Articles

« Back to Result | List

Kyoto Power : เรืองรองด้วยสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม

 

ถ้าจะมีที่ไหนสักแห่งในโลก ที่คุณกำลังสงสัยว่าจะพบ ‘อดีต’ หรือ ‘อนาคต’ มากกว่ากัน เชื่อได้ว่าหนึ่งในนั้น คือ เกียวโต 

                อะไรทำให้เมืองที่มีอายุยาวนานกว่าพันปีนี้ มีทั้งความงามอันไม่จีรังของเทศกาลดอกซากุระ และความมากเกินพอดีของการท่องเที่ยวยุคใหม่ ดังเช่นสถานีรถไฟเกียวโตขนาดมหึมากับความสูง 16 ชั้น นั่นอาจเป็นเพราะแรงผลักดันจากการเติบโตของเมือง ความสนใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่ออดีตของเมืองหลวงเก่าแก่นี้ หรืออาหารรสยอดเยี่ยมกับวัตถุดิบชั้นเลิศ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างใด องค์ประกอบดังกล่าว ทำให้เกียวโตกลายเป็นที่เยี่ยมเยือนของนักท่องเที่ยวกว่า 50 ล้านคนต่อปี ซึ่งมีทีท่าว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

                ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของญี่ปุ่น แน่นอนว่าเกียวโตหลีกไม่พ้นผลกระทบจากบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่มหานครเก่าแก่ผู้รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่สองแห่งนี้ กำลังสร้างเดิมพันกับอนาคตด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมของตนเอง ด้วยตัวเลขจีดีพีกว่า 5.6 ล้านล้านเยน และเป็นการเติบโตของภาคการบริการในสัดส่วนร้อยละ 24 ภาคการผลิตร้อยละ 20.5 และภาคการขายสินค้าอีกประมาณร้อยละ 17 การขยายตัวของตัวเลขเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างไม่ต้องสงสัย และดูเหมือนเกียวโตจะกำลังเดินมาถูกทางเสียด้วย เพราะเมื่อ Daisaku Kadokawa นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันของเกียวโตเข้ามารับตำแหน่งในปี 2008 เขาก็ประกาศนโยบาย ‘Kyoto Power’ที่มุ่งสร้างความรุ่งโรจน์ของเมืองด้วยวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของชาวเกียวโต 

เติบโตจากตัวตน
เกียวโตประกอบด้วยคุณสมบัติทางกายภาพด้านวัฒนธรรมอย่างเปี่ยมล้น ทั้งจำนวนวัดพุทธนิกายมหายานกว่า 1,500 แห่ง ศาลเจ้าชินโต 300 แห่ง พิพิธภัณฑ์อีกกว่า 100 แห่ง รวมถึงสถานที่สำคัญๆ อย่างพระราชตำหนักสำหรับเสด็จแปรพระราชฐานของพระจักรพรรดิ พระราชวัง และปราสาท  นอกจากนี้ ยังมีร้านค้างานศิลปะและงานฝีมืออีกกว่า 5,000 แห่ง และไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณทางสถิติเท่านั้น สถานที่แต่ละแห่งที่กล่าวถึงยังคงไว้ซึ่งความน่าตื่นตาตื่นใจจากความเรียบง่ายแต่มีชั้นเชิงทางศิลปะอย่างไร้ที่ติ ซึ่งทำให้เกียวโตได้รับการการันตีถึงความสมบูรณ์แบบด้วยการขึ้นทะเบียนสถานที่สำคัญเป็นมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกมากถึง 210 แห่ง ขณะที่เมื่อหันกลับมาสำรวจคุณสมบัติที่จับต้องไม่ได้ของเกียวโตแล้ว ความละเมียดละไมอันมีรากฐานมาจากพิธีชงชา การชื่นชมดอกซากุระในยามผลิบาน และการประดิษฐ์งานฝีมือแขนงต่างๆ ก็ได้หล่อหลอมและฝังลึกในจิตวิญญาณของชาวเกียวโต จนเกิดเป็นความภาคภูมิใจในความเฉพาะตน กระทั่งมีคำกล่าวกันว่า ชาวเกียวโตนั้นมีท่วงท่าและความทะนงตนที่ต่างจากชาวญี่ปุ่นโดยทั่วไป

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Charlotte Marillet

                แม้จะไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างความมั่งคั่งจากวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งของเกียวโต แต่การควบคุมสัดส่วนของความเจริญและความแออัดไม่ให้กลืนกินเกียวโตกลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ความกระตือรือร้นเพื่อการแข่งขันกับโตเกียวและโอซาก้า ผลักดันให้เขตเมืองเก่าของเกียวโตถูกเก็บกักไว้หลังสะพานข้ามแม่น้ำคาโมะ และเลือกเปิดเผยโฉมหน้าของเมืองใหม่ที่มีเกียวโตทาวเวอร์ และสถานีรถไฟเกียวโต 16 ชั้นเป็นจุดรวมความทันสมัยที่ประหลาดตา เช่นเดียวกับย่านการเงินที่ทันสมัย ธุรกิจการค้า และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ปักหลักอยู่ในส่วน Central Kyotoที่มีปราสาทนิโจ และพระราชวังเกียวโตเป็นสถานที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ย่านเมืองใหม่ก็ใช่ว่าจะไร้เสน่ห์เสียทั้งหมด เพราะเมื่อสำรวจลงไปตามตรอกซอยขนาดเล็กนั้น ก็จะพบกับร้านจำหน่ายผลงานศิลปะ งานฝีมือ ร้านอาหารเก่าแก่ และเรียวคังแบบดั้งเดิม ที่เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชีวิตแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

คุณภาพชีวิตคน คุณภาพชีวิตเมือง
เกียวโต ไม่ได้เป็นแค่สถานที่จัดพิธีลงนามพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ของประเทศภาคีทั่วโลกเท่านั้น แต่เกียวโตยังวางบทบาทตนเองในการเป็นเมืองสิ่งแวดล้อม หลังจากได้รับเลือกจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้เป็นเมืองต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 40 ในปี 2030 และเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ในปี 2050 โดยมีมาตรการและโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว อาทิ โครงการ Walking City Kyotoโครงการจัดทำถนนและพื้นที่สำหรับจักรยาน โครงการรักษาและสืบทอดต้นไม้เก่าแก่ของเมือง และโครงการวิถีชีวิตยุคใหม่กับโลกนวัตกรรม  พร้อมๆ กับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน ยังได้ส่งเสริมมาตรการด้านคุณภาพชีวิตให้กับชาวเกียวโต ด้วยการจัดทำศูนย์สวัสดิการชุมชนแบบครบวงจรแห่งแรกในชื่อ ‘Kitayama Fureai Center’ เมื่อปี 2009 ซึ่งบริการของศูนย์นี้จะมุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะดวกขึ้น และอุ่นใจขึ้น ด้วยบริการรับดูแลเด็กเล็ก คนสูงอายุ และคนพิการ (ทั้งที่ตัวศูนย์และบริการตามบ้าน) บริการด้านจิตเวช บริการจัดหางาน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มผู้หย่าร้าง โดยเมืองเกียวโตตั้งใจที่จะขยายการบริการของศูนย์ฯ ออกไปให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยความหวังว่า เมื่อคุณภาพชีวิตคนดีขึ้น ก็นำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตของเมืองให้ดีขึ้นเช่นกัน

                แต่ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยว คุณก็สบายใจได้ไม่แพ้กัน สิบปีมานี้ เกียวโตสร้างระบบรองรับนักท่องเที่ยวอย่างยอดเยี่ยมทั้งระบบการเดินทางที่สะดวกสบาย การสื่อสารด้านภาษาต่างชาติ ศูนย์ข้อมูลและเว็บไซต์บริการนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ครบครัน แม้กระทั่งว่า หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวคุณจะต้องทำตัวอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัย Ken Yokoyama ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม Hyatt Regency Kyoto กล่าวว่า เกียวโตมีความพิเศษที่ดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาได้หลายครั้งในชีวิต นักท่องเที่ยวจากฝั่งตะวันตกก็เพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาการสื่อสารด้านภาษานั้นถูกลดทอนลงไป และบัดนี้คนญี่ปุ่นก็็Hเปิดรับภาษาต่างชาติแล้ว สังเกตได้จากเส้นทางสัญจรไปมาในเมือง ทั้งในสถานีรถไฟ  ป้ายบอกทางในสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งจะมีข้อความทั้งภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเดินทางสู่เมืองมรดกโลกอย่างเกียวโต

                ทุกวันนี้ เกียวโตมีอัตราการเพิ่มขึ้นของระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวจาก 3 คืน เป็น 5 คืน และยังคงเดินหน้าปลุกปั้นกิจกรรมต่างๆ จากรากฐานของสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภูมิประเทศที่เผยความงามที่แตกต่างกันไปตามฤดูกาล เช่นเดียวกับประเพณีและเทศกาลต่างๆ ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของชาวเกียวโตซึ่ง ก็ได้ถูกขยายความและเชื่อมต่อไปสู่คนรุ่นต่อไป ทั้งคนในเมืองและคนต่างถิ่น สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เกียวโตสืบทอดความเป็นตัวตนเอาไว้ได้ และยังสามารถประกาศและเชิญชวนให้ผู้คนมาร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศอันลึกซึ้งที่มิอาจแจกแจงได้นี้อย่างแท้จริง

ชงชาสไตล์เกียวโต

                เราอาจรู้จักชาญี่ปุ่นในชื่อชาเขียวจนคุ้นเคย แต่แท้ที่จริงแล้ว ชาญี่ปุ่นนั้นมีวิธีการชงและลำดับความเข้มข้นของชาที่ไล่ระดับกันอย่างละเมียด โดยชาที่ให้รสเข้ม กลิ่นหอมรุนแรง และว่ากันว่าดีที่สุด คือ Gyokuro ซึ่งคนญี่ปุ่นให้ความนิยมมากกว่าชาในตระกูลอื่น ส่วน Sencha เป็นชาที่มีรสอ่อนและนุ่มลงมา ขณะที่ Hojicha จะเป็นชาที่มีคาเฟอีนน้อยแต่ให้กลิ่นและรสที่น่าพึงใจ ซึ่งบางสูตรก็ได้จากการผสม (Blend) ชาแต่ละพันธุ์จากก้านชาหรือใบชาก่อนนำไปอบจึงให้สีน้ำตาล ส่วน Mutcha ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันดีนั้น เป็นชาที่ใช้ในพิธีชงชาที่ให้สีเขียวสดและรสขม เหมาะสำหรับทานคู่กับขนมรสหวานจัดนานาชนิดของญี่ปุ่น

                ร้านอิปโปโดะ ร้านชาชื่อดังที่มีอายุยาวนานกว่า 300 ปี อธิบายถึงขั้นตอนของการชงชาแต่ละประเภทว่า ต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้องจึงจะสามารถดึงคุณสมบัติพิเศษของชาออกมาได้  ดังเช่น Gyokuro ต้องใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ส่วน Senchaกับ Mutchaใช้ความร้อนของน้ำที่ 80 องศาเซลเซียส ส่วน Hojicha ต้องใช้น้ำร้อนเดือด 100 องศาเซลเซียสในการชงเท่านั้น

   

ภาพจาก Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Adrian,Byan McDowall, Fjitsuki

Will you marry me?

       สาวๆ หลายคนมักนึกฝันอยากมีงานแต่งงานในปราสาทเพื่อความสมบูรณ์แบบดังเช่นในเทพนิยาย เมืองเกียวโตเห็นโอกาสทองของความโรแมนติกที่ว่านี้ และได้จัดทำโครงการ ‘Wedding at a World Heritage Site, Nijo Castle’ ขึ้นในปี 2009 โดยมีจุดมุ่งหมายให้คู่รักได้เรียนรู้ประเพณีการแต่งงานตามแบบแผนญี่ปุ่นอย่างแท้จริง คู่รักจะสวมใส่ชุดกิโมโน โดยเจ้าสาวจะสวมชุดกิโมโนสีขาวตามธรรมเนียมในการประกอบพิธี ‘Wa’อันเป็นพิธีที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคู่รักก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ภายใต้บรรยากาศเก่าแก่กว่า 400 ปีของปราสาทนิโจ

      พิธีแต่งงานในปราสาทนิโจนี้ จะจัดขึ้นในช่วงมิถุนายน-ตุลาคมของทุกปี และถ้าคุณอยากเป็นหนึ่งในคู่รักที่มีประสบการณ์สุดพิเศษ คุณอาจต้องรีบสักหน่อย เพราะทางเมืองเกียวโตจะเปิดรับคู่รักอยากวิวาห์เพียงแค่ 30 คู่ต่อปีเท่านั้น

เรื่องโดย ศิริอร หริ่มปราณี

« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-08
  • Resource: www.creativethailand.org