Articles

« Back to Result | List

Melbourne : Cool New Energy

ณ นาทีนี้ หลายคนบอกว่า “เมลเบิร์น” คือเมืองที่ “บูมมิ่ง” และมีสีสันที่สุดในซีกโลกใต้ หลายคนบอกว่าเมืองๆ นี้มีคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึก “พึงพอใจกับชีวิต” ในขณะที่ผู้ไปเยี่ยมเยือนก็มักจะเกิดอาการ “รักแรกพบ” และฝันว่าสักวันหนึ่งจะมีโอกาสได้เปลี่ยนสถานภาพไปเป็น “เมลเบิร์นเนี่ยน” ​กับเขาบ้าง

เหตุที่มหานครน้องใหม่แห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นที่จับตามองของเหล่ามนุษย์สร้างสรรค์ทั่วโลกน่าจะมาจากปัจจัยขับเคลื่อนหลายๆ ประการ อาทิ ความศิวิไลซ์ของเทคโนโลยีสีเขียวและสิ่งอำนวยความสะดวกทัศนคติเชิงบวกต่อการพึ่งพาอาศัยระหว่างวัฒนธรรม สัดส่วนของประชากรวัยหนุ่มสาวที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน ฯลฯแต่ทั้งหมดทั้งปวงแล้วสิ่งที่ดึงดูดใจที่สุดก็คือเรื่องของ “คอมมูนิตี้” และ “บรรยากาศความสร้างสรรค์ในเมือง” ใครที่เคยมีโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวเองคงพอจะรู้ว่า ทิศทางการเติบโตและค่านิยมของชาวเมืองเมลเบิร์นนั้นค่อนข้างจะ “แหวก” ไปจากมหานครอื่นๆ อยู่พอตัว

คนเมลเบิร์นชิลล์แต่ไม่น่าเบื่อ เมืองเมลเบิร์นเงียบแต่ไม่ได้หลับใหล และถ้าคุณเป็นคนสามประเภทนี้ คือ 1) รักความสร้างสรรค์ใหม่ๆ 2) รักชีวิตเบาสบายไม่ดิ้นรน 3) รักธรรมชาติและความพอดีเมลเบิร์นนี่แหละคือเมืองที่ “น่าอยู่ที่สุดในโลก” สำหรับคุณ

Laneway Culture - ความสร้างสรรค์เคลื่อนไหวในซอกตึก

“ถ้าคุณอยากสัมผัสถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของเมลเบิร์นแล้วล่ะก็ ลองใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงยามบ่าย ไปเดินทอดหุ่ยหรือละเลียดกาแฟดีๆ สักถ้วยตามคาเฟ่ข้างตรอก คุณจะรู้สึกอิ่มกับบรรยากาศความเคลื่อนไหว และเผลอยิ้มให้กับอารมณ์ขันของศิลปะบนกำแพง ...ในสไตล์เมลเบิร์นเนี่ยนแท้ๆ”

ศูนย์กลางธุรกิจในเมลเบิร์นหรือที่เขาเรียกกันว่าCBD นั้น นอกจากจะคราคร่ำไปด้วยตึกอาคารสมัยใหม่ โรงแรม ห้าดาว และองค์กรธุรกิจไซส์บิ๊กๆ แล้ว เบื้องหลังของมันยังมีซอกซอยขนาดจิ๋วอีกจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน “เส้นเลือดฝอย” หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเมือง ถนนเดินเท้าแคบๆ ที่ชาวออสซี่เรียกกันว่า “Laneway” นี้ ปัจจุบันคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศูนย์รวมความสร้างสรรค์ใหม่ ซึ่งกำลังผลักดันให้อดีตเมืองท่าเล็กๆ แห่งนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “มหานครทางวัฒนธรรม” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Laneway ในเมลเบิร์นมีรากเหง้ายาวนานมาตั้งแต่สมัยวิกตอเรียน ในปี1837 “The Hoddle Grid” หรือผังเมืองฉบับแรกได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของม้าและรถขนสินค้า ต่อมาชาวเมืองก็ได้สร้างทางเดินเชื่อมต่อถนนสายหลักเหล่านี้ในขนาดที่เล็กลงไปอีกเพื่อไว้เดินไปมาหากันโดยเฉพาะ หากจะพูดกันแบบง่ายๆ ให้เห็นภาพแล้ว “Laneway” ก็คือตรอกทางเดินแคบๆ ที่เชื่อมต่อประตูหลังของตึกอาคารจากยุคก่อนนั่นเอง

วิถีชีวิตในLaneways ดำเนินไปในแบบฉบับของมันเรื่อยมา ผ่านจากยุคตื่นทอง (Gold rush era) เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ฯลฯ บางตรอกถูกเปลี่ยนฟังก์ชั่นไปเป็นตลาด มีการทำหลังคาขึ้นคลุมทางเดินแคบๆ (ที่ปัจจุบันเรียกว่า“Arcade”) บางตรอกก็ถูกทิ้งร้างไร้คนสนใจ จนกระทั่งถึงยุค 90 ตรอกซอยเงียบๆ ที่ดูไร้ชีวิตเหล่านี้ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้ง นำทีมโดยกลุ่มศิลปินมือบอน (Graffiti artists)ที่เข้ามาวาดลวดลายใช้กำแพงตึกเป็น “แคนวาส” แสดงงานของตน (แน่นอนว่าโดยไม่ได้รับอนุญาต)

ในช่วงแรกแม้ว่าทางการจะไม่ได้สนับสนุนหรือเห็นคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ แต่กระแสความแรงของศิลปะ กราฟิตี้ในเมลเบิร์นนั้นกลับเติบโตเร็วมาก เรียกว่าไม่เป็นรอง “ลอนดอน” หรือ “ปารีส” เลยทีเดียว โดยจุดสำคัญๆ ของเมืองที่คุณจะหาชมผลงานกราฟิตี้ชั้นดีได้ก็มีเช่น Hosier Lane และ Rutledge Lane ตรงข้าม Federation Square, Caledonian Lane บริเวณ Little Bourke Street, Union Lane บริเวณBourke Street Mall และบริเวณหัวมุมของFlinders Lane ที่ต่อกับ Cocker Alley เป็นต้น

นักวิชาการและผู้ที่สนใจในวัฒนธรรมเมืองหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศิลปะกราฟิตี้(หรือที่ทุกวันนี้เรียกว่าสตรีทอาร์ต) ในเมลเบิร์น “รุ่งเรือง” เข้าขั้นระดับโลกน่าจะเป็นผลมาจากทัศนคติและการยอมรับของภาคประชาชนชาวเมืองเมลเบิร์นส่วนใหญ่ที่ดูจะเปิดใจให้กับการแสดงออกของศิลปินบนท้องถนน และเชื่อว่ามันคือ “รูปแบบหนึ่งของศิลปะ” ที่พวกเขายินดีจะใช้ชีวิตร่วมด้วย

ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21สตรีทอาร์ตในย่านLanewayเริ่มได้รับการกล่าวถึงและถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั่วโลก ดึงดูดให้ทั้งนักท่องเที่ยว ศิลปิน และผู้ที่ชื่นชอบในกระแสวัฒนธรรมแนวนี้เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งในปี 2008 องค์กรภาคสังคมจึงได้จับมือกับหน่วยงานท้องถิ่นจัดทำกรอบการศึกษาเพื่อวางแผนอนุรักษ์ผลงานชิ้นสำคัญๆ บางจุดในฐานะ “ศิลปะสมบัติ” ของเมือง อาทิเช่น ผลงานของ Keith Haring ใน Johnston Street ย่าน Collingwood เป็นต้น (ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันหลังจากที่เจ้าหน้าที่เทศบาลนายหนึ่งอุตริไปทาสีทับผลงาน Stencil ของ Banksy เข้าโดยไม่ตั้งใจ)

นอกเหนือจากสีสันความร้อนแรงของสตรีทอาร์ตแล้ว ศิลปินแขนงอื่นๆ ทั้งนักดนตรี ดีเจ วิชวลอาร์ทิสต์ ฯลฯ ก็เริ่มทยอยเข้ามา “จัดสรร” พื้นที่แปลกๆ ใน Laneway เพื่อใช้เป็นที่แสดงงาน สังสรรค์ และปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในกลุ่มวัฒนธรรม (Sub-culture) เดียวกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมามีกิจกรรมนอกกระแสหลัก อาทิเช่น การแสดงดนตรีปาร์ตี้ หรือดีเจไนท์ เกิดขึ้นในซอกตรอกเหล่านี้อยู่เป็นประจำ จวบจนปัจจุบันวัฒนธรรม Laneway ได้เติบโตขึ้นกลายเป็น “คอมมูนิตี้” ของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนและการค้า มีธุรกิจรีเทลเกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับวัฒนธรรมใหม่ๆ นี้มากมาย (นำขบวนโดย คาเฟ่ บาร์ บูติก และแกลเลอรี่ศิลปะ) ซึ่งจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ลมหายใจใหม่ๆ เหล่านี้คือพลังอันสำคัญที่กำลังสร้าง “จิตวิญญาณ” และ “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ให้กับมหานครน้องใหมแห่งนี้

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาองค์การบริหารระดับท้องถิ่นของเมลเบิร์นเล็งเห็นถึงความสำคัญของศิลปินและ ผู้ประกอบการพันธุ์เล็กมากขึ้น มีการจัดงบประมาณช่วยโปรโมทย่าน Laneway ให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมือง รวมทั้งสนับสนุนให้องค์กรสร้างสรรค์ต่างๆ จัดงานเทศกาลขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น St.Jerome’s Laneway Festival ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2004 Caledonian Lane ปัจจุบันนี้ St. Jerome’s Festival (หรือที่คนเรียกกันติดปากว่า “Laneway”) ได้กลายเป็นอีเวนท์สำคัญทางดนตรีระดับนานาชาติ ขยายเครือข่ายการจัดงานไปทั่วทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และล่าสุดได้มาถึงสิงคโปร์แล้วเมื่อเดือนมกราคม 2011

มหานครสีเขียวและวิถีที่ยั่งยืน
เมลเบิร์นนั้นถูกขนานนามว่าThe Garden City มาแต่ไหนแต่ไรด้วยความที่มีสวนสาธารณะกระจายอยู่ทั่ว

ทุกมุมเมือง ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวเมืองนี้มีความผูกพันกับ “วิถีที่เป็นธรรมชาติ” ค่อนข้างมาก ผู้คนส่วนใหญ่มักจะจัดสรรเวลาว่างเพื่อไปสังสรรค์กันในสวนสาธารณะออกกำลังกาย และสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่เสมอ

“ในช่วงเวลาเร่งรีบของเมลเบิร์น นอกจากรถยนต์ที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าปกติแล้ว พาหนะที่คนนิยมมากในเขต CBD ก็คือ รถราง จักรยาน กู๊ตเตอร์เท้า ไปจนกระทั่งถึงสเก็ตบอร์ด…มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คุณจะเห็นหนุ่มสาวออฟฟิศเล่นสเก็ตหรือร่อนสกู๊ตเตอร์ไปมาในเมืองนี้”

ค่านิยมต่อรูปแบบชีวิตข้างต้นส่งผลให้การออกแบบผังเมืองและการใช้พื้นที่บนถนนต้องเป็นไปเพื่อกลุ่มประชากรที่สร้าง “มลพิษต่ำ” (Low – emission) เป็นหลัก ถนนเกือบทุกสายของเมืองมักจะมีเลนจักรยานและมีฟุตบาทกว้างๆ สำหรับคนเดินเท้า พื้นผิวจราจรสำหรับรถยนต์นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับ “ลูกเมียน้อย” กันเลยทีเดียว สังเกตว่าถนนสายสำคัญๆ กลางเมือง เช่น Swanston street และ Bourke street นอกจากจะมีเลนเฉพาะของจักรยาน เลนรถราง และฟุตบาทที่กว้างแสนกว้างแล้ว ยังมีการห้ามรถยนต์วิ่งเข้าเลนกลางในช่วงเวลาเร่งด่วนเพราะเป็นเลนที่รถรางใช้วิ่งอีกด้วย นี่ยังไม่รวมถึงการห้ามรถยนต์วิ่งเข้าในบางช่วงของถนนที่มีผู้คนสัญจรทางเท้ามาก (เช่นในแถบ Pedestrian mall ของ Bourke street) ยกเว้นแต่รถราง รถตำรวจ หรือรถพยาบาลเท่านั้น

หลายคนอาจจะคิดว่ากีดกันรถยนต์ขนาดนี้จะไหวเหรอ? ถ้าคนบ้านไกลมีหวังไปทำงานสายทุกวันแน่โชคดีของชาวเมืองเมลเบิร์นที่ภาครัฐเขาวางระบบการคมนาคมไว้รอบรับกับวิถีมลพิษต่ำนี้แล้วตั้งแต่ต้น ระบบการสัญจรสาธารณะของเมืองนี้ถูก “เชื่อมต่อ” กันแทบทั้งหมด ขอแค่ผู้โดยสารซื้อบัตร METCard ใบเดียว ก็สามารถ

เดินทางไปได้ทั่วเมือง (บนเน็ตเวิร์กของรถไฟ รถเมล์ และรถราง) ซึ่งบัตรนี้หาซื้อได้ง่ายมาก มีขายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ สถานีรถไฟ แผงขายหนังสือพิมพ์ฯลฯ นอกจากนั้น ภาครัฐยังได้วิเคราะห์ถึง “อุปสรรค” ในการเข้าถึงระบบการสัญจรสาธารณะของประชาชน และได้เตรียมที่จอดรถทุกรูปแบบ (ทั้งจักรยานและรถยนต์) ไว้ให้ชาวเมืองอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะที่จอดรถจักรยานนั้นเป็นสิ่งที่สามารถหาได้ทั่วไปในเขตเมืองชั้นใน (Inner city) ดังนั้นสำหรับชาวเมือง
เมลเบิร์นแล้ว แทบไม่มีใครที่จะรู้สึกถึง “ความยาก” ในการเดินทางเลย (นอกจากว่าคุณจะมีบ้านอยู่กลางทุ่งแล้วนั่นแหละ)

นโยบายสำคัญอีกข้อที่ส่งผลดีต่อวิถีความยั่งยืนและสุขภาพจิตของประชาชน ก็คือ “การกระจายความหนาแน่นของเศรษฐกิจออกไปนอกเขต CBD” ผังเมืองของเมลเบิร์นนั้นมีเขตชานเมือง (Suburb) ที่ขยายออกไป

กว้างที่สุดในประเทศออสเตรเลีย (อันนี้คงต้องขอบคุณลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยด้วย) โดยเขตชานเมืองแต่ละแห่งก็จะมีลักษณะความเป็นชุมชนและฟังก์ชั่นบางอย่างที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น Docklands เป็นแหล่งรวม

ออฟฟิศสำนักงานและศูนย์กลางธุรกิจขนาดใหญ่ และถูกวางรากให้เป็นเสมือน CBD แห่งที่สองส่วนย่าน Carlton เขตของสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เป็นแหล่งที่อยู่ของนักเรียนนักศึกษาจำนวนมาก ย่าน South Bank อาณาจักรชีวิตไฮเอ็นด์ คือที่ตั้งของเหล่าคาสิโน โรงแรมห้าดาว และหอศิลป์ระดับชาติส่วนอดีตย่านโบฮีเมียนที่เต็มไป

ด้วยวัฒนธรรมต่างชาติต่างภาษาอย่าง Fitzroy ปัจจุบันก็มีถนน Brunswick street เป็นศูนย์กลางของความบันเทิง และการค้าปลีก

ลักษณะของเขตชานเมืองที่ขยายตัวกว้างออกไปเช่นนี้ส่งอิทธิพลอย่างมากต่อการกระจายรายได้ และการสร้างงานสร้างโอกาสให้กับชาวเมือง ไม่ต้องสงสัยว่าวิถีชีวิตแบบเมลเบิร์นเนี่ยน (กับจำนวนประชากรไม่ถึง 4 ล้านคน) นั้นจะ “ชิลล์” แค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่สีเขียว เครือข่ายการคมนาคม และการกระจายตัวของเศรษฐกิจที่ระเบิดไปทั่วทุกมุมเมืองแล้ว

เร่เข้ามาเถิดมนุษย์สร้างสรรค์ เมลเบิร์นต้องการคุณ
ปัจจุบันรัฐบาลท้องถิ่นของเมลเบิร์นกำลังพยายามไล่ล่าเหล่า “ศิลปิน” ให้กลับเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองอีกครั้ง ด้วยการจัดหา “พื้นที่ราคาถูก” สำหรับการสร้างสรรค์และจัดแสดงผลงานศิลปะ ที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ  Creative Spaces” อันเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง City of Melbourne และ Arts Victoria โครงการนี้เริ่มต้นจากการจัดทำฐานข้อมูลออนไลน์ของ “อาคารที่ไม่ได้ถูกใช้งานในเขตเมือง”และติดต่อประสานงานกับเจ้าของอาคารเหล่านั้นเพื่อขออนุญาตให้กลุ่มศิลปินเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว (เป็นที่ทำงานและแสดงงาน) ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

Boyd School อดีตโรงเรียนหญิงล้วนในย่าน Southbank คือพื้นที่แรกที่ทางโครงการฯ สามารถจัดหาให้กับกลุ่มศิลปินท้องถิ่นได้ ด้วยค่าเช่าขั้นต่ำเพียงสัปดาห์ละ 45 เหรียญ-180 เหรียญ (สำหรับพื้นที่เช่าขนาด 1ห้องเรียน) โดย Boyd School Studios ได้เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2009 มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนที่สนใจเข้าเยี่ยมชมบรรยากาศการทำงานของศิลปินกว่า50ชีวิต รวมทั้งซื้อผลงานจากศิลปินแขนงต่างๆ ได้โดยตรง (ศิลปินท้องถิ่นมีชื่อที่อยู่ใน Boyd School Studios นี้ด้วย ก็ได้แก่ Vincent Fantauzzo ผู้ชนะรางวัล Archibald Prize People’s Choice Award 2008-09 และ Reko Rennie-Gwaybilla ผู้ชนะรางวัล The 2008 Victorian Indigenous Art Award)

นาย Robert Doyle ผู้ว่าการเมืองเมลเบิร์นกล่าวกับสื่อมวลชนว่า “ในขณะที่อัตราค่าเช่าในเมลเบิร์นถีบตัว สูงขึ้นเรื่อยๆ ศิลปินจำนวนมากถูกบังคับด้วยข้อจำกัดทางการเงินให้ต้องออกไปหาสตูดิโอทำงานในเขตรอบนอกของเมือง Boyd SchoolStudios คือโครงการตัวอย่างที่เราพยายามจะบอกว่า อาคารร้างอีกหลายแห่งในตัวเมืองก็อาจจะนำมาสร้างคุณค่าใหม่ในทิศทางเดียวกันนี้ได้ เพราะไม่เพียงแต่ศิลปินหรือวงการสร้างสรรค์เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ชุมชนโดยรอบเองก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจการค้าและสีสันของวัฒนธรรม

ถึงวันนี้โครงการ Creative Spaces มีพื้นที่ใหม่ๆ ที่เข้ามาอยู่ในลิสท์อีกเป็นจำนวนมาก ล่าสุดที่เพิ่งเปิดเช่า พื้นที่ไปก็คือ The River Studios ซึ่งเป็นโรงงานเก่าริมน้ำในเขต West Melbourne มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 3,000 ตารางเมตร รองรับศิลปินได้ราว 75 คน ปัจจุบันมีศิลปินหลากหลายสาขาสมัครเข้าใช้พื้นที่แล้ว อาทิเช่น ช่างภาพ จิเวลรี่ดีไซเนอร์ นักเขียน แฟชั่นดีไซเนอร์ ศิลปินภาพวาด ปฏิมากร ศิลปินมัลติมีเดีย ฯลฯ

ในการจะเป็นเมืองสร้างสรรค์นั้น เมลเบิร์นต้องการผู้คนที่มีความคิด ที่พร้อมจะแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และ เรียนรู้
ซึ่งกันและกัน เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อทำลายอุปสรรคด้านการเงินให้กับคนเหล่านี้ โดยสนับสนุนให้พวกเขามีที่ทางทำงาน และแสดงผลงาน รวมทั้งใช้ชีวิตในเมืองนี้ได้อย่างมีความสุข …ศิลปินคือพลังที่จะสร้างสีสันให้กับเมลเบิร์น การดำรงอยู่ของพวกเขาจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเราทั้งหมด”
Future Melbourne: Creative City

 DID YOU KNOW?

เมลเบิร์นมีประชากรราว 4 ล้านคน ครึ่งหนึ่งในนั้นมีอายุเฉลี่ย 15 – 29ปี และร้อยละ 48 มีอาชีพเป็น “นักเรียน”
• เมลเบิร์นคือเมืองที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ (ช่วงปี 2007 – 2010) น้อยที่สุดในออสเตรเลีย เฉพาะในปี 2009 เมลเบิร์นมีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาเมืองหลวงทั้งหมดของประเทศ
• เมลเบิร์นคือหม้อรวมของประชากรต่างชาติพันธุ์ มีภาษาอื่นๆ อีกกว่า 180ภาษาที่ชาวเมืองใช้พูดกัน นอกเหนือจากภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาหลัก
• เมลเบิร์นคือเมืองที่คุณจะหาดูสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียนได้ง่ายที่สุดในออสเตรเลีย (ซึ่งอันนี้ต้องยกเครดิตให้กับนักขุดทองชาวอังกฤษที่เฮโลเข้ามากันตั้งแต่ปี 1851)
• เมลเบิร์นมีเครือข่าย “รถราง” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
• เมลเบิร์นคือศูนย์กลางของศิลปะวัฒนธรรมนานาชาติ ปัจจุบันมีแกลเลอรี่น้อยใหญ่รวมกว่า100แห่ง รวมถึงหอศิลป์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศ คือ The National Gallery of Victoria
• รางวัลและตำแหน่งทรงเกียรติที่เมลเบิร์นเคยได้รับ
- หนึ่งในสามเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก โดย Economist Group's Intelligence Unit ตั้งแต่ปี 2002 (ล่าสุดปี 2011 อยู่ในอันดับที่ 2)
- หนึ่งในสิบเมืองมหาวิทยาลัย โดย RMIT's Global University Cities Index ตั้งแต่ปี 2006
- หนึ่งใน 20เมืองแห่งนวัตกรรม โดย 2thinknow® Global Innovation Agency ตั้งแต่ปี 2007
- เมืองที่สองในโลกที่ได้รับการประกาศให้เป็น City of Literatureโดยองค์การ UNESCO (ต่อจากเมือง Edinburgh ประเทศสกอตแลนด์)

ที่มา: www.creativespaces.net.au
เรื่องโดย: วิสาข์ สอตระกูล

« Back to Result

  • Published Date: 2011-07-03
  • Resource: www.creativethailand.org