Articles

« Back to Result | List

SUPER SWEDE : นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิต

                คุณรู้หรือไม่ว่า ของที่เราใช้กันจนเคยชินอย่าง ซิป ไม้ขีดไฟ  เทอร์โมมิเตอร์แบบองศาเซลเซียส และเข็มขัดนิรภัย ไปจนถึงโปรแกรมโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตอย่าง Skype ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานสร้างสรรค์จากสวีเดน แต่นอกจากเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ประเทศนักประดิษฐ์แห่งนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นเพื่อพัฒนาเมืองสีเขียวอย่างครบเครื่อง ให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ด้วยกันได้อย่างเกื้อกูล ไม่เสียชื่อประเทศที่มีนวัตกรรมโดดเด่นที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 (รองจากไอซ์แลนด์) จากการจัดอันดับของ Global Innovation Index ประจำปี 2009 - 2010

พัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ
บทบาทของสวีเดนในฐานะผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มต้นขึ้นในปี 1972 เมื่อกรุงสตอกโฮล์มเป็นเจ้าภาพการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกิดความตื่นตัวด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม จนเป็นจุดเริ่มต้นให้สหประชาชาติประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกแต่ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประเทศหัวใจสีเขียวอย่างในปัจจุบัน สวีเดนเคยเผชิญปัญหามลภาวะเป็นพิษอย่างหนักมาก่อนโดยเฉพาะมลพิษทางน้ำ น้ำเสียจากชุมชนและกระบวนการอุตสาหกรรมถูกปล่อยทิ้งโดยที่ยังไม่ได้รับการบำบัด จนส่งผลให้ทะเลสาบ Trummen ในเมืองแวกซ์เยอทางตอนใต้ของสวีเดน และทะเลสาบ Malaren ที่โอบล้อมกรุงสตอกโฮล์ม สกปรกและส่งกลิ่นเหม็นจนไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้

                แต่เมื่อย่างเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 60 สวีเดนตัดสินใจลงมือแก้ปัญหาก่อนที่จะสายเกินแก้ โดยวางระบบจัดการน้ำเสียเสียใหม่ ตั้งโรงงานบำบัดน้ำเสียที่ทันสมัยและหมั่นติดตามเก็บตัวอย่างน้ำจากทะเลสาบมาตรวจคุณภาพ จนทำให้น้ำในทะเลสาบทั้งสองแห่งกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง จนประชาชนสามารถว่ายน้ำและตกปลาในเมืองได้  เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาลสวีเดนยังมองการไกล ออกนโยบายจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างชาญฉลาด โดยกำหนดให้ปลูกต้นไม้สองต้นทดแทน ทุกๆ ครั้งที่ตัดต้นไม้หนึ่งต้น จนทำให้ผืนป่าที่เคยถูกรุกรานในอดีตกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และในทุกวันนี้ธุรกิจป่าไม้ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานให้คนกว่าหนึ่งแสนคน และทำเงินให้สวีเดนเป็นร้อยละ 12 ของมูลค่าการส่งออก

                จวบจนปัจจุบัน สวีเดนยังคงเป็นแม่แบบในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ได้แก่ ย่าน Hammarby Sjostad ในกรุงสตอกโฮล์ม อดีตพื้นที่รกร้างและท่าจอดเรือสุดแสนสกปรกแห่งนี้ถูกเนรมิตให้เป็นเขตอยู่อาศัยและพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนผ่านการวางแผนแบบบูรณาการ นับตั้งแต่การออกแบบอาคารและการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง การวางผังเมือง การจัดระบบคมนาคม การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงการนำของเสียมารีไซเคิลให้เป็นพลังงานต่อไปอย่างครบวงจร จน Hammarby Sjostad ได้รับยกย่องให้เป็นเขตพัฒนาต้นแบบที่มีนักวิชาการจากทั่วโลกเดินทางไปชมโครงการอย่างสม่ำเสมอ

ดีไซน์ดี ชีวิตดี

                วิถีชีวิตของชาวสวีเดนที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาตินั้นสะท้อนสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์ที่เรียบง่ายไม่หวือหวา แต่เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก และเป็นมิตรต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จากวิสัยทัศน์และแนวทางการออกแบบของบริษัทสัญชาติสวีเดน อาทิ วอลโว่ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และประกอบขึ้นจากใช้ชิ้นส่วนที่สามารถนำมารีไซเคิลได้กว่าร้อยละ 85 หรือ IKEA บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้สีสันสดใสและวัสดุที่มีพื้นผิวธรรมชาติ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศสว่างสบายตาและเพิ่มชีวิตชีวาให้แก่บ้านในประเทศที่หนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี

                ด้วยความเชื่อที่ว่า ดีไซน์ที่ดีสามารถกระตุ้นจิตสำนึกที่ดีได้ จึงทำให้เหล่าดีไซน์เนอร์ชาวสวีเดนอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันในนาม STATIC! ทำโครงการออกแบบวิจัยที่มุ่งออกแบบและพัฒนาข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่กระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดความสำนึกในการใช้พลังงาน โดยมีแนวคิดให้ใช้ ’พลังงาน’เป็นหนึ่งในวัสดุที่ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วย เพราะหากทำให้ผู้ใช้สัมผัสและมองเห็นได้พลังงานได้ ก็จะรู้ตัวว่ากำลังใช้พลังงานไปเยอะขนาดไหน

                ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ โคมไฟรูปดอกไม้ที่จะบานเมื่อผู้ใช้ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านลง กระเบื้องผนังห้องน้ำที่ลวดลายบนกระเบื้องเพนท์จากหมึกที่เปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ ซึ่งจะค่อยๆ เลือนหายไปหากอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นการเตือนให้คนใช้น้ำร้อนอย่างประหยัด และสายไฟที่จะส่องแสงจ้าหากใช้พลังงานมากเกินไป

มุ่งสู่พลังงานสะอาด
ในปี 2006 สวีเดนสร้างความฮือฮาให้แก่ชาวโลก เมื่อออกมาประกาศว่าจะเป็นประเทศแรกในโลกที่เลิกใช้น้ำมันให้ได้ภายในปี 2020อาจฟังดูเหมือนเป็นความตั้งใจที่สูงเกินเอื้อมกว่าที่จะทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อตั้งเป้าไว้ชัดเจนแล้ว รัฐบาลสวีเดนจึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นและเอาจริงเอาจัง

                นั่นคือการข้อเสนอและผลประโยชน์ที่น่าสนใจมากมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวสวีเดนลดการใช้น้ำมันและพลังงานถ่านหิน อาทิ ลดภาษีรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งให้ผู้ขับขี่รถยนต์ประเภทนี้ใช้ทางด่วนได้ฟรี ในขณะเดียวกัน ก็ทุ่มงบประมาณเพิ่มรอบวิ่งรถไฟฟ้าและรถเมล์ในเขตเมืองให้ถี่ขึ้น เพื่อให้คนทิ้งรถไว้ที่บ้าน และในปี 2006 กรุงสตอกโฮล์มได้เริ่มจัดเก็บภาษีรถติด (Stockholm Congestion Tax) จากรถยนต์ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาในเมือง มาตรการนี้นอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางอากาศแล้ว รัฐยังนำเงินภาษีที่เก็บได้นั้นไปขยายถนนและพัฒนาระบบขนส่งมวลชนต่อไป และการที่เมืองหลักต่างๆ อย่างสตอกโฮล์ม มัลโม่ และโกเทนเบิร์ก ต่างมีทางจักรยานตัดผ่านร้านรวง พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รอบเมือง ทำให้ชาวสวีเดนซึ่งรักธรรมชาติและชื่นชอบการออกกำลังและกิจกรรมกลางแจ้งอยู่แล้วเป็นทุน เลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางแทนรถยนต์

                นอกจากจะโน้มน้าวใจประชาชนแล้ว รัฐบาลสวีเดนยังไม่ลืมที่จะจูงใจผู้ผลิตและพัฒนาไฟฟ้าจาก “พลังงานสีเขียว”อาทิ พลังงานจากลม แสงอาทิตย์ คลื่น และพลังงานชีวมวล โดยมอบ Green Certificates ให้ ซึ่งสามารถนำไปขายแลกเปลี่ยนในตลาดได้ด้วย

ไร้น้ำมัน แต่ไม่ไร้น้ำยา
ถึงจะต้องแวะเติมแก๊สทุกๆ 600 กิโลเมตร แถมยังรับผู้โดยสารได้เพียง 54 คนต่อเที่ยว แต่รถไฟไบโอแก๊สขบวนแรกของโลก ฝีมือการพัฒนาและลงทุนของ Svensk บริษัทไบโอแก๊สยักษ์ใหญ่ของสวีเดนก็นับเป็นรถไฟสายอนาคต เพราะใช้ไบโอแก๊สซึ่งเกิดขึ้นจากธรรมชาติจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์จากของเหลือในครัวเรือนและฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมัน รถไฟพลังไบโอแก๊สนี้เปิดให้บริการในปี 2005 วิ่งระหว่างเมืองลิงโกปิง ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสตอกโฮล์มไปทางใต้ประมาณ 200 กิโลเมตร กับเมืองแวสเตอร์วิก ซึ่งอยู่ริมชายฝั่งทางตะวันออกของสวีเดน รวมระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร

                ล่าสุด ประเทศสวีเดนยังได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 3 จากการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Countries) ของนิตยสารนิวส์วีค แถมสตอกโฮล์มยังได้รับเลือกให้เป็น European Green City ประจำปี 2010 ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการจัดระบบสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่พร้อมใจกันเดินหน้าสู่อนาคตสีเขียวอันยั่งยืนของสวีเดน

Swedish Pavilion

 

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Stefan Geens, Petter Eldin

                ประเทศสวีเดนออกแบบพาวิลเลียนเพื่อนำเสนอการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมแบบยั่งยืนโดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ภายใต้หัวข้อ ‘จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม’ (Spirits of Innovation) เมื่อมองจากด้านบน จะเห็นว่าอาคารทรงลูกบาศก์สี่หลังที่ถูกจัดวางให้มีที่ว่างรูปไม้กางเขนอยู่ตรงกลางนั้นถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือนธงชาติสวีเดน ด้านหน้าอาคารใช้โลหะฉลุเป็นลวดลายแผนที่เมืองสตอกโฮล์ม ส่วนภายในตกแต่งด้วยภาพทัศนียภาพทางธรรมชาติของสวีเดน เพื่อสื่อถึงการอยู่ร่วมกันอย่างอย่างสมดุลของมนุษย์ เมือง และธรรมชาติ จุดเด่นของพาวิลเลียนสวีเดน คือ วัสดุทุกชิ้นที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นมิตรต่อธรรมชาติและสามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ในการขึ้นโครงสร้างอาคาร สวีเดนเลือกที่จะใช้ไม้ Glulam ที่ได้จากการนำแผ่นไม้แปรรูป หลายๆ ชิ้น มาประกอบและยึดติดกันด้วยกาวให้เป็นไม้แผ่นใหญ่แผ่นเดียวที่มีขนาดตามต้องการ นอกจากจะได้โครงสร้างอาคารที่แข็งแรงปลอดภัยแล้ว ไม้ Glulam ยังเป็นมิตรต่อธรรมชาติมากกว่าการใช้คอนกรีตหรือเหล็กอีกด้วย

ร่างกายอบอุ่น ตึกก็อบอุ่น

 

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Ankara

                Kungsbrohuset อาคาร 13 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม ถูกออกแบบขึ้นโดยมี ’สิ่งแวดล้อม‘ เป็นโจทย์หลัก ผนังอาคารสองชั้นทำหน้าที่เหมือนกระติกน้ำร้อน กักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาเพื่อช่วยให้ความอบอุ่นภายในอาคาร ทั้งยังมีระบบควบคุมอุณหภูมิภายในที่เชื่อมต่อกับระบบพยาการณ์อากาศ จึงสามารถปรับเปลี่ยนอุณหภูมิในอาคารให้เหมาะกับสภาวะอากาศภายนอกได้อย่างเหมาะสม แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ สิ่งก่อสร้างสีเขียวแห่งนี้ใช้ที่ตั้งอาคารซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Central Station ที่มีคนพลุกพล่านให้เป็นประโยชน์ โดยติดตั้งเครื่องดักจับความร้อนจากร่างกายคนกว่า 250,000 คนที่สัญจรผ่านสถานีในแต่ละวัน และเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเพื่อใช้ภายในอาคาร ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ Kungsbrohuset ใช้พลังงานเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของตึกที่มีขนาดเท่าๆ กัน

ทำครัวแบบอัจฉริยะ
หากจะพูดถึงแบรนด์จากสวีเดนที่โดดเด่นในเรื่องนวัตกรรม หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น Electrolux ที่ล่าสุดได้ออกแบบผลิตภัณฑ์เตาอบ INSPIRO ที่มีระบบการจัดการความร้อนอัจริยะติดตั้งภายในตัวเครื่อง โดยเครื่องจะรับรู้ถึงน้ำหนักของอาหารที่กำลังทำอยู่ และจะทำการปรับเปลี่ยนการปรุงอาหารให้เหมาะสมเองโดยอัตโนมัติตามข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ในตัวเครื่องเพื่อให้ได้รสชาติอาหารเสมือนกับมีผู้เชี่ยวชาญมาทำเอง

เรื่องโดย ณัฐพร ศรีศิริรังสิมากุล

« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-08
  • Resource: www.creativethailand.org