Articles

« Back to Result | List

Originality : เอกลักษณ์ไทยในเวทีเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก (Creative Economy)

            ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่วาดรูปได้เสมือนจริงที่สุด แต่คือ คนที่เสกคาถาร่ายมนต์ให้รูปภาพนั้นสร้างความตื่นตะลึงหลงใหลแด่ผู้พบเห็น โดยไม่มีวันลืมเลือนตลอดกาล

            “ความงาม” จึงไม่ใช่คุณสมบัติที่สามารถนิยามได้อย่างแจ้งชัด หากทว่าศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ล้วนแต่มีปัจจัยสำคัญร่วมกัน นั่นคือ เอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality) ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้

www.flickr.com By P_Lham kun.

            ทุกคนย่อมมีเอกลักษณ์ที่ทำให้ตนเองแตกต่างจากผู้อื่น แต่ศิลปินยิ่งใหญ่จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่งยวด ทำให้ผู้คนสามารถแยกแยะผลงานของศิลปินยิ่งใหญ่ออกจากผลงานนับพันล้านชิ้นของศิลปินคนอื่นได้

            “นางเอก” ไม่ใช่ผู้มีใบหน้างดงามที่สุด แต่เอกลักษณ์ความงามของนางเอกจะเป็นที่จดจำตราตรึงมิรู้ลืม ในขณะที่นางร้ายซึ่งออกมาถ่ายหวิวให้ฮือฮาเล่นเป็นระยะนั้น แม้จะสร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากดาราคนอื่นได้ในห้วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถรักษาความนิยมไว้ได้ในระยะยาว

            แน่นอนว่า นางเอกชั้นเลิศย่อมมีวันที่สังขารร่วงโรยรา แต่ภาพยนตร์และภาพถ่ายของเธอจะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับศิลปินระดับเทพ ที่แม้ร่างกายจะร่วงลับและบังเกิดมีผลงานเจิดจรัสของศิลปินรุ่นใหม่มาท้าทายอย่างต่อเนื่อง แต่ศิลปินที่เข้าถึง Originality ก็ย่อมไม่มีวันถูกทอดทิ้งลืมเลือน หากทว่าได้รับการยกย่องขึ้นเป็นผลงานระดับคลาสสิค (Classic)

www.flickr.com By Lham kun.

            เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Creative Thailand) จึงไม่ควรผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ของประเทศอื่นเท่านั้น แต่ยังต้องยกระดับเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยให้เข้าสู่ระดับ “เอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality)” ที่จะทำให้ลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกยังคงเป็นผู้ซื้อที่ภักดีมิเสื่อมคลาย

            ทฤษฎีความสร้างสรรค์ (Creativity Theory) ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่เดิมเชื่อกันว่า ความสร้างสรรค์ของศิลปินเกิดจาก “อัจฉริยภาพ” ที่เป็นมาแต่กำเนิด หากทว่าในภายหลังได้เริ่มมีการโต้แย้งว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่านขั้นตอนการฝึกฝนอย่างลึกซึ้ง (Deliberate Practice) นานนับ 10,000 ชั่วโมง ในสภาวะที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบแห่งแรงบันดาลใจ (Creative City)

            จากหลักฐานมากมายที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ยกขึ้นมาพิสูจน์ ย่อมเป็นที่เชื่อได้ว่า ภาวะสร้างสรรค์ (Creativity) ของศิลปินและนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทั้งหลายนั้น เกิดจากความชาญฉลาดในการ “หยิบยืมและเชื่อมโยง (Copy and Connect)” สิ่งที่แตกต่างหลากหลายได้ผสมผสานกันในวิถีทางที่แปลกใหม่และบ้าบิ่น ภายใต้การทดลองหยิบโน้นผสมนี่ที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดอัจฉริยภาพแห่งความเพียรพยายามก็พานพบความสำเร็จเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่หลุดพ้นจากรูปลักษณ์และขีดจำกัดของสิ่งเดิม

            การสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากการผสมปนเปสิ่งเก่า จนกระทั่งสามารถสังเคราะห์รูปแบบโครงสร้างที่ไม่เหลือเค้าสิ่งเดิม จึงทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เกิดจากการรู้แจ้งหยั่งเห็นของศิลปิน เพราะรูปร่างของสิ่งเดิมได้สลายเข้าไปรวมเป็นเนื้อเดียวกับโครงสร้างของสิ่งใหม่อย่างแยบยลยิ่ง

            การพิสูจน์ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ได้เป็นการรู้แจ้งจากภายใน แต่เกิดจากการเชื่อมโยงสรรพสิ่งภายนอกที่แตกต่างหลากหลายในแนวทางที่บ้าบิ่น ย่อมเป็นความรู้ใหม่ที่ปฏิวัติวงการ และสร้างแรงกระตุ้นล้ำลึก (Ignite) ในการพัฒนาตนเองให้เป็นยอดอัจฉริยะ แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถค้นพบสูตรสำเร็จในการ “เชื่อมโยง” ที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือธรรมดาได้ ลำพังเพียงการบอกว่า “ทดลองไปเรื่อยๆ ยิ่งล้มเหลวมาก ก็ยิ่งสำเร็จมาก” ย่อมไม่เพียงพอสำหรับการฝึกฝนเพื่อเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่

            นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย (Creative Economy) จึงต้องเข้าใจในแหล่งกำเนิดและกระบวนการในการผลิตความคิดสร้างสรรค์ (Creativity Theory) อย่างถ่องแท้ จึงจะสามารถวางยุทธศาสตร์และทุ่มกำลังไปในจุดที่ได้เปรียบประเทศอื่น

            ประการแรก คือ อัจฉริยะที่สร้างสรรค์ทุกสิ่งจากญาณหยั่งรู้ภายในย่อมไม่มีอยู่จริงหรือหาได้ยากยิ่ง การสนับสนุน Creative Economy จึงต้องมุ่งไปที่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ (Creative Ecology) ที่มีความโดดเด่นหลากหลาย เพื่อให้พนักงานสร้างสรรค์ทั้งหลายสามารถหยิบยืมและเชื่อมโยงไปสู่ความสร้างสรรค์ได้ ตัวอย่างเช่น การสร้างชุมชนและบทสนทนาจากผู้คนในทุกซอกหลืบสังคม การออกแบบผังเมือง สิ่งก่อสร้าง และวัตถุใช้สอยที่บรรเจิดบรรจง ที่สำคัญยังต้องจัดวางสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ให้อยู่ในย่านใจกลางเมือง เพื่อให้ข้อมูลสร้างสรรค์ได้ไหลบ่าเชื่อมร้อยไปสู่คนไทยได้มากที่สุด

            ประการที่สอง คือ กระบวนการสร้างสรรค์มาจากการหยิบยืมและเชื่อมต่อวัตถุดิบและข้อมูลที่หลากหลายรอบตัวเรา แต่กระนั้นการเชื่อมต่อที่ประสบความสำเร็จเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่ปฏิวัติวงการ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครก็ทำได้ เป็นไปได้ว่าหากคนธรรมดามีความอุตสาหะในการเชื่อมต่อนับพันนับหมื่นครั้ง ก็อาจสำเร็จได้เท่ากับการทดลองของอัจฉริยะที่ล้มเหลวน้อยกว่า แต่เนื่องจากทรัพยากรของสังคมมีจำกัด การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่อาจรอช้า หากต้องรีบรุดหน้าเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่ง ดังนั้น นโยบายที่ดีที่สุดคือ การทุ่มทรัพยากร 80 % ไปที่อัจฉริยะซึ่งได้รับการพิสูจน์จากสังคมมาอย่างยาวนานแล้ว แต่ในเรื่องของสินค้าสร้างสรรค์ซึ่งมีธรรมชาติที่เป็นนามธรรมสูง ย่อมต้องมีความผันแปรไปตามรสนิยมผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จึงควรเผื่อความปลอดภัยไว้โดยการจัดสรรทรัพยากร 20 % สำหรับสนับสนุนอัจฉริยะรุ่นใหม่ให้ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ แน่นอนว่า หากอัจฉริยะรุ่นใหม่คนใดสามารถพิสูจน์ฝีมือตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ในวงการอย่างโดดเด่นแล้ว ผู้บริหารนโยบายสร้างสรรค์ก็ต้องรีบจัดชั้นให้ไปอยู่ในกลุ่มที่ได้งบประมาณ 80% เพื่อที่จะได้ใช้ความสร้างสรรค์ที่เหนือธรรมดาที่ได้รับการพิสูจน์ประจักษ์แล้วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

            หากอดีตอัจฉริยะสร้างสรรค์คนใดที่ทำผลงานไม่เข้าตาต่อเนื่องกัน ก็ควรรีบปรับลดชั้นมาอยู่ในกลุ่มทรัพยากร 20 % และหากยังคงแสดงผลงานไม่เข้าท่า ก็ควรเลิกสนับสนุนไป เพื่อเก็บทรัพยากรที่มีจำกัดไว้อุดหนุนเติมเต็มอัจฉริยะสร้างสรรค์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถเปี่ยมล้น แต่ยังขาดโอกาสยิ่งใหญ่ในการแสดงฝีไม้ลายมือ

            นักสร้างสรรค์อัจฉริยะส่วนใหญ่ย่อมต้องเคยผ่านพบความล้มเหลวนับพันนับหมื่นครั้ง แต่เมื่อได้รับการพิสูจน์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับแล้ว ความผิดพลาดย่อมลดน้อยลงกว่าคนธรรมดา ดังนั้น การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อให้ศิลปินมือสมัครเล่นและคนธรรมดาได้ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ จึงเป็นนโยบายที่ไม่สร้างสรรค์ยิ่ง เพราะจุดมุ่งหมายของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่ที่การให้โอกาสทุกคนเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นนักสร้างสรรค์อัจฉริยะ แต่คือ การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดสินค้าสร้างสรรค์ที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับของตลาดโลกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

            ประการสุดท้าย คือ วัฒนธรรมไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่อาจเลียนแบบได้ แต่ก็เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่ต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ หากทว่ามีเพียงศิลปินและนักแสดงเพียงหยิบมือเดียวที่จะสร้าง “เอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality)” ซึ่งนอกจากเลียนแบบไม่ได้แล้ว ยังสร้างความตื่นตะลึงหลงใหล ที่ไม่อาจลืมเลือนได้ตลอดกาล

www.flickr.com By Lhum kun.

            การสร้างเอกลักษณ์ยิ่งยวด (Originality) ให้กับผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่มาจากวัฒนธรรมไทยจึงควรกระทำอย่างระมัดระวังยิ่ง โดยต้องระดมอัจฉริยะสร้างสรรค์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วและอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง เพื่อมาร่วมกัน “หยิบยืมและเชื่อมโยง” องค์ประกอบของความเป็นไทยที่กระจัดกระจายอยู่ในลมหายใจและวิถีชีวิตของผู้คน มาสังเคราะห์เป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่โดดเด่นเหนือล้ำกว่าผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากเอกลักษณ์ของคู่แข่งที่วางขายอย่างเกลื่อนกลาดในสนามประลองเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก

www.siamintelligence.com

« Back to Result

  • Published Date: 2010-08-02
  • Resource: www.creativethailand.org