Articles

« Back to Result | List

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) : คุณค่าวัฒนธรรมไทยที่เหนือล้ำกว่ามายาแห่งเงินตรา

            “มายาคติ” ที่เติบโตมาพร้อมกับระบบทุนนิยมก็คือ ศิลปะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เพราะไม่ได้เพิ่มผลผลิตอันใดให้กับสังคม ในขณะที่มนุษย์ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหิวโหย ศิลปินกลับมัวแต่หมกมุ่นในความฝันและความงามที่ห่างไกลจากโลกความจริง

            ในศตวรรษที่ 21 โลกได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความอดอยากหิวโหยไปไกลโขแล้ว มนุษย์จึงเริ่มกลับมาโหยหาศิลปะและความรื่นรมย์ใจ นี่จึงกลายเป็นที่มาของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่ต้องการแปรเปลี่ยนจินตนาการเพริศพริ้งของมนุษย์ให้ยกระดับเป็นสินค้าชั้นเลิศ เพื่อขับเคลื่อนจักรกลแห่งทุนนิยมให้รุดหน้าไปไม่มีวันสิ้นสุด

            ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์ของศิลปินในการผลิตผลงานศิลปะ ในระยะยาวแล้วย่อมทำให้ความฝันและความหวังที่จะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นเครื่องจักรตัวใหม่ต้องพังทลายลง ดังนั้น คนไทยจึงควรศึกษาค้นคว้าถึง “รากเหง้า” แห่งความคิดสร้างสรรค์ให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเฉียมคม และไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศมหาอำนาจเหมือนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกต่อไป

            พลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ใช้ในการประดิษฐ์คิดค้น บัญญัติกฎหมาย พัฒนาระบบประชาธิปไตย ตกแต่งศิลปะ และขัดเกลาวัฒนธรรม ทั้งหมดล้วนแต่เชื่อมร้อยกับวิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะสามารถดำรงอยู่ได้เพียงลำพัง

            ศิลปินได้ถูกกล่าวหาเสมอมาว่าเดินละเมออยู่ในโลกความฝัน แต่อย่างน้อยศิลปินทุกคนก็ย่อมมีเพื่อนและสังคม ในขณะที่วัตถุดิบแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะก็ย่อมได้มาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

            นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ลมหายใจเป็นคณิตศาสตร์และสมการซับซ้อน ก็ยังต้องมีแหล่งพบปะชุมนุมกับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ยิ่งกว่านั้น ทฤษฎีงานวิจัยที่กำลังขบคิดค้นคว้าก็ย่อมสอดคล้องกับบริบทสังคมในช่วงนั้นไม่มากก็น้อย

            โลกทัศน์ที่แบ่งแยก “เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี” ออกจากการเมือง สังคม และวัฒนธรรม จึงเป็นเพียงผลผลิตของระบบทุนนิยม ที่ต้องการทุ่มเทสมาธิและทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทไปที่การเพิ่มพูนประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ความฝันเช่นนี้ย่อมไม่เคยเป็นจริง แม้แต่ในโรงงานที่เล็กที่สุดก็ตาม

            เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่จะประสบความสำเร็จ จึงไม่ควรตกหลุมพรางของการแบ่งแยกศิลปะ เทคโนโลยี และธุรกิจ แต่ต้องปลดปล่อยให้องค์ประกอบที่หลากหลายได้ไหลเลื่อนโลดแล่น การละทิ้งโลกทัศน์ในสาขาอาชีพของตนชั่วคราว และเริ่มต้นบทสนทนาที่มีชีวิตชีวากับมนุษย์จากทั่วทุกมุมโลก ย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ให้งดงามเบ่งบาน ที่สำคัญ กลยุทธ์นี้ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการกดดันบีบคั้นให้นักสร้างสรรค์ต้องผลิตผลงานที่ดีที่สุดออกมา ท่ามกลางวัตถุดิบและแรงบันดาลใจที่จำกัดคับแคบแห่งสาขาวิชา

            วัตถุดิบชั้นดีแห่งการผลิตสินค้าในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย่อมหนีไม่พ้นวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่สะท้อนเอกลักษณ์ที่ชาติอื่นใดไม่สามารถเลียนแบบได้ อย่างไรก็ตาม การพลิกแพลงวัฒนธรรมเพื่อนำมาเพิ่มมูลค่าสร้างสรรค์ให้กับสินค้าและบริการนั้น ย่อมต้องมีเทคนิควิธีที่ชาญฉลาด มิเช่นนั้นแล้ว สินค้าสร้างสรรค์ที่ได้จะกลายเป็นความจืดชืด และไม่เป็นที่ดึงดูดใจของลูกค้า โดยเฉพาะในท่ามกลางสินค้าสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมอื่นที่ต่างก็เร่งผลิตกันอย่างบ้าระห่ำ

            ความรุ่มรวยละเมียดละไมของวัฒนธรรมไทย ไม่อาจเป็นที่กังขาอีกต่อไป แต่สิ่งที่ไม่ควรนิ่งนอนใจได้ก็คือ ประเทศชั้นนำทั้งหลายต่างก็มีความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมไม่ด้อยกว่าประเทศไทยเลย ดังนั้น จุดตัดสินชี้ขาดจึงอยู่ที่ “ความลึกซึ้ง” ในการเจียระไนวัฒนธรรมให้มีสุนทรียะ (Aesthetics) ที่ดื่มด่ำจับใจยิ่ง

  

www.flickr.com By Dave_B_

            ความพิสดารของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต่างจากเศรษฐกิจอุตสาหกรรมก็คือ เทคโนโลยีในการแปรเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้า ไม่ได้มีลักษณะที่ตายตัวประดุจสูตรคำนวณทางวิทยาศาสตร์ หากทว่า เทคนิคเจียระไนวัตถุดิบทางวัฒนธรรมกลับมีความเลื่อนไหลประดุจงานศิลปะ โดยเฉพาะเมื่อวัฒนธรรมไทยฝังแน่นในวิถีชีวิตคนไทย การสกัดแก่นแท้ออกมาจึงต้องแปรผันไปตามอารมณ์และนิสัยใจคอของแต่ละคน ซึ่งย่อมไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวและเป็นสากล

            การบริหารจัดการในโรงงานมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนงานทุกคนอู้งานให้น้อยที่สุด แต่ในการบริหารจัดการสินค้าสร้างสรรค์นั้น การหลบไปพักผ่อนเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ของศิลปิน อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดซึ่งจะตกผลึกพลังสร้างสรรค์สูงสุด ซึ่งหากผู้จัดการเข้าไปรบกวนห้วงขณะที่ยิ่งใหญ่นี้ ก็อาจทำให้สินค้าที่เพียรพยายามสร้างสรรค์มาต้องล้มเหลวพินาศสิ้น

            “เรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง”นี่คือ ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดซึ่งจะช่วยปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของคนไทย เพราะหากเน้นแต่การบีบคั้นให้คนงานสร้างสรรค์ต้องผลิตสินค้าออกมาในขณะที่ยังไม่พร้อมนั้น ก็ย่อมทำให้ผลิตภัณฑ์มีตำหนิและไม่เป็นที่ดึงดูดใจของลูกค้า แต่การจะปล่อยให้ศิลปินทุกคนผลิตงานตามลำพัง ก็อาจไม่ทันกำหนดเวลาที่จะต้องส่งมอบสินค้า ที่สำคัญก็คือ พลังสร้างสรรค์ต้องอาศัยวัตถุดิบและแรงบันดาลใจที่มากพอ หากได้รับครบถ้วนก็ย่อมใช้เวลาเพียงฉับพลันเดียวในการสังเคราะห์ผลงาน แต่หากได้รับอย่างกะพร่องกะแพร่ง ก็คงต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรืออาจไม่มีวันนั้นเลย

            การละวาง “ตัวตน” ไม่ว่าจะเป็นโลกทัศน์ วัฒนธรรม การอบรมเลี้ยงดู และความชำนาญในสาขาอาชีพ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพราะหากแต่ละคนยังปิดประตูตีกรอบอยู่ในความคิดของตน การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่หลากหลายรุ่มรวยก็มิอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อขาดไร้วัตถุดิบและแรงบันดาลใจที่มหาศาลทั้งปริมาณและคุณภาพนี้ ความสร้างสรรค์ชั้นเลิศก็กลายเป็นเพียงเมฆเงาแห่งความรางเลือน

            การระดมทรัพยากรทางวัฒนธรรมไทยจากทั่ว 77 จังหวัด เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ จึงไม่ควรเริ่มต้นจาก “โลกทัศน์” แบบธุรกิจเป็นตัวตั้ง ถึงแม้ว่าผลผลิตสุดท้ายจะออกมาเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมก็ตาม เพราะหากเริ่มต้นจากโจทย์ธุรกิจ วัตถุดิบทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนบางชิ้นก็จะถูกลดทอนไป ดังนั้น การเรียนรู้เพื่อจะเข้าอกเข้าใจในโลกทัศน์ของคนท้องถิ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ แน่นอนว่า ในช่วงเริ่มต้นอาจจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูง แต่ในระยะยาวแล้วก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกับเศรษฐกิจเทคโนโลยี ที่การลงทุนวิจัยมีราคาแพงสุดขีด แต่ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นหลังจากนั้นจะมีราคาลดลงอย่างน่าใจหายยิ่ง

            ในทำนองเดียวกัน หากนักธุรกิจสร้างสรรค์สามารถเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ความรู้สึกดีที่มีต่อกันย่อมเพิ่มพูนทวี ชาวบ้านท้องถิ่นจึงเปิดใจกว้างและยินดีที่จะแลกเปลี่ยนภูมิปัญญากับเพื่อนนายทุนแสนดี ที่สำคัญ คนท้องถิ่นย่อมซึมซับเข้าใจวิธีคิดเชิงธุรกิจเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จากปฏิสัมพันธ์ที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในที่สุดเมื่อแนวคิดทางธุรกิจและวัฒนธรรมได้ประสานเชื่อมร้อยกันอย่างสนิทแนบแน่นแล้ว การทำงานเป็นทีมเพื่อผลิตสินค้าสร้างสรรค์จึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อชดเชยต้นทุนและเวลาที่สูญเสียไปในช่วงเรียนรู้ลึกซึ้งได้

            วัฒนธรรมไทยที่โดดเด่นเหนือชนชาติอื่น ก็คือ ศิลปะและความมีชีวิตชีวาในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า ดังจะเห็นได้จากการเรียกพี่เรียกน้า ทั้งที่พึ่งพบพานกันเป็นครั้งแรก แต่น่าเสียดายที่ความงดงามในการสร้างมิตรภาพกับเพื่อนร่วมโลกของคนไทยได้ถดถอยเลือนหายลง ท่ามกลางกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากรุนแรง อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสลมแห่งทุนนิยมได้เปลี่ยนทิศ โดยหวนกลับมาให้ความสำคัญกับการบริโภคสินค้าที่มาจากความคิดสร้างสรรค์และคุณค่าทางจิตใจ ก็ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่คนไทยจะรีบพลิกฟื้นความมีชีวิตชีวาในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่หลากหลายขึ้นมาเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติอีกครั้ง

            นักคิดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก อาจนึกดูแคลนคนไทยว่า “รากฐานของสังคมฐานความรู้ยังอ่อนแอ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน” แต่กระนั้น คนไทยก็ยังสามารถชดเชยจุดอ่อนในส่วนนี้ได้ โดยการเรียนรู้ที่จะเข้าใจโลกทัศน์และอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพและภูมิหลัง เพื่อร่วมกันร้อยเรียงสังเคราะห์เป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ในทำนองตรงข้าม การเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งนี้ กลับเป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกขาดแคลน เนื่องจากยึดติดในการแสวงหาความรู้ที่เป็นวัตถุรูปธรรมที่จับต้องได้มากเกินไป แต่คนไทยก็ไม่ควรประมาทในจุดนี้ เพราะสุดท้ายแล้วความรู้ทุกอย่างในโลกก็ล้วนสามารถตามกันทันได้อย่างฉับไว โดยเฉพาะในยุคที่โลกาภิวัตน์ติดจรวดเช่นนี้

            “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นวัตถุดิบและสินค้าที่ขาดแคลน ยิ่งในยุคที่บริโภคกันอย่างฟุ่มเฟือยเช่นนี้ ความคิดสร้างสรรค์ก็มักจะล้าสมัยกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ยั่งยืน จึงต้องคิดค้นเทคนิคในการทำให้ความคิดสร้างสรรค์สามารถหลั่งไหลออกมาจากมันสมองมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ การทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและสีสันของวิถีชีวิตผู้คน

            วัฒนธรรมไทยจึงไม่ควรถูกลดทอนให้กลายเป็นเครื่องจักรในการทำเงินของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากทว่าวัฒนธรรมไทยควรจะได้รับการฟื้นฟูความมีชีวิตชีวาในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากและยิ่งใหญ่ วัฒนธรรมไทยจะต้องละทิ้งยุทธศาสตร์แบบปิดประตูแล้วหันหลังให้กับโลกความจริง แต่ทว่าจะต้องชิงเป็นฝ่ายรุก เดินหน้าเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่างจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อว่าวัฒนธรรมไทยจะได้เป็นฝ่ายเลือกที่จะดูดซับเฉพาะส่วนที่ดีที่สุดจากทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นฝ่ายถูกยัดเยียดให้ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ขัดกับนิสัยใจคอของคนไทย

            การฟื้นฟูชีวิตชีวาของวัฒนธรรมไทย ทั้งการละวาง “ตัวตน” เพื่อเรียนรู้ความงามที่แตกต่างของคนทุกภาคส่วนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง และการเปิดโลกทัศน์เพื่อดูดซับสิ่งที่ดีที่สุดของทุกวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งหมดนี้ก็ย่อมเป็นวัตถุดิบและแรงบันดาลใจที่รุ่มรวยให้กับคนไทยทุกคนในการร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้กลายเป็นที่หนึ่งตลอดกาล

www.siamintelligence.com

« Back to Result

  • Published Date: 2010-05-03
  • Resource: www.creativethailand.org