Articles

« Back to Result | List

กรุ่นกลิ่น ‘กราสส์’

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Zil

                เบื้องหลังความหอมแห่ง Chanel No.5 น้ำหอมที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานแห่งความหอมของโลก และมีผู้ซื้อหนึ่งขวดในทุกๆ 55 วินาทีนั้น มีจุดเริ่มต้นจากฟาร์มดอกมะลิในเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่ชื่อว่า ‘กราสส์’ (Grasse)

                ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลที่พอเหมาะ และอากาศที่อบอุ่นตลอดทั้งปี กราสส์คือเมืองในเขตโพรวองซ์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของดอกไม้นานาพันธุ์ ไม่เพียงแค่มะลิพันธุ์ที่ดีที่สุดที่แขกมัวร์นำมาจากตะวันออกเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงดอกไม้แทบทุกชนิดที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตน้ำมันหอมหรือหัวเชื้อที่เรียกว่า Essential Oil

จึงไม่น่าแปลกใจที่กราสส์ได้รับการขนานนามว่า ‘เมืองหลวงแห่งน้ำหอมของโลก’

ตำนานแห่งความหอม
หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ คนโบราณรู้จักผลิต ‘กลิ่น’ หอมกันมานานแล้ว โดยในสมัยอียิปต์โบราณใช้เครื่องหอมและน้ำมันหอมในการบูชาเทพเจ้า รวมถึงการเฉลิมฉลองในพิธีกรรมต่างๆ และการประทินความงามของสตรี ส่วนชาวกรีกถือเป็นธรรมเนียมในการนำเครื่องหอมใหม่ๆ กลับมาจากต่างแดน ชาวโรมันใช้น้ำหอมในการบำบัดโรค ต่อมาจนถึงชาวอาหรับและเปอร์เซียที่เริ่มมีการคิดค้นเทคนิคชั้นสูงในการผลิตน้ำหอมและทำให้การใช้เครื่องหอมเป็นสิ่งที่เฟื่องฟูในโลกอิสลาม

                แต่สำหรับกราสส์แล้ว กำเนิดของอุตสาหกรรมน้ำหอมของกราสส์กลับมาจากความมีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตเครื่องหนัง เมื่อฝรั่งเศสได้รับความรู้ด้านการฟอกหนังมาจากแขกมัวร์โดยกลิ่นหอมได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อเริ่มมีการใช้น้ำหอมในการดับกลิ่นเหม็นของเครื่องหนัง และพัฒนาจนกลายเป็นแฟชั่นแห่งความหอม เมื่อมีการใช้น้ำหอมกับเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันแทบทุกอย่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และโดยเฉพาะที่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งคือ ถุงมือพรมน้ำหอมสำหรับชนชั้นสูงของยุโรปการผลิตน้ำหอมจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของกราสส์ในเวลาต่อมา และทำรายได้ให้กับเมืองที่มีขนาดเพียง 44.44 ตารางกิโลเมตรนี้มากถึง 600 ล้านยูโรในแต่ละปี

มะลิที่ดีที่สุด
โดยปกติแล้ว ในน้ำหอมกลิ่นหนึ่ง อาจมีที่มาจากดอกไม้กว่าร้อยชนิด แต่เชื่อหรือไม่ว่า ดอกไม้ที่สำคัญที่สุดในการผลิตน้ำหอม Chanel No.5 คือมะลิที่มาจากทุ่งแห่งเดิมมาเป็นเวลาเกือบ 90 ปี นับจากวันที่น้ำหอมขวดนี้ออกวางตลาด

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Marta & Antoine Konopka

                ในทุกๆ เดือนสิงหาคม โจเซฟ มุล (Joseph Mul) เจ้าของฟาร์มดอกไม้วัย 70 ปี และคนงานของเขา จะช่วยกันเก็บเกี่ยวมะลิพันธุ์ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกด้วยมือ เพื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมสำหรับส่งให้กับโรงผลิตน้ำหอมของ Chanel No.5 โดยการเก็บเกี่ยวจะเริ่มขึ้นตั้งแต่หกโมงเช้า เพื่อเก็บน้ำมันที่มะลิปล่อยออกมามากที่สุดในตอนกลางคืน โดยคนงานหนึ่งคน จะสามารถเก็บมะลิได้คนละครึ่งกิโลกรัมในหนึ่งชั่วโมง

                หากต้องการน้ำมันหอมระเหยหนึ่งกิโลกรัม  จะต้องใช้มะลิมากถึง 350 กิโลกรัมในทุกๆ ปี ฟาร์มแห่งนี้จึงว่าจ้างคนงานอย่างน้อย 70 คนเพื่อเก็บเกี่ยวมะลิในพื้นที่ 5 เฮ็คเตอร์ในช่วงสามเดือนของฤดูเก็บเกี่ยว โดยความพิเศษของมะลิจากฟาร์มแห่งนี้ก็คือ กลิ่นที่หวาน หอมละมุน และอ่อนนุ่มกว่ามะลิพันธุ์อื่น

                ด้วยความสูง 333 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และระยะ 20 กิโลเมตรห่างจากชายฝั่งริเวียรา ทำให้กราสส์มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และมีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ คืออุณหภูมิในเวลากลางคืนไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส และในกลางวันไม่สูงกว่า 28 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน มะลิจากฟาร์มแห่งนี้จึงมีราคาแพงกว่ามะลิจากอียิปต์หรืออินเดีย 20-30 เท่าโดยโจเซฟ ซึ่งรับช่วงกิจการต่อจากบรรพบุรุษเป็นรุ่นที่ห้า บอกถึงความพิเศษของดอกไม้จากฟาร์มแห่งนี้แบบเรียบง่ายว่า “หากเป็นมะลิที่ปลูกที่อื่น คุณก็จะได้น้ำหอมที่ต่างออกไป”

ศาสตร์แห่งกลิ่น
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน การสังเคราะห์กลิ่นทางเคมี จะมีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมน้ำหอม  และทำให้การเพาะปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้มีแนวโน้มลดลงไปทุกที แต่ในอีกทางหนึ่ง การผลิตน้ำหอมได้เปลี่ยนรูปแบบจากการผสมผสานกลิ่นหอมของธรรมชาติ ไปสู่การเปิดความคิดและจินตนาการของผู้คิดค้นน้ำหอม ในการสร้างสรรค์และผสม ‘กลิ่น’ แนวใหม่ๆ มากขี้น

                และไม่ว่าอย่างไร กราสส์ก็ยังคงบริบทของการเป็นเมืองแห่งน้ำหอมที่มีเรื่องราวของกลิ่นซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และในแต่ละปีจะมีทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจอยากจะเรียนรู้ศาสตร์ลึกลับในการสร้างสรรค์กลิ่นหอมแวะเวียนมาที่เมืองแห่งนี้เป็นจำนวนมากเพื่อจะได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตน้ำหอม ร้านค้าเครื่องหอม สถาบันฝึกอบรมการผลิตน้ำหอมรวมไปถึงพิพิธภัณฑ์น้ำหอมนานาชาติ (International Museum of Perfume) อันเลื่องชื่อ

                พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่งจะเปิดให้บริการอีกครั้ง เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2008 หลังจากปิดปรับปรุงเป็นเวลานานถึงสี่ปีโดยใช้งบประมาณในการปรับปรุงโฉมใหม่มากถึง 16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อขยายพื้นที่เป็น 38,000 ตารางฟุตซึ่งมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อที่จะให้พิพิธภัณฑ์ฯ เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองน้ำหอมที่มากด้วยมนต์เสน่ห์และดึงดูดผู้มาเยือน

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Christophe Finot

                “เราใช้น้ำหอมเพื่อส่งสารบางอย่าง และเพื่อทำให้ผู้คนหลงใหล” มารี คริสตีน แกรสส์ ผู้ควบคุมงานอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์ฯ บอกเล่าถึงคอนเซ็ปต์การปรับปรุงอาคารสถานที่ โดยมีเฟเดอริค จุง สถาปนิกชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ทำการออกแบบปรับปรุงใหม่โดยผสานโครงสร้างเดิม คือตึกเก่าทั้ง 5 หลัง เข้ารวมกับบรรยากาศแบบยุคกลาง จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่น ให้ความรู้สึกผสมผสานกันระหว่างความเป็นเมืองเก่าและเมืองใหม่

ในที่ซึ่งเรื่องราวแห่ง ‘กลิ่น’ ยังคงอบอวลอยู่ในทุกอณูของเมือง

ความหอมของหญิงทั้งโลก
จุดเริ่มต้นของ Chanel No.5 เริ่มขึ้นในปี 1921 เมื่อโคโค ชาแนล ได้ว่าจ้างให้แอร์เนสท์ โบ (Earnest Beaux) สร้างน้ำหอมขึ้นมาให้เธอเลือก 6 กลิ่น และกลิ่นที่โคโคชอบก็คือ กลิ่นที่ 5 ซึ่งผสมผสานกลิ่นของกระดังงาและดอกส้ม เป็น Top Note หรือกลิ่นแรกแห่งสัมผัส  มีมะลิและกุหลาบเป็น Heart Note หรือกลิ่นที่เป็นใจความสำคัญและซับซ้อนที่สุดของน้ำหอม และมี Base Note คือกลิ่นฐานที่จะติดตัวอยู่นานที่สุดเป็นไม้จันทร์และหญ้าแฝก โดยเธอเชื่อว่า ผู้หญิงควรพรมน้ำหอมทุกครั้งที่พวกเธอหวังจะได้รับการจูบ และตัวเลข 5 นี้ยังเป็นเลขนำโชคของเธอด้วย

สถาบันฝึกอบรมการผลิตน้ำหอมแห่งเมืองกราส์ (Grasse Institute of Perfumery)

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By jean-louis zimmermann

                หลังจากสั่งสมประสบการณ์การฝึกอบรมจนเป็นที่ยอมรับมานานถึง 30 ปี ศูนย์ฝึกอบรมการทำน้ำหอมแห่งเมืองกราสส์จึงได้ก่อตั้งเป็นสถาบันฝึกอบรมการผลิตน้ำหอมอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2002 และดำเนินการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญการทำน้ำหอมจากแบรนด์ดังอย่าง Givaudan, IFF, QUEST และ TAKASAGO พร้อมด้วยห้องแล็บสำหรับการเรียนการสอนขนาดใหญ่ตลอดจนวัตถุดิบทั้งจากธรรมชาติและการสังเคราะห์ นอกจากนี้ยังรับจัดสัมมนา เวิร์คชอป และมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา เพื่อเปิดโลกกว้างให้กับผู้ที่สนใจการทำน้ำหอมอีกด้วย

เทศกาลดอกไม้ประจำปี

                กราสส์มีเทศกาลดอกไม้ที่ยิ่งใหญ่ประจำปีสองงาน ตามช่วงเวลาการเบ่งบานของดอกไม้ งานแรกคือ ‘เทศกาลกุหลาบนานาชาติ’ (International Rose Festival) ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวกุหลาบอีกงานคือ ‘เทศกาลแห่งมะลิ’ (Fête du Jasmin) ซึ่งจัดขึ้นในอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม โดยมีการจัดรถแห่สวยงามประดับประดาไปด้วยดอกไม้รวมถึงการเล่น ‘สงครามดอกไม้’ หรือการโปรยดอกไม้ใส่ผู้คนที่มาร่วมงาน ซึ่งจะเปียกโชกและหอมหวนกันถ้วนหน้าด้วยน้ำหอมดอกไม้ โดยทั้งสองเทศกาลจัดขึ้นที่ Boulevard du Jeu de Ballon ย่านเก่าแก่ซึ่งประกอบด้วยสถาปัตยกรรมของศตวรรษที่ 17 และ 18 มีตลาดซื้อขายดอกไม้ประจำเมืองตั้งอยู่ที่ Place Aux Aires ที่มีน้ำพุจำลองขนาดสามชั้นตั้งอยู่ ทำหน้าที่ร้อยรัดประวัติศาสตร์ของเมืองเข้าไว้กับเวลาปัจจุบัน

Did you know?

                หากยังพอจะจำกันได้ ฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Perfume: The Story of a Murderer ช่างทำน้ำหอมตัวเอกของเรื่องจำต้องเดินทางต่อไปยังเมืองแห่งหนึ่งอันเป็นจุดหมายสุดท้าย เพื่อฝึกปรือกรรมวิธีกักเก็บกลิ่นให้อยู่ในรูปของน้ำหอม ก่อนเข้าสู่จุดสูงสุดของอาชีพ เมืองเล็กๆ ที่ว่านั้นก็คือ ‘กราสส์’ นั่นเอง

เรื่องโดย นันทิยา เล็กสมบูรณ์ และ Simpern


« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-07
  • Resource: www.creativethailand.org