Articles

« Back to Result | List

กรุงเทพมหานคร : ความวุ่นวายที่น่าปรารถนา

จะมีสักกี่แห่งในโลก ที่แม่ค้าหาบเร่จะปักหลักขายผลไม้อยู่หน้าโรงแรมห้าดาว พ่อครัวไม่รังเกียจรังงอนกับออเดอร์อาหารตามสั่งแบบละเอียดยิบของลูกค้า และโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะถูกแท็กซี่หลอก มีมากพอๆกับโอกาสที่จะได้หนังสือเดินทางคืนเมื่อลืมทิ้งไว้บนรถ ที่นี่คือ กรุงเทพมหานคร เมืองที่ความชุลมุนจอแจ อาหารริมถนน และอากาศร้อนชื้น อยู่ร่วมกับความตระการตาของอารามหลวงได้อย่างไม่ขัดเขิน ทั้งยังกลับกลายเป็นเสน่ห์อันทรงพลัง ที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าหลงใหลได้ไม่รู้จบ

กว่า 229 ปีของการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง ความเติบโตของเมืองแผ่ขยายออกไปไกลจากปากแม่น้ำเดิม พร้อมๆ กับเผยให้เห็นด้านมืดของเมืองจากการพัฒนาแบบไม่ได้เตรียมตัว เพราะเมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เริ่มขึ้นในปี 2504 ความโชติช่วงแห่งการพัฒนาเมืองจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างทางหลวง ได้ชักนำการเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองอย่างรวดเร็วและรุนแรง บนความเพลิดเพลินจากการเติบโตนี้ได้ทิ้งร่องรอยไว้ให้รูปลักษณ์ของเมือง ทั้งภูมิทัศน์จากอาคารและสิ่งปลูกสร้าง มลพิษทางอากาศ สภาพการจราจรติดขัด ชุมชนแออัด และระบบสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา และสายโทรศัพท์ ที่ไม่เคยลงรอยกันได้สักครั้ง 

แต่ในฐานะผู้มาเยือนจากต่างถิ่น ความไร้ระเบียบอันมิได้เจตนานี้กลับน่ารักน่าใคร่ เพราะท่ามกลางความเสี่ยงที่กระแสไฟฟ้าจะวิ่งลัดผิดทางจากสายไฟที่ระโยงระยางนั้น มักจะตามมาด้วยอาหารริมถนนที่อร่อยล้ำ ตลาดนัดกลางแจ้ง และระบบโลจิสติกส์อันยอดเยี่ยมของมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั่วเมือง ความช่างบริการและบรรยากาศที่เป็นมิตรจนไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยกสำหรับชาวต่างชาตินั้น นับเป็นผลผลิตสำคัญจากการเป็นเมืองท่าที่เปิดรับโลกกว้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา (ราวศตวรรษที่ 14-18)  เพื่อทำหน้าที่เก็บภาษีเรือสินค้าที่ผ่านเข้าออก ขนส่งสินค้า โกดังเก็บสินค้า และแหล่งเจรจาธุรกิจของชาวต่างชาติ จนในปัจจุบัน กรุงเทพฯ ยังคงทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเป็นประตูที่ไม่เคยปิดรับการเดินทางมาถึงของนักท่องเที่ยวที่แตะหลัก 16.5 ล้านคนในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากจำนวน 15.8 ล้านคนในปีก่อน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างฐานรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวของชาวต่างชาติให้เพิ่มเป็น 6 แสนล้านบาท จาก 5.8 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันในส่วนของเมืองเองก็สร้างรายรับจากกิจการต่างๆ ราว 46,224 ล้านบาท และรายได้จากภาษีราว 13,342 ล้านบาทในปี 2554

“Street food”คุ้มราคาและน่าสนุก
เมื่อนิตยสาร Sunday Times Travel Magazine ฉบับมิถุนายน 2554 เลือกกรุงเทพฯ ให้รับรางวัล Best-Value City, Worldwide จากการจัดอันดับ Value for Money Awards 2011 ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยว่า กรุงเทพฯ ยังมีมนต์ขลัง เพราะการจัดอันดับของนิตยสารด้านท่องเที่ยวรายเดือนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของสหราชอาณาจักรฉบับนี้ มาจากการโหวตของสมาชิกผู้อ่านนิตยสารที่ประกอบด้วยกลุ่มนักเขียนและผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ประสบการณ์ตรงระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวในไทยในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพฯ ได้รับการโหวตรางวัลนี้ คือประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่นักท่องเที่ยวจะได้รับในราคาที่คุ้มค่าเงิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ค่าพาหนะท้องถิ่น รวมถึงนักท่องเที่ยวยังสามารถลิ้มรสอาหารอร่อยนานาชนิดที่จำหน่ายอยู่ริมสองฝั่งถนนในราคาย่อมเยา โดยมีเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับคะแนนโหวตอันดับรองลงมา ได้แก่ บัวโนส ไอเรส (อาร์เจนตินา) ฮาวานา (คิวบา) เคปทาวน์ (แอฟริกาใต้) มุมไบ (อินเดีย) และอิสตัลบูล (ตุรกี)

ประสบการณ์ยอดนิยมจาก Street food ที่ว่ากันว่าคุ้มราคาและน่าสนุกนี้ สามารถพบเห็นได้ทั่วกรุงเทพฯ อย่างชินตาจากเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์  ย่านไชน่าทาวน์  เขตใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท ซอยทองหล่อ หรือข้ามไปฝั่งธนบุรี ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวแล้วนอกจากความตื่นตาจากอาหารที่เรียงรายหลากหลาย ลีลาทะมัดทะแมงของพ่อครัวและเด็กเสิร์ฟก็ยังเป็นเสมือนการได้ชมโชว์ดีๆ ที่ให้อรรถรสครบครัน Joshua Kurlantzick ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์ก ไทม์ เขียนถึงความพิสมัยต่อสิ่งนี้ ในบทความ “Street Smarts in Bangkok” ว่า ในแต่ละครั้งที่มากรุงเทพฯ เขาจะต้องมีรายชื่ออาหาร Street Food ในย่านใหม่ๆ ที่ต้องลองมาด้วยทุกครั้ง บนสองฝั่งถนนของกรุงเทพฯ นั้น เต็มไปด้วยร้านค้า หาบเร่แผงลอยที่มีเรื่องราวของตำรับอาหารตกทอดกันมายาวนาน อาหารริมถนนเหล่านี้ประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่จากจังหวัดใกล้เคียง เครื่องปรุงรสนานาชนิด ที่เคียงคู่มากับทัศนคติอันดีเยี่ยมที่พร้อมสร้างสรรค์รสชาติอาหารให้ถูกปากลูกค้าเสมอ  อาหารจากผู้ค้าริมถนนนี้ จึงเต็มไปด้วยสีสัน และนำไปสู่ความสนใจที่จะเรียนรู้ถึงการปรุงอาหารเหล่านี้อย่างถูกวิธีอีกด้วย

Welcome to Thai Cooking Class
ที่ถนนข้าวสาร นักท่องเที่ยวชาวสวีเดนกำลังสาละวนอยู่กับการหยิบจับอุปกรณ์เครื่องครัวไทย ซึ่งบางอย่างพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เสียงอุทาน เสียงหัวเราะ และภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ จากครูชาวอีสาน ดังผสมกันออกมาจากพื้นที่ที่เรียกว่าชั้นเรียนทำอาหารไทย

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า อาหารไทยเป็นเสน่ห์อันดับต้นๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน แต่กรุงเทพฯ สร้างตัวเองให้เหนือกว่านั้น ด้วยชั้นเชิงในการบริการสอนทำอาหารไทยที่ครบรส ทั้งตื่นเต้น สนุกสนาน หรืองดงาม ภายใต้โรงเรียนสอนทำอาหารที่ซุกซ่อนอยู่ทั่วเมือง จากถนนข้าวสาร ตรอกรามบุตรี หรือซอกซอยในสีลม ด้วยหลักสูตรราคาย่อมเยา 1,500-2,000 บาท สำหรับ 1- 2 เมนูยอดฮิต พร้อมกิจกรรมจับจ่ายตลาดยามเช้า ก่อนเข้าครัวลงมือทำอาหารและปิดท้ายด้วยการชิมรสมือของตัวเอง แต่สำหรับลูกค้าที่ขยาดกับตลาดสดที่เจิ่งนอง และต้องการสัมผัสศิลปะการทำอาหารไทยแบบชาววัง สถาบันสอนทำอาหารไทยก็มีให้เลือกอย่างมากมายทั้งหลักสูตรจากโรงเรียนและโรงแรมระดับห้าดาว 

จิตรา จันทรากุล นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ กล่าวถึงกระแสการเรียนทำอาหารในโรงเรียนสอนทำอาหารว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี อย่างปีที่ผ่านมา เฉพาะคนไทยที่มาสมัครเรียนทำอาหารมีกว่าหมื่นคน ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงผู้ที่เรียนจบระดับปริญญาเอก ขณะที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจที่จะเรียนทำอาหารไทยโดยเฉพาะเมนุเด่นๆ อย่างต้มยำกุ้ง ผัดไท และการแกะสลักผลไม้ เช่นเดียวกับ กอบแก้ว นาจพินิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนทำอาหารไทย"ข้าว"บนถนนข้าวสาร ที่เชื่อมั่นว่า หากนักท่องเที่ยวเข้ามาลิ้มรสอาหารไทย ก็ถือว่าร้านอาหารเหล่านั้นได้ช่วยทำการประชาสัมพันธ์ให้แก่อาหารไทยแล้ว ส่วนชั้นเรียนสอนทำอาหารไทยที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยว นั่นเพราะอาหารไทยเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเข้าถึงวัฒนธรรมแบบไทย ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญทางการตลาดของ"แบรนด์ไทย”ในระดับนานาชาติอีกด้วย 

ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะได้ความรู้ติดมือกลับบ้านจากชั้นเรียนเหล่านี้มากน้อยเพียงใด แต่ที่สำคัญ พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของครัวไทย เครื่องปรุงไทย และอาหารไทย อย่างไม่ต้องสงสัย

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน 10 กุมภาพันธ์ 2554
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชน 13 ธันวาคม 2553

มิตรสหายจากแดนไกล
กรุงเทพฯ บ่มเพาะความกลมกลืนของวิถีชีวิตแห่งที่ราบลุ่มเจ้าพระยาเข้ากับความเชื่อและวัฒนธรรมของพ่อค้าชาวจีนและอินเดีย นักสอนศาสนาจากตะวันตก พราหมณ์ชาวฮินดู ช่างฝีมือชาวมอญ ได้อย่างเกลี้ยงเกลา จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ความเข้าอกเข้าใจในคนต่างถิ่นได้กลายเป็นสินทรัพย์ของกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเสแสร้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ทำการสำรวจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพฯ  และพบว่า สิ่งที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพึงพอใจและประทับใจต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ มากที่สุดคือ ความมีมิตรไมตรี ซึ่งมากกว่าความประทับใจต่อวัด พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ส่วนในลำดับต่อมาคือ ความคุ้มค่าเงินต่อบริการต่างๆ และความหลากหลายและคุณภาพของแหล่งช้อปปิ้ง ในขณะที่ป้ายบอกทางหรือบอกสถานที่ และความสะอาดของถนนหนทางคือสิ่งที่นักท่องเที่ยวพึงพอใจน้อยที่สุด

อัธยาศัยของคนไทยนับเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ประเมินค่าไม่ได้ซึ่งช่วยกลบและเกลี่ยความไม่สมบูรณ์ด้านอื่นของกรุงเทพฯ ขณะเดียวกัน ความคุ้มค่าเงินต่อการบริการ และค่าครองชีพในเมือง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว อยู่อาศัย และลงทุนทำธุรกิจในเมืองหลวงของไทย ล่าสุดนิตยสาร Economist เปิดเผยผลการสำรวจถึงเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกของ Economist Intelligence Unit's หรือ EIU ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ พบว่า กรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับที่ 72 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มอาเซียน ขณะที่สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดเป็นอันดับ 10 ของโลกและสูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน ส่วนกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย อยู่ในอันดับที่ 90 และอันดับ 3 ของกลุ่มอาเซียน และเมื่อความคุ้มค่าของการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งนี้บวกเข้ากับอุปนิสัยของผู้คน กรุงเทพฯ จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ และจำนวนผู้เข้ามาตั้งรกรากโดยประเมินจากอัตราการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับชาวต่างชาตินั้นก็ไม่ได้เปิดเสรีเช่นในหลายๆ ประเทศที่ต้องการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน

โดยจากการสำรวจกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ของ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิศ จำนวน 4,215 ยูนิต ในช่วงปี 2549-ไตรมาสแรกของปี 2553 พบว่าร้อยละ 31 เป็นสัดส่วนที่ซื้อโดยชาวต่างชาติ หรือประมาณ 1,297 ยูนิต โดย 10 อันดับแรก ได้แก่ อังกฤษ อเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยวัตถุประสงค์ที่ซื้อนั้น มากกว่าร้อยละ 50 ซื้อเพื่อการอยู่อาศัย ทั้งเป็นบ้านพักถาวรหรือบ้านหลังที่สอง ส่วนที่เหลือเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน เพราะชาวต่างชาติมองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ นั้น มีราคาถูกกว่าในฮ่องกงกว่า 8-10 เท่า และถูกกว่าสิงคโปร์ 5-6 เท่า และยังเป็นทำเลยอดนิยมในการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติอย่างมาก ด้วยองค์ประกอบที่รองรับพื้นฐานคุณภาพชีวิตของคนต่างถิ่นที่สมเหตุสมผล  ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติ  การรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลชั้นนำ ร้านอาหารและธุรกิจบริการที่เต็มใจที่จะสื่อสารและรับฟังความต้องการของชาวต่างชาติ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้การสร้างชุมชนและการดำเนินชีวิตของชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ นั้นเป็นไปอย่างมีความสุข จะเห็นได้จากจำนวนชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติที่มาพำนักอาศัยในกรุงเทพฯ มากขึ้นทุกปี เช่น ชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีมากกว่า 40,000 คน หรือผู้คนจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่เดินทางมาท่องเที่ยวระยะยาว และรักษาพยาบาลในกรุงเทพฯ มากกว่า 20,000 คน ในปีที่ผ่านมา

Did you know? 

• กรุงเทพฯ ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลก (World Book Capital) ประจำปี 2556 จากคณะกรรมการตัดสินเมืองหนังสือโลก ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมผู้จัดพิมพ์นานาชาติ (IPA) สหพันธ์ผู้จำหน่ายหนังสือนานาชาติ (IBF) สหพันธ์สมาคมและสถาบันห้องสมุดนานาชาติ (IFLA) และองค์การยูเนสโก โดยกรุงเทพฯ ได้นำเสนอโครงการอาคารเก่าของศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่จะมีการปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประจำเมือง และพิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย โดยตั้งเป้าให้คนอ่านหนังสือเพิ่มประมาณ 10-20 เล่มต่อปีภายในปี 2556 จากเดิมที่ปัจจุบันคนอ่านหนังสือเพียง 5 เล่มต่อปีเท่านั้น
• กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ 13 ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก โดยก่อนหน้านี้ ได้แก่ มาดริด (สเปน) อเล็กซานเดรีย (อิยิปต์) นิวเดลี (อินเดีย) อันท์เวิร์ป (เบลเยียม) มอนทรีออล (แคนาดา) ตูริน (อิตาลี) โบโกตา (โคลัมเบีย) อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) เบรุต (เลบานอน) ลูเบียนา (สโลเวเนีย) บัวโนสไอเรส (อาร์เจนตินา) และเยเรวาน (อาร์เมเนีย)
• กรุงเทพฯ ได้รางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก (World ‘s BestAward) ประจำปี 2011 จากการจัดลำดับเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของ เทรเวล แอนด์ เลชเชอร์ (Travel&Leisure) นิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสหรัฐฯ ตามมาด้วยเมืองฟลอเรนซ์และโรมในอิตาลี โดยนับเป็นครั้งที่สามที่กรุงเทพฯ ได้รับรางวัลนี้ โดยรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลกได้พิจารณาจากสถานที่ ทัศนียภาพ ความสวยงาม ร่มรื่น ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อาหารการกิน แหล่งช้อปปิ้ง ความเป็นมิตรของผู้คน และความคุ้มค่าของเงิน
• ผลสำรวจโครงการ "100 Amazing Places in Thailand" ปีล่าสุดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จากการสำรวจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมาเที่ยวในไทยจำนวน 3,389 คน จาก 68 ประเทศทั่วโลก พบว่าสถานที่ในกรุงเทพฯ ที่รับความนิยมสูงสุดคือ ตลาดนัดจตุจักร เพราะเป็นตลาดใหญ่ มีสินค้าครบครัน และน้อยประเทศที่จะมีตลาดแบบนี้

ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร

ชื่อชั้นของกรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้พร้อมสรรพในการอำนวยความสะดวกด้านธุรกิจและการลงทุน เมื่อเทียบเคียงกับเมืองอื่นๆ ที่มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้วยมาตรการจูงใจทางภาษี หรือการจัดตั้งธุรกิจใหม่อย่างชัดเจน นั่นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายและกลไกของการขับเคลื่อนธุรกิจของไทยที่ยังไม่เปิดกว้าง แต่สำหรับเมืองที่ทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยเรื่องราวเฉพาะตัวทั้งที่ซุกซ่อนหรือเปิดเผย กลับกลายเป็นองค์ประกอบที่สร้างสรรค์ให้กรุงเทพฯ ช่างน่าค้นหา และควรค่าในการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้คนและเมืองที่มากด้วยชีวิตชีวาแห่งนี้จริงๆ

เรื่องโดย: ศิริอร หริ่มปราณี

« Back to Result

  • Published Date: 2011-09-01
  • Resource: www.creativethailand.org