Articles

« Back to Result | List

Bhutan : ภูฏาน และแรงปะทะแห่งยุคสมัย


ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By toxidesign

จนถึงวันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ในกระบวนการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์นั้น เมืองที่มีความได้เปรียบคือเมืองที่อุดมไปด้วยสินทรัพยที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรม’ และจะมีที่ไหนในโลกนี้ ที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นของ ‘วัฒนธรรมดั้งเดิม’ ได้อย่างภูฏาน

ในขณะเดียวกัน ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ก็กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ในวันที่กระแสแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้สร้างให้เกิด ‘วัฒนธรรมใหม่’ ที่แพร่สะพัดไปทั่วโลก และกลายมาเป็นโจทย์ข้อใหญ่สำหรับภาครัฐในการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงอันหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่งนี้ โดยไม่ละทิ้งสินทรัพย์ดั้งเดิมแห่งตน

เดินตามโลกแบบไม่รีบร้อน
แม้ปัจจุบันภูฏานจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดึงดูดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในฐานะชนชาติที่อุดมไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ซึ่งสืบทอดกันมายาวนาน แต่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ ก็ยังคงไว้ด้วยความสดใหม่ในความรู้สึกของผู้มาเยือน ด้วยการควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัดของรัฐบาลในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว

                เสน่ห์ของภูฏานอยู่ที่ความสามารถในการรักษาสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างหมดจด เรายังคงเห็นภาพชาวภูฏานก้มลงหยิบแมลงตัวเล็กให้พ้นจากทางเดินเพื่อปกป้องแมลงนั้น ยังคงเห็นสถูปตามสองข้างทางโดยไม่ถูกคั่นจังหวะด้วยป้ายโฆษณา และยังคงสูดอากาศได้อย่างเต็มปอดโดยไม่รู้สึกถึงสารปนเปื้อน

                “สิ่งที่ดึงดูดใจที่สุดในการเยือนภูฏานคือ ที่นั่นเราได้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์” แชวอง เดนดับ นักศึกษาระดับปริญญาโท เชื้อสายภูฏาน สาขาภาพยนตร์สารคดี แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์คลีย์แห่งแคลิฟอร์เนีย กล่าวขณะที่ทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ภูฏาน “บางทีอาจเพราะที่นี่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เราจึงรู้สึกถึงชีวิตในชุมชนที่ไม่ได้แค่เชื่อมต่อกันด้วยสายไฟ”

 

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By baba, Wonderlane

                ในอดีตนั้น การเดินทางเยือนภูฏานของนักท่องเที่ยว ถือว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แวดล้อมไปด้วยหุบเขา จนกระทั่งเริ่มมีนักผจญภัยเข้ามาพร้อมกับถนนสายแรกในยุคทศวรรษ 60 ก่อนการเปิดประเทศให้เป็นเมืองท่องเที่ยวในปี 1974 และเริ่มมีการก่อตั้งโรงแรมขึ้นสองแห่งคือ The Motithang ในเมืองทิมพู (Thimpu) และ The Olathang ในเมืองพาโร (Paro) ซึ่งโรงแรมทั้งสองแห่งนี้ถูกกำหนดให้ตั้งอยู่นอกเมืองเพื่อป้องกันการปฏิสัมพันธ์กันอย่างไม่จำเป็นระหว่างนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่น

                หลังจากที่ภูฏานเริ่มเปิดตัวเองให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของดินแดนที่ยังไม่ได้ถูกความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้แปดเปื้อน รัฐบาลภูฏานก็ได้ศึกษากรณีตัวอย่างของกาฏมาณฑุ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยฮิปปี้ชาวตะวันตกผมยาวเนื้อตัวมอมแมมที่ใช้จ่ายเพียงวันละสองเหรียญ(สหรัฐฯ) ส่งผลให้รัฐบาลเลือกที่จะดำเนินมาตรการทางการท่องเที่ยวที่รัดกุมเพื่อควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากจะเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติแล้ว ยังถือเป็นการป้องกันการไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างถิ่น และคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดินของตน

                ในแต่ละปียอดวีซ่าที่รัฐบาลภูฏานออกให้แก่นักท่องเที่ยวจะอยู่ในหลักพันเท่านั้น นอกจากนั้น รัฐยังคิดค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยววันละ 200 เหรียญ (สหรัฐฯ) ซึ่งถือเป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำต่อวันของนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนภูฏาน โดยค่าธรรมเนียมนี้จะรวมค่าโรงแรม อาหาร การเดินทาง และไกด์ นั่นหมายความว่า การมาเยือนภูฏานของนักท่องเที่ยวจะไม่ใช่แค่การเดินผ่านเมือง และถ่ายรูปทิวทัศน์ที่สวยงาม หากแต่ยังเป็นการทำความรู้จักกับภูฏานอย่างแท้จริงผ่านผู้นำทาง

                ไม่เพียงค่าใช้จ่ายขั้นต่ำดังกล่าวเท่านั้น ที่เป็นตัวควบคุมการท่องเที่ยวของภูฏานไม่ให้พบกับภาวะไหลบ่าของนักท่องเที่ยวจบควบคุมไม่ได้ แต่นักท่องเที่ยวทุกคนที่ต้องการเดินทางมายังภูฏานและชาวต่างชาติ แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและดำเนินงานร่วมกับรัฐอย่างใกล้ชิด

ความสุขมวลรวมในโลกความเป็นจริง
แม้ว่าภูฏานจะเป็นประเทศที่ติดอันดับหนึ่งในสี่สิบของประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยประชากรมีรายได้เฉลี่ยเพียง 5,100 บาทต่อเดือน และมีศักยภาพในการพัฒนารายได้ของประเทศจากการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าภูฏานกลับเลือกจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตนโดย จิกมี ธินลี นายกรัฐมนตรีของภูฏาน (อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ) ได้กล่าวไว้ว่า “แม้เราจะต้องการการเติบโต แต่เราก็ไม่ต้องการสูญเสียตัวตนให้กับการเติบโตนั้น” สำหรับชาวภูฏานแล้ว ‘ดัชนีความสุขมวลรวม’ (Gross National Happiness) ถือได้ว่ามีความสำคัญมากกว่า ‘ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวม’ (Gross National Product) เพราะรัฐบาลภูฏานเชื่อว่า ‘ความสุข’ มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติมากกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจ

                “ปกติแล้ว ความสุขถือเป็นอุดมคติ”จิกมี กล่าวในที่ประชุมโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในปี 1998 ซึ่งเขาได้ย้ำว่า “แต่ละคนแสวงหาความสุข อิสรภาพทั้งภายในและภายนอกอันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดที่คนต้องการได้มา ซึ่งนี่คือสิ่งที่รัฐควรให้การส่งเสริมและเราจำเป็นต้องถามว่าอะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนเราสู่ศตวรรษที่ 21 ที่จะส่งผลกระทบต่อความสุข และเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และการติดต่อสื่อสารจะส่งผลต่อความสุขของประชาชนอย่างไร”

                หลังจากสุนทรพจน์นี้เพียงหนึ่งปี อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์ก็ได้เข้ามาสู่ดินแดนแห่งนี้ และนี่คือการเผชิญหน้ากันครั้งสำคัญของประเทศภูฏานและกระแสโลกาภิวัตน์ที่ป่าเขาและสายน้ำไม่อาจขวางกั้นได้ ชาวภูฏานหลายคนเริ่มกังวลถึงสิ่งที่ ดาโช เม็กรัก กูรัง กรรมการผู้จัดการภูฏาน โพสต์ ได้กล่าวไว้ว่า “แง่ลบของการทำให้ทันสมัยก็คือ การแข่งขันอย่างบ้าคลั่งเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุในชีวิต อันจะนำไปสู่การขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม”

                แต่จิกมีก็มองการเปลี่ยนแปลงนี้ในแง่ดีว่า “บางคนคิดว่าวัฒนธรรมคือสิ่งที่ตายตัว แต่ในความเป็นจริงวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีการวิวัฒน์ มันคือเครื่องมือ และเมื่อเครื่องมือนั้นเก่าคร่ำครึ เราก็ต้องเปลี่ยนมัน”

                อย่างไรก็ตาม “ภูฏาน” ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามกระแสแห่งวัฒนธรรมใหม่เสียทั้งหมด หากอ้าแขนรับไว้เพียงบางส่วน ภายใต้วิถีดั้งเดิมของตนและการเฝ้าสังเกตด้วยความสนใจของโลกภายนอก


 

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By laihiu

สถาปัตยกรรมจากปรัชญาชีวิต
วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวภูฏานยังคงสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ที่บอกเล่าปรัชญาชีวิตของชาวภูฏาน ซึ่งให้ความเคารพกับธรรมชาติและเน้นความผสมกลมกลืนกับจักรวาลตามหลักศาสนาฮินดู ผสานเข้ากับความเรียบง่ายในวิถีพุทธ ซึ่งสามารถเห็นได้ตลอดการเดินทางในภูฏาน อาทิ ป้อมปราการที่พบเห็นได้ตามหุบเขาและยังคงใช้ประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน ที่มีจุดเด่นคือ การสร้างโดยไม่มีแปลนหรือแบบร่าง และแม้การออกแบบของป้อมปราการแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน แต่การวางผังจะเป็นแบบเดียวกัน คือเป็นรูปวงกลมสัญลักษณ์ของจักรวาลในศาสนาฮินดู

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By RadioFreeBarton

                นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็จะเห็นวัดที่ตั้งอยู่บนผาหินตัดกับขอบฟ้า ซึ่งมีมากกว่า 2,000 แห่ง โดยแต่ละวัดจะมีแถบสีแดงด้านบนเป็นสัญลักษณ์ และบางแห่งจะมีเจดีย์อยู่ด้านข้าง

                ถ้าเดินทางออกมาในย่านชานเมืองก็จะมีสถูปตั้งอยู่เรียงรายที่สะท้อนถึงความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพุทธศาสนา และชาวภูฏานเชื่อกันว่านักเดินทางที่เดินทางผ่านสถูปนี้ก็จะได้รับบุญไปด้วย

                ไม่รวมถึงความโดดเด่นในสถาปัตยกรรมอีกประเภทหนึ่งของที่นี่ก็คือ บ้านเรือน ซึ่งถือเป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ ในการเยือนภูฏาน เพียงแค่เดินชมบ้านเรือนซึ่งส่วนใหญ่มักจะก่อสร้างด้วยดินและหินในรูปแบบที่เรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติและวิธีชีวิตที่มีมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ อันเนื่องมาจากข้อกำหนดของรัฐบาลภูฏานที่จะต้องมีการอนุญาตจากรัฐก่อนสร้างบ้าน และจะต้องเป็นสถาปัตยกรรมตามแบบภูฏานเท่านั้น

‘ศิลปหัตถกรรม’ อัตลักษณ์ที่ก้าวผ่านวันเวลา


ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Steve Snodgress

                ศิลปะหัตถกรรมไม่เคยแยกตัวอย่างเป็นเอกเทศจากวิถีชีวิตชาวภูฏาน ไม่มีงานศิลปะใดในภูฏานที่สร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายทางศิลปะแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการหลอมรวมเอาชีวิต และความเชื่อทางพุทธศาสนาและฮินดูเข้าไว้ด้วยกัน เห็นได้จากศิลปหัตถกรรมประจำชาติภูฏาน (Zorig Chosum) 13 แขนง อาทิ

• การทอผ้า สำหรับชาวภูฏานแล้ว ผ้าถือเป็นของขวัญที่สามารถมอบให้กันได้ในทุกโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่ผ้าแต่ละลายก็จะได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ทำให้แต่ละท้องถิ่นมีลวดลายที่แตกต่างกันออกไป และในแต่ละปีจะมีการจัดการประกวดการออกแบบชุดประจำชาติและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ทำให้การออกแบบผ้าและเครื่องแต่งกายของภูฏานได้รับการพัฒนาเพื่อตอกย้ำอัตลักษณ์ของตนอย่างต่อเนื่อง
• จิตรกรรม เป็นงานเชิงศาสนา ที่ได้รับอิทธิพลมาจากธิเบตและเป็นงานฝีมือที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในภูฏาน
• การทำกระดาษ การทำกระดาษของชาวภูฏานถือเป็นงานเสริมเพิ่มรายได้หลังการทำการกสิกรรม โดยชาวภูฏานจะใช้กระดาษทำมือเหล่านี้เพื่อบันทึกเรื่องราวทางศาสนา หรือเรื่องราวพื้นเมืองต่างๆ รวมไปถึงใช้สำหรับห่อของขวัญ
• การแกะสลักไม้ เป็นหัตถกรรมโบราณที่ยังคงความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการแกะสลักไม้นี้ก็มีหลายรูปแบบรวมไปถึงการแกะสลักเสาหรือหน้าต่างที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือนของชาวภูฏานตลอดจนการแกะสลักไม้เพื่อเป็นแม่พิมพ์สำหรับพิมพ์ลวดลายลงบนธงผืนเล็กๆ ที่ใช้ในงานพิธีทางศาสนา
• การทำกระบี่ อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ช่างทองคำ ซึ่งรวมเอางานโลหะอื่นๆ ไว้ด้วย ที่ภูฏานผู้ชายรวมไปถึงเด็กชายจะต้องห้อยกระบี่สั้นที่เรียกว่า Dudzom ในโอกาสสำคัญ ซึ่งช่วยทำให้ศิลปะนี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
• การทำรองเท้าบูท ในโอกาสพิเศษ เราจะเห็นผู้ชายใส่บูทที่มีการปักลวดลายด้วยมือ ซึ่งสีต่างๆ จะเป็นการแสดงสถานะของผู้สวมใส่ เช่น สีส้ม หมายถึงรัฐมนตรี สีแดง หมายถึง เจ้าหน้าที่ระดับสูง เป็นต้น

คุณรู้หรือไม่?
• ประชาชนชาวภูฏานมีการศึกษาขั้นอ่านออกเขียนได้เกือบ 50% แม้ว่าจะไม่มีการศึกษาภาคบังคับ แต่รัฐบาลสนับสนุนการเรียนฟรี (รวมทั้งหนังสือและอุปกรณ์) จนถึงขั้นมัธยมศึกษา
• แม้จะมีภาษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น แต่การเรียนในโรงเรียนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
• มหาวิทยาลัยแห่งชาติของภูฏานคือ The Royal University of Bhutan ก่อตั้งเมื่อปี 2546
• ภูฏานเพิ่งเริ่มมีโทรทัศน์เมื่อปี 2542 และมีเพียงสถานีเดียวเท่านั้น ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มมีการใช้ในปลายปี 2546
• อัตราผู้ใช้อินเทอร์เนตคือ 36 คน ต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 10,000 คน และมีผู้ให้บริการ ISP อยู่เพียงรายเดียวและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Bhutan Telecommunication Authority
• ไม่มีการใช้ถุงพลาสติกในภูฏาน และยาสูบถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
• รัฐบาลภูฏานเชื่อว่า ประชาชนทุกคนต้องมีบ้าน เพราะบ้านเป็นพื้นฐานความสุขของมนุษย์ คนที่ไม่มีบ้านจึงสามารถไปขอที่ดินและไม้จากรัฐ เพื่อมาปลูกสร้างบ้านได้
• นโยบายรัฐยังรวมถึงการส่งเสริมให้คนมีจิตอาสา การลงแขกเกี่ยวข้าว หรือช่วยกันสร้างบ้าน จึงยังมีให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ความสุขอย่างหนึ่งของชาวภูฏาน จึงเป็นความสุขที่ได้ช่วยเหลือกัน
• จากการวิจัยของรัฐบาลพบว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีความสุขมี 9 มิติ ได้แก่ การศึกษา สุขภาพจิต สุขภาพกาย การใช้ชีวิตประจำวัน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม มาตรฐานความเป็นอยู่ ธรรมาภิบาล และความหลากหลายทางนิเวศวิทยา
• สฤณี อาชวานันทกุล ตั้งชื่อหนังสือที่เธอเรียกว่า ‘สมุดบันทึก’ แห่งความประทับใจเกี่ยวกับภูฏานว่า ‘อารยธรรมแห่งสุดท้าย’

เรื่องโดย ศรีนิติ สุวรรณศักดิ์

« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-07
  • Resource: www.creativethailand.org