งคนไทยก็ไม่อาจเลียนแบบได้ เช่นเดียวกับ ศิลปะในการสร้างความเบิกบานให้คนรอบข้าง ก็เป็นจุดแข็งด้าน Creative Economy ของคนไทยที่ไม่มีชาติใดแข่งขันได้ โดยเฉพาะเมื่อคนไทยไม่เคยแบ่งแยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่เคยคิดว่าเป็นลูกค้าแล้วควรบริการแค่นี้ แต่คนไทยมีความรักในเพื่อนมนุษย์ รักที่จะเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ รักที่จะเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะว่าเป็นลูกค้า แต่เพราะว่า เขาเป็นมนุษย์ที่รู้สึกสุขทุกข์ร้อนหนาวเช่นเดียวกันกับเรา

                “มิตรภาพ” จึงเป็นสินค้าสร้างสรรค์อันดับ 1 ที่คนไทยสามารถพัฒนาและส่งมอบให้กับเพื่อนมนุษย์จากทั่วทุกมุมโลก โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโลกด้วยเทคโนโลยีและศิลปะการออกแบบที่งามล้ำเสมอไป เพราะหัวใจมนุษย์นั้นไม่ได้มีเพียงประสิทธิภาพและความเลิศหรูเท่านั้น

« Back to Result

  • Published Date: 2010-02-01
  • Resource: www.creativethailand.org