Articles

« Back to Result | List

Creative Economy : “งดงาม” เพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

“It is not the strongest of the species that survives, nor the most intelligent that survives. It is the one that is the most adaptable to change.”

(ประโยคเด็ด ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเขียนโดย Charles Darwin)

www.flickr.com/photos/notsogoodphotography/439590968/sizes/o/in/photostream/

                “อารยธรรม” ในศตวรรษที่ 21 ย่อมมีความละเมียดละไมยิ่งกว่าบรรพบุรุษที่ตัดสินความยุติธรรมด้วยคมหอกและปลายปืน อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ดิ้นรนก็ยังคงเป็นสัญชาติญาณ (Instinct) ซึ่งมนุษย์ที่เจริญแล้วก็ไม่อาจสลัดหลุดพ้น เพียงแต่มีรูปแบบและกลยุทธ์ที่แนบเนียนยิ่งกว่าเท่านั้น

                เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) คือ สมรภูมิใหม่ที่ประเทศพัฒนาเค้นสมองครุ่นคิดขึ้นมา ก็เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสยบประเทศกำลังพัฒนาให้อยู่ในกำมือ แต่ในสนามรบที่เพิ่งเริ่มต้นและเต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนนี้ ผู้เข้มแข็งในวันนี้ ก็อาจกลายเป็นผู้อ่อนแอในวันพรุ่งนี้ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใดจะค้นพบ “ยุทธศาสตร์” ในการชนะศึกได้เหนือล้ำกว่ากัน

                ในอดีตที่ผ่านมา เรามีความเชื่อว่า “แข็งแกร่ง” ย่อมเป็นผู้ชนะ แต่ก็มีหลักฐานมากมายที่สามารถแย้งสมมติฐานนี้ ตัวอย่างเช่น ทัพช้างที่ทรงพลังของฮันนิบาล ได้กลับพ่ายแพ้ให้กับยุทธศาสตร์การรบแบบสู้พลางถอยพลางของเฟเบียน แม่ทัพจอมกลยุทธ์ชาวโรมัน เช่นเดียวกัน ความโหดร้ายป่าเถื่อนของตั๋งโต๊ะ ก็ย่อมไม่อาจรักษาชัยชนะไว้ได้ยาวนานเมื่อเทียบกับโจโฉ ขุนศึกที่รู้จักใช้ทั้งพระเดชพระคุณอย่างแยบยลยิ่ง

                บทเรียนจากประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า “ยุทธศาสตร์” ในการกำหนดชัยชนะเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนยิ่ง หากอาศัยเพียงความมุ่งมั่นจริงจังและการทุ่มเททรัพยากรมหาศาล ก็ยังไม่อาจรับประกันชัยชนะที่ยั่งยืนได้ นี่จึงเป็นเหตุผลซึ่งใช้อธิบายภาวะรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของมหาอำนาจทั้งหลาย เพราะความมั่งคั่งและชัยชนะในวันนี้ หากไม่นำมาบริหารจัดการอย่างถูกวิธี ก็ย่อมทำให้ผู้มีทรัพยากรที่น้อยกว่า แต่มียุทธศาสตร์ที่ดีกว่า สามารถพัฒนาแซงหน้าไปได้ในที่สุด

                Creative Economy ย่อมเป็นเช่นเดียวกับ “สงคราม” ทั้งหลาย ที่ลำพังเพียงเงินทุน ความรู้ และทรัพยากร ย่อมไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด หากไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการที่ถูกวิธี

                “สิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา” ได้รับการยกย่องให้เป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วยุทธศาสตร์นี้อาจเป็นเพียงหลุมพรางทางปัญญาที่ประเทศทั้งหลายต่างก็แห่ตามกันไป โดยลืมไปว่าทรัพยากรย่อมมีจำกัด หากทุ่มเทมากเกินไปในจุดปลีกย่อย ก็ย่อมไม่สามารถ “รวมศูนย์กำลัง” เพื่อเข้าตีในจุดยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดชัยชนะได้

                ในระบบเศรษฐกิจแบบเก่าที่อิงอาศัยเทคโนโลยีเป็นปัจจัยขับเคลื่อนนั้น สิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาย่อมเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องรวมศูนย์กำลังเข้าช่วงชิง เพื่อทำให้คู่แข่งซึ่งคิดค้นนวัตกรรมได้ช้ากว่าต้องตกเป็นเบี้ยล่าง แต่สำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น “เอกลักษณ์และวัฒนธรรมประจำชาติ” ที่นำมาสลักเสลาเป็นสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) อย่างชาญฉลาด จึงจะเป็นปัจจัยชี้ขาดชัยชนะที่แท้จริง ดังนั้น สินค้าที่เกิดจากลักษณะประจำชาติเช่นนี้ จึงยากที่คนอื่นจะเลียนแบบได้ และหากสินค้าที่ผลิตขึ้นนี้สามารถเลียนแบบได้ ก็แสดงว่าฝีมือในการสกัดเอกลักษณ์ของผู้ผลิตยังไม่ละเมียดละไมพอ ซึ่งในระยะยาวย่อมไม่สามารถดึงดูดลูกค้าที่ภักดีได้ จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องใช้สิทธิบัตรเพื่อคุ้มครอง

                ยุทธศาสตร์สำคัญของ Creative Economy จึงไม่ควรทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปที่การจดสิทธิบัตรและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเลียนแบบ เพราะลักษณะสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) มีความแตกต่างจากสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป หากรัฐบาลต้องการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ก็ควรรวมศูนย์กำลังไปที่การสร้าง “สภาพแวดล้อมแห่งการสร้างสรรค์ (Creative Ecology)” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยสามารถสลักเสลาเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยได้กลายเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่ทรงเสน่ห์โดนใจลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก

                พลังสร้างสรรค์ของมนุษย์แต่ละคนย่อมมีความจำกัดยิ่ง ดังนั้น การทุ่มเทงบประมาณและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการดึงดูดผู้คนที่แตกต่างหลากหลายให้มาพัฒนา “ความคิดสร้างสรรค์” ร่วมกัน จึงย่อมเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมยิ่งกว่าการปิดกั้นด้วยสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา

                แน่นอนว่า สิทธิบัตรย่อมเป็นสินทรัพย์ที่มีรูปธรรมและจับต้องได้มากกว่า “เมฆหมอกแห่งความคิด” แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของ Creative Economy ที่การตัดสินใจซื้อขายของลูกค้าอยู่ที่ความสุขทางใจที่จับต้องไม่ได้มากกว่าประสิทธิภาพและคุณภาพการใช้งานที่จับต้องได้

                “เงินทุน” เป็นปัญหาสำคัญอีกประการในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเมื่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ไม่อาจวัดได้ด้วยเทคโนโลยี สิทธิบัตร หรือแม้กระทั่งประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้น รัฐบาลและนักลงทุนก็ย่อมไม่อาจประเมินได้ว่าควรจะจัดสรรเงินทุนที่มีอยู่จำกัดเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ของผู้ประกอบการรายใด

                อย่างไรก็ตาม คุณค่าของ Creative Economy อยู่ที่ความสามารถของสินค้าในการสร้างสุนทรียสัมผัสและความรื่นรมย์ในจิตใจของผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ประกอบการในเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงย่อมมี “ศิลปะในการเล่าเรื่องและโน้มน้าวใจ (The Art of Storytelling)” เป็นสินทรัพย์สำคัญในตัวเองไม่มากก็น้อย รัฐบาลจึงสามารถเข้ามามีบทบาทในจุดนี้ โดยการจัดอบรมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ทุกคนขยายขอบเขตจากการประยุกต์ใช้ความสามารถในการสร้างสรรค์สินค้าให้ครอบคลุมไปถึงการสร้างสรรค์เรื่องเล่า (Story) ที่โดดเด่น เพื่อการสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนอีกด้วย ซึ่งย่อมนำไปสู่ประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินทุนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

                Creative Economy จึงเป็นเศรษฐกิจใหม่ ที่ต้องมีกระบวนการคิด ระบบบริหารจัดการ และการจัดสรรทรัพยากรที่แตกต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิม แต่โชคร้ายที่มนุษย์นิยมยึดติดกับความเคยชินที่คุ้นเคยมากกว่าที่จะก้าวไปข้างหน้าในเมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอน ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลทั่วโลก จึงมักจะยึดติดกับยุทธศาสตร์เดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลในเศรษฐกิจแบบเก่า โดยสวดอ้อนวอนในใจว่า ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

                นี่คือ โอกาสยิ่งใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ที่จะเร่งค้นคว้า “ยุทธศาสตร์” และยกระดับกระบวนวิธีคิด (Paradigm Shift) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทแบบใหม่ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะความกล้าหาญที่จะก้าวเดินไปสู่อนาคตโดยไม่ยึดติดกับแบบแผนเดิมๆที่ถูกกำหนดโดยประเทศตะวันตก เพราะมีแต่จิตวิญญาณแห่งนักบุกเบิกเช่นนี้เท่านั้น ที่ทำให้ประเทศที่เคยถูกเหยียดหยามว่าเป็น “คนขี้โรคแห่งเอเชีย” อย่างประเทศจีน ได้กลับมายืนผงาดงดงามในเวทีเศรษฐกิจโลกแห่งศตวรรษที่ 21

                “ความงดงาม” ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การเลียนแบบยุทธศาสตร์เดิมเดิมที่ใครใครก็รู้ แต่คือ จิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ที่กล้าจะแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์



« Back to Result

  • Published Date: 2010-03-07
  • Resource: www.creativethailand.org