Articles

« Back to Result | List

Shanghai : เมืองแห่งฝันที่ตื่นขึ้นอีกครั้ง

                ภาพหญิงสาวในชุดราตรีทันสมัยที่นั่งดินเนอร์อยู่บนดาดฟ้าในย่านเดอะบันด์ กับหญิงวัยกลางคนที่จ่ายตลาดยามเช้าในชุดนอน ดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งอันน่าสนใจที่ถูกวางอยู่เคียงข้างกันในไกด์บุ๊กหลายต่อหลายเล่ม แต่จะมีที่ไหนอีกในโลก ที่ความขัดแย้งจะอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืนมากไปกว่าเซี่ยงไฮ้ เมืองที่เป็นที่สุดของการรวมความเป็นทุนนิยมเข้ากับสังคมนิยม ความเป็นตะวันตกเข้ากับความเป็นตะวันออก และความทันสมัยสุดขอบเข้ากับกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

THE DREAM CITY
ย้อนหลังไปไม่นานในประวัติศาสตร์ เซี่ยงไฮ้ คือบ้านเกิดของ “สังคมทันสมัย” สำหรับจีน รถยนต์ที่วิ่งคันแรกในประเทศ หรือภาพยนตร์เรื่องแรกต่างเกิดขึ้นที่นี่ ความร้อนแรงเกินจินตนาการในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้หลายคนเรียกเมืองแห่งนี้ว่า “เมืองแห่งฝัน” ซึ่งก็เป็นทั้งฝันดีและฝันร้าย เพราะในความเจริญทางด้านวัตถุ และการรับอารยธรรมตะวันตกแบบสุดขอบนี้ ยังรวมเอาปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และโสเภณีเข้าไว้ด้วย

                เมื่อเข้าสู่ยุคของการปิดประเทศ “ความทันสมัย” และเป็น “สากล” กลับกลายเป็นตราบาป ผู้คนและธุรกิจจำนวนมากย้ายออกจากเมือง แต่เมื่อมันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยแผนปฏิรูปเศรษฐกิจในต้นทศวรรษ 1990 เซี่ยงไฮ้ก็ลุกขึ้นมาทำหน้าที่อย่างกระฉับกระเฉง ด้วยการสร้างสังคมเมืองสำหรับชนชั้นกลางที่มีความพร้อมในการเป็น “ผู้บริโภค” แถวหน้าของโลกอีกครั้ง

                จากนโยบาย “สี่ทันสมัย” ในยุคของการสร้างชาติ อันหมายถึงการพัฒนาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร และการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในวันนี้มันได้ถูกเปลี่ยนผ่านเป็นความทันสมัยในบริบทของบริโภคนิยม นั่นคือความฝันทางวัตถุ (Material Dream) สี่อย่างอันประกอบด้วย บ้าน รถยนต์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเซี่ยงไฮ้ก็ดูเหมือนจะเป็นทำเลทองในการเติมเต็มไปจนถึงขั้นปรนเปรอความฝันนี้ให้กับชาวจีน

ภาพจาก www.sxc.hu By Strabala

                ในวันนี้ เซี่ยงไฮ้ในฐานะหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุด ได้กลับมาเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินของจีนอีกครั้ง และกลายเป็นท่าสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีบริษัทข้ามชาติรายใหญ่กว่า 500 แห่งเข้ามาเปิดกิจการ ซึ่งในหลายๆ กรณีไม่ได้เป็นเพียงสาขาเท่านั้น แต่คือสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคที่มีฝ่ายวิจัยและพัฒนาตั้งอยู่ ตึกที่ติดอันดับสูงที่สุดในโลกหลายแห่งอยู่ที่นี่ รวมถึงแฟล็กชิปสโตร์ที่หรูหราที่สุดของหลายๆ แบรนด์ ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน

SHANGHAI COLORS
หากการเติบโตในจังหวะก้าวกระโดดทำให้หายใจไม่ออก ลองหันหลังให้กับตึกสูงระฟ้าในเขตเมืองใหม่ที่สะท้อนวัฒนธรรมทุนนิยมอย่างผู่ตง มองข้ามแม่น้ำห่วงผู่ไปยังย่านเดอะบันด์บนฝั่งตะวันตก เราก็จะได้สัมผัสความโรแมนติกจากวัฒนธรรมโคโลเนียลอันรุ่งเรืองในต้นศตวรรษที่ 20ที่กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

                ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ดูเหมือนว่า ชื่อ “เซี่ยงไฮ้” กับความทันสมัยนั้นแยกจากกันไม่ออก เช่นเดียวกับที่โลกแฟชั่นกำลังช่วยกันออกแบบสไตล์ของเซี่ยงไฮ้ที่นำสมัย แต่ที่พิเศษคือพวกเขากำลังทำมันด้วยการเสนอจินตนาการกลับไปยังอดีต ดังจะเห็นได้จากงานของแบรนด์ดังระดับโลกไม่ว่าจะเป็น วิเวียน แทม,ฮั่นเฟิง หรือเชียงไฮ แทง หรือแม้แต่แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง ลู่คุน ในขณะที่พื้นที่ช้อปปิ้งย่านซินเทียนตี้ ก็ได้กลายเป็นจุดหมายของความทันสมัยในเมืองหลวงใหม่ของโลกแฟชั่น ที่บรรจุอยู่ในสถาปัตยกรรมแบบย้อนยุค มันคือสถานที่แห่งอนาคตอันทรงอิทธิพล

                วิเวียน แทม เจ้าของแบรนด์แฟชั่นชื่อดังได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “อนาคตของฉันอยู่ที่เมืองจีน ฉันภูมิใจในประเทศและวัฒนธรรมของฉันเสมอ ฉันต้องการบอกให้โลกรู้ด้วยว่า งานของฉันนั้นทำในเมืองจีน มีแรงบันดาลใจจากเมืองจีน และสร้างสรรค์จากเมืองจีน”

    

BETTER LIFE, BETTER CITY
เมื่อระบบเศรษฐกิจได้รับการ “เปิด” อย่างเต็มที่ แต่ระบบการบริหารยังคงอยู่ในแบบ “รวมอำนาจ” จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายๆ ครั้ง รัฐบาลจีนสามารถผลักดันแผนงานหลายอย่างได้รวดเร็วราวเนรมิต ไม่เพียงแค่เรื่องที่อยู่ในขอบเขตการทำหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่หลายครั้งยังรวมถึงการสร้าง sense หรือ “ความรู้สึก” ให้กับประชากรจีนอีกด้วย

                เช่นเดียวกับที่นิวยอร์กเคยใช้นิทรรศการ “ฟิวเจอรามา” ในปี 1939 เพื่อแสดงให้ชาวอเมริกันเห็นภาพเมืองแห่งอนาคต เงินลงทุนมหาศาลที่รัฐบาลจีนใช้สำหรับการจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โปที่เซี่ยงไฮ้เมื่อปีที่แล้ว ก็คือการสร้างความพร้อมสำหรับประชากรจีนในการก้าวเข้าสู่ “สังคมเมือง” ที่ “ทันสมัย” และเปี่ยมด้วย “คุณภาพชีวิต” ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศในโลกมาแสดงให้ดูว่า การใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพนั้นคืออะไร มีการจัดการอย่างไร และใช้เทคโนโลยีแบบใด ไม่เว้นแม้แต่รายละเอียดอย่างห้องน้ำแบบชักโครก หรือการเข้าคิวเพื่อชมนิทรรศการที่เคยเป็นเรื่อง “ไกลตัว” สำหรับคนจีน

                การจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โปจึงไม่ได้เป็นเพียงการประกาศถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ และ Propaganda แบบใหม่ในการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชาติเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ การให้ความรู้แบบ “ก้าวกระโดดไกล” สำหรับคนจีนเองในเรื่องสังคม “อยู่ดีมีสุข” ที่พวกเขาจะได้สัมผัสในอนาคตอันใกล้

ROAD TO 2020
ระบบบริหารอาจเป็นความได้เปรียบสำคัญที่นำมาสู่การตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็อาจหมายถึงการขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมของสมาชิกสังคมในการกำหนดหน้าตาเมืองของตัวเองเหมือนอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ แห่งทั่วโลก “วิสัยทัศน์”ของผู้ปกครองจึงกลายเป็นเดิมพันสำคัญในการนำพาเมืองแห่งนี้ไปสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ที่ได้วาดไว้

                รายงานจากโกลด์แมน แซคส์ บอกว่าภายในปี 2020 เซี่ยงไฮ้จะมีสภาพคล่องเกินครึ่งหนึ่งของสภาพคล่องทั้งหมดในตลาดทุนทั่วเอเชีย นั่นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมืองแห่งนี้มีแผนการผลักดันตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก เปิดให้ซื้อขายหุ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง นับเป็นหนึ่งในแผนการผลักดันระบบเศรษฐกิจของเมืองให้เข้าสู่เศรษฐกิจบริการ (Service Economy) อันหมายถึงความก้าวหน้าในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตามมุมมองของนักนโยบาย

                หลายคนอาจไม่รู้ว่า จีนคือประเทศที่มีการผลักดันด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และเซี่ยงไฮ้ก็คือเมืองที่มีการลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเมืองหนึ่งเช่นกัน นั่นรวมถึงเงินลงทุนถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการทำความสะอาดคลองซูโจวที่ไหลผ่านใจกลางเมือง การสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก การย้ายโรงงานออกไปชานเมือง ไม่เพียงเท่านั้น วิสัยทัศน์ “สีเขียว” นี้ยังรวมถึงการผลักดันนโยบาย ‘Half Green’ หรือการกำหนดให้เซี่ยงไฮ้ มีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 6,787 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเมืองเลยทีเดียว

                มันอาจฟังดูเพ้อฝันอย่างยิ่ง ที่จะเปลี่ยนเมืองที่มีขนาดประชากร 20 ล้านคนให้เป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุมชนเก่าจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นเมืองใหม่ใน “แนวดิ่ง”อย่างไม่มีทางเลือก (และทำให้หลายคนใจหาย) เมื่อบวกกับแผนการสร้างเมืองบริวารใหม่ถึง 10 แห่ง ที่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับเมืองชั้นในด้วยเส้นทางสีเขียว หรือ Eco-corridors นี่คือภาพของเซี่ยงไฮ้ที่หลายคนตั้งตารอ

                แต่ “เมืองแห่งอนาคต” จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีประชากรที่มีคุณภาพ การปฏิรูปการศึกษาจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1985 โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ “การเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้” (Learn to Learn) ที่มีตั้งแต่การออกข้อสอบเพื่อทดสอบทักษะในชีวิตจริง การกระตุ้นให้แต่ละสถาบันพัฒนาหลักสูตรของตนเอง รวมถึงการดึงฝ่ายต่างๆ ที่อยู่นอกระบบการศึกษา เช่น พิพิธภัณฑ์ เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ และที่สำคัญคือ ระบบการศึกษาที่ได้รับการออกแบบให้นักเรียนต่างชาติสามารถเข้ามาอยู่ในระบบได้อย่างกลมกลืน ในวันนี้ ระบบการศึกษาของเซี่ยงไฮ้จึงได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก[i] และมีจำนวนผู้ได้รับการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

CENTER TO THE TRANSFORMATION

ภาพจาก www.sxc.hu By Jakob Montrasio

ปี 2010 จีนได้แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และภายในทศวรรษหน้า จีนจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่หลายคนคาดการณ์ไว้ ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สมดุลใหม่ ลองหลับตาและจินตนาการถึงจุดศูนย์กลางของโลกในอีกไม่เกินยี่สิบปีข้างหน้า คุณเห็นภาพ “เมืองแห่งฝัน” หรือไม่                  

Shanghai 2020

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเห็นภาพเมืองของตัวเองในอนาคตได้? สำนักผังเมืองของเซี่ยงไฮ้ได้จัดทำโมเดลขนาด 800 ตารางเมตร ที่ย่อส่วนเมืองเซี่ยงไฮ้ในสเกล 1:200 เพื่อแสดงให้เห็นภาพของเมืองเซี่ยงไฮ้ในปี 2020 โดยโมเดลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงนิทรรศการภายใต้ธีม “เมือง คน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนา” ของศูนย์นิทรรศการผังเมือง

เรื่องโดย นันทิยา เล็กสมบูรณ์

« Back to Result

  • Published Date: 2011-02-08
  • Resource: www.creativethailand.org