Articles

« Back to Result | List

ทริเวโร (Trivero) หุบเขาแห่งทักษะ

ในขณะที่หลายแบรนด์ดังต้องยกธงขาวให้กับกำลังซื้อที่หดหายจากเศรษฐกิจตกต่ำ และโรงงานทอผ้าหลายแห่งในอิตาลีต้องถูกทิ้งร้างเพราะแพ้คู่แข่งจากเมืองจีน แต่ แอร์เมเนจิลโด เซนญ่า (Ermenegildo Zegna) กลับต้องเร่งผลิตผ้าเพื่อให้ทันส่งถึงมือลูกค้า และเบื้องหลังแห่งการยืนหยัดอย่างสง่างามที่ว่านี้อยู่ที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่ชื่อว่า ทริเวโร

เมืองทริเวโร อาจจะเหมือนเมืองอื่นๆ ในหุบเขาเบลเลสเซ แอลป์ (Biellese Alps) ที่เต็มไปด้วยโรงทอผ้าขนสัตว์เพราะสภาพพื้นที่ที่เหมาะแก่การเลี้ยงแกะ และอุดมไปด้วยแหล่งน้ำบริสุทธิ์จากทั้งน้ำฝนและน้ำจากภูเขาเมื่อหิมะละลาย ซึ่งมีคุณสมบัติอ่อนโยนกับเส้นใย เมื่อนำมาใช้ล้างและย้อมเส้นใยจึงได้เป็นผ้าเนื้อดี แต่ทว่าความแตกต่างของเมืองนี้เริ่มขึ้นในปี 1910

แอร์เมเนจิลโด เซนญ่าเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัวช่างทำนาฬิกาที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจทอผ้าขนสัตว์ เพราะพ่อของเขาได้รับเครื่องทอผ้าจำนวน 4 เครื่องจากการแต่งงานกับภรรยาคนที่สอง ซึ่งมาจากครอบครัวที่มีธุรกิจเกี่ยวกับผ้าในตูริน เขาเป็นคนเดียวในจำนวนพี่น้องที่หันมาสนใจธุรกิจทอผ้า และได้ศึกษาด้านการค้าขายผ้าที่โรงเรียนเทคนิคในเมือง จากนั้นก็เดินทางไปฮัดเดอร์สฟิลด์ (Huddersfield) ในยอร์กเชียร์ (Yorkshire) ประเทศอังกฤษ เพื่อเยี่ยมชมโรงงานทอผ้าหลายแห่ง ซึ่งในขณะนั้น ฮัดเดอร์สฟิลด์เป็นเมืองทอผ้าขนสัตว์ที่เจริญรุ่งเรืองและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เขาจึงได้ซื้อเครื่องทอผ้าที่ทันสมัยที่สุดกลับมา 20 เครื่อง และเริ่มก่อตั้งธุรกิจร่วมกับมาริโอ ผู้เป็นพี่ชายในปี 1910 นับตั้งแต่นั้นมาเมืองทริเวโรก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ความปรารถนาของแอร์เมเนจิลโด ที่ต้องการจะเอาชนะอังกฤษซึ่งเป็นศูนย์กลางการปั่นเส้นใยและทอผ้าในขณะนั้น ทำให้เขาทุ่มเทแสวงหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ได้คุณภาพของเนื้อผ้าที่ดีเท่าเทียมกัน โดยที่ยังคงรักษาทักษะดั้งเดิมของชาวทริเวโรในการคัดสรรวัตถุดิบ ปั่นเส้นใย และทอผ้าไว้ นอกจากนี้ เขายังได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเสาะแสวงหาวัตถุดิบขนสัตว์คุณภาพดี อย่างเช่นการเป็นพันธมิตรกับฟาร์มผลิตผ้าขนสัตว์แคชเมียร์ในมองโกเลีย แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย รวมทั้งการเดินทางไปยังนิวยอร์ก ในปี 1938 เพื่อจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำให้สมาคมช่างตัดเสื้ออาชีพชาวอิตาเลียนในสหรัฐอเมริกา (Professional Italian Tailors of America) ตลอดจนการก่อตั้งสาขาย่อยในอเมริกาด้วย

บริษัทของเซนญ่ารุ่นก่อตั้งนั้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยคุณภาพการผลิตจากเครื่องทอทันสมัย ความประณีตและประสบการณ์ของช่างฝีมือ พร้อมกับการขยายตลาดที่เน้นการส่งสินค้าให้กับร้านตัดเสื้อเล็กๆ ทั่วอิตาลีที่ไม่มีกำลังสั่งผ้าปริมาณมากจากโรงงานขนาดใหญ่ แต่มีกลุ่มลูกค้าที่พอใจในคุณภาพและเรียกร้องผ้าที่มีตราประทับเซนญ่าในเวลาต่อมา

ความเข้มงวดด้านคุณภาพของเซนญ่าเป็นที่เลื่องลือ เพราะนอกจากเขาจะตรวจสอบม้วนผ้าทุกม้วนเองแล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่มีผ้าถูกส่งคืนกลับมาจากร้านตัดเสื้อ เขาจะต้องนำม้วนผ้าออกมาตรวจสอบพร้อมๆ กับช่างที่รับผิดชอบม้วนผ้าผืนนั้น ดังนั้นช่างที่ทำงานในโรงงานแห่งนี้จึงไม่เพียงแต่กระตือรือร้น และมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังต้องเป็นผู้อุทิศตนให้กับงาน ซึ่งการจะรักษาบุคลากรเหล่านี้ได้นั้น แอร์เมเนจิลโดกล่าวว่า “พวกคนงานช่วยเรา เราจึงตอบแทนเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

นอกจากผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว ตระกูลเซนญ่ายังได้ลงทุนสร้างผลตอบแทนให้กับชาวเมืองในรูปแบบอื่น โดยพวกเขาได้กว้านซื้อที่ดินบนภูเขาเหนือเมืองและปลูกต้นไม้ตระกูลสนและไม้ดอกตระกูลโรโดเดนดอนกว่าแสนต้นบนพื้นที่กว่า 100 ตร.กม. เพื่อสร้างทัศนียภาพรอบโรงงานที่เคยโล่งเตียนให้กลับมาสวยงามเพื่อให้คนในเมืองได้ชื่นชม และเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1930 พนักงานโรงงานเซนญ่าก็ได้แปรสภาพเป็นพลเมืองเซนญ่าที่แวดล้อมไปด้วยศูนย์การแพทย์ เนิร์สเซอรี่ ห้องสมุด โรงภาพยนตร์ สระว่ายน้ำ และศูนย์การกีฬา

แต่ทว่าการรักษาทรัพยากรมนุษย์อันล้ำค่าให้อยู่ทำงานในทริเวโรไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคนั้น เมื่อจำนวนประชากรในแถบชานเมืองของเบลเลสเซ แอลป์เริ่มลดลงเรื่อยๆ ทั้งก่อนและหลังสงครามโลก และภาคอุตสาหกรรมของอิตาลีเริ่มขยายตัวมากขึ้น คนหนุ่มสาวจึงพากันทิ้งชนบทและหันหน้าเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่อย่างมิลานและตูริน ดังนั้นภายหลังหลังสงครามโลกสิ้นสุด โครงการตัดถนนผ่านภูเขาเชื่อมเมืองทริเวโรกับอันดราเต้ (Andrate) จึงเริ่มต้นขึ้นโดยแอร์เมเนจิลโดเป็นผู้เลือกเส้นทางด้วยตัวเอง โดยยึดเส้นทางเดินสายเก่าและได้จ้างคนงานจากเมืองใกล้เคียงเข้ามาทำงาน ซึ่งทุกๆ วันอาทิตย์เขาจะเดินไปตามถนนเส้นใหม่นี้เพื่อตรวจดูความเรียบร้อย และเมื่อการตัดถนนสิ้นสุดลง แอร์เมเนจิลโดได้ปลูกไม้ดอกตระกูลโรโดเดนดอนและไฮเดรนเยียตลอดสองข้างทางระหว่างทริเวโรไปจนถึงโรซัสซา (Rosazza)ซึ่งถูกเรียกว่า พาโนรามิก เซนญ่า (Panoramic Zegna) ส่วนที่ดินที่อยู่รอบๆ ถนนสายนี้ถูกเรียกว่า เลาซี่ เซนญ่า (L’Oasi Zegna) หรือ โอเอซิสของตระกูลเซนญ่า

   

ความคิดที่ถือได้ว่าแปลกประหลาดในยุคนั้นของแอร์เมเนจิลโด ทำให้เมืองนี้มีสถานะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ครอบครัวอิตาเลียนมักจะขับรถมาจากมิลานและตูรินเพื่อมาชมวิวภูเขา โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ดอกไม้กำลังบานสะพรั่ง ความสำเร็จของเมืองนี้กลายเป็นที่กล่าวขานจนประธานาธิบดีลุยจิ เอเนาดิ (Luigi Einaudi) ถึงกับต้องเดินทางมาเยี่ยมชมเมืองอย่างเป็นทางการ

เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1960 ลูกชายทั้งสองคน แองเจโลและอัลโดได้เข้ามารับช่วงกิจการต่อ ซึ่งนอกจากจะสืบสานเจตนารมณ์ของบิดาในแง่คุณภาพของเนื้อผ้าแล้ว ก็ยังได้ขยายกิจการไปสู่การตัดเย็บชุดสูทคอลเลคชั่นของเซนญ่าซึ่งต้องใช้ความประณีตเป็นพิเศษเพื่อรักษาภาพลักษณ์แห่งคุณภาพและความหรูหรา และเช่นเดียวกันพวกเขายังได้ดูแลเมืองทริเวโรให้คงไว้ซึ่งสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนงานและรักษาความเป็นเมืองท่องเที่ยวเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับชาวเมือง โดยการสร้างถนน โรงแรม ร้านอาหาร เส้นทางเดินป่า ปั่นจักรยาน และสกีรีสอร์ตเบลมอนเต (Bielmonte) บนภูเขา

จวบจนเข้าสู่รุ่นที่สี่ของตระกูลเซนญ่า ทั้งเปาโลและกิลโดต่างก็ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัยจึงได้สานต่อแนวคิดในการดูแลเมือง และแม้ว่าถนนเลาซี่ เซนญ่า จะถูกโอนเป็นของรัฐในปี 1993 แต่ตระกูลเซนญ่าก็ยังคงให้เงินทุนดูแลถนนอย่างเนื่อง อีกทั้งยังจัดกลุ่มอาสาสมัครทำความสะอาดถนนและมีหน่วยดับเพลิงจากโรงทอมาช่วยดูแล พร้อมทั้งยังสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำที่จะผลิตพลังงานสะอาดมาหล่อเลี้ยงโรงงานทอผ้าอีกด้วย

ในส่วนของการบริหารธุรกิจของทายาทรุ่นที่สี่นี้ ไม่เพียงแต่นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยให้การผลิตมีต้นทุนต่ำและประหยัดเวลามากขึ้นโดยที่ยังคงภาพลักษณ์ผลงานชิ้นเอกของช่างฝีมือชั้นสูงไว้ แต่ยังหมายรวมถึงการตัดสินใจที่ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งอื่นๆ ในการรุกเข้าไปเปิดร้านค้าในจีนเป็นแบรนด์แรก เนื่องจากพ่อและลุงของพวกเขาต่างส่งออกผ้าไปค้าขายยังฮ่องกงมาเป็นเวลานาน และพวกเขารู้ดีว่านี่คือโอกาสอันมหาศาล ซึ่งแม้ว่าจะขาดทุนในช่วงแรก แต่ท้ายที่สุดแล้วจีนก็ได้กลายเป็นตลาดที่เข้ามารองรับกิจการของเซนญ่าให้สามารถฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐฯ ไปได้ ด้วยยอดขายคิดเป็นหนึ่งในสี่ของยอดขายทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตร้อยละ 30 จากจำนวนร้านค้า 60 แห่ง ซึ่งมากกว่าหลุยส์ วิตตอง และกุชชี่ นอกจากนี้การเติบโตของตลาดสินค้าหรูหราในจีนที่มีอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 15 และยอดขายที่สูงกว่า 11.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (339 พันล้านบาท) ยังช่วยให้โรงงานทอผ้าในเมืองทริเวโรไม่ต้องปิดลงเหมือนเมืองอื่นๆ ในอิตาลีที่ต้องประสบปัญหาคู่แข่งและเศรษฐกิจตกต่ำ แต่กลับต้องใช้ผ้าขนสัตว์ประเภทต่างๆ ถึง 2 ล้านเมตรต่อปีเพื่อรองรับอัตราการตัดชุดสูทผู้ชายที่มีอยู่อย่างไม่ขาดมือ

ในปัจจุบันโรงงานทอผ้าขนาด 20,000 ตร.ม. ซึ่งเปิดดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 100 ปี ของตระกูลเซนญ่านี้ ไม่เพียงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่ที่สุดของเมือง แต่ยังเป็นนายจ้างและผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของเมืองนี้ การหล่อหลอมเมืองทางกายภาพและทางวัฒนธรรมภายใต้วิสัยทัศน์ของแอร์เมเนจิลโด ที่เข้าใจถึงความเปราะบางของธุรกิจที่ต้องพึ่งพาช่างฝีมือเป็นหลัก ได้วางรากฐานการบริหารโรงงานด้วยการผสมผสานแนวคิดการเกื้อกูลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงความเฉลียวฉลาดทางธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และสามารถส่งต่อให้กับลูกหลานตระกูลเซนญ่าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ที่มา :

-     www.zegna.com
-        “High-End Tailor Zegna's Marco Polo Moment The Italian menswear maker is riding the wave of Asian affluence”,  Business Week, 14 June 2010
-        Ermenegildo Zegna: An Enduring Passion for Fabrics, Innovation, Quality and Style2010

 

เรื่อง มณฑีณี ยงวิกุล

« Back to Result

  • Published Date: 2011-09-29
  • Resource: www.creativethailand.org