Articles

« Back to Result | List

DUBLIN... Rocky Road to Dublin

ถ้าเปรียบเมืองดับลินเป็นคน ก็คงจะเป็นคนที่เคร่งขรึมพอๆ กับขี้เล่น เย็นชาในบางขณะแต่ก็พร้อมจะมีชีวิตชีวาเสมอ ขณะที่ภาพจำเมืองหลวงเก่าแก่ของสาธารณรัฐไอร์แลนด์แห่งนี้ยังมีเงาแห่งความขมขื่นจากความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนาที่ยาวนาน และเมื่อชีวิตกำลังจะเบ่งบานสู่เส้นทางเศรษฐกิจที่สดใสและความหวังอันเปี่ยมล้นจากการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Design Capital 2014 โชคชะตากลับเล่นตลกส่งบททดสอบเป็นวิกฤตการณ์การเงินมาเยี่ยมเยือน พร้อมๆ กับภาวะน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ 800 ปี และการปะทุอย่างรุนแรงของภูเขาไฟกริมส์วอตน์จนทำให้ภูมิภาคยุโรปต้องปิดน่านฟ้า... แต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ชาวเมืองดับลินตระหนักดีถึงความขรุขระของถนนข้างหน้า สติปัญญาและวิธีคิดจึงถูกกลั่นออกมาเพื่อปูทางสู่อนาคตใหม่อีกครั้ง

img: © Luiyo

หุ้นส่วนเพื่ออนาคต
ก่อนหน้าปี 2008 ไอร์แลนด์อยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดจนได้ชื่อว่าเป็นเสือเศรษฐกิจ (Celtic Tiger) เสถียรภาพทางการเมืองก็มั่นคงเพราะความนิยมที่มีต่อพรรคเฟียนา ฟอยล์ (Fianna Fáil) พรรคการเมืองที่ครองอำนาจการบริหารมายาวนานตั้งแต่ปี 1997 อีกทั้งความพยายามในแผนสันติภาพไอร์แลนด์เหนือก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยการลงประชามติในสนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) ส่วนตัวเมืองดับลินเองก็ฟู่ฟ่าไม่น้อย เมื่อ The International Financial Services Centre (IFSC)เลือกมาตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่พร้อมด้วยการจ้างงานอีกกว่า 25,000 คน  กระทั่งดับลินยังได้รับเลือกให้เป็นเมืองศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก โดยพิจารณาจากจำนวนสำนักงานและสาขาของธุรกิจการเงินการธนาคาร และธนาคารโลก (World Bank) ก็ยังลงความเห็นให้ดับลินเป็น 1 ใน 10 สุดยอดเมืองที่เหมาะแก่การทำธุรกิจ

แต่แล้วอะไรๆ ก็ดูเหมือนจะกลับตาลปัตร เมื่อปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงินเพิ่มมากขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาด้านการคลังจากหนี้สินภาครัฐเพิ่มสูงกว่าร้อยละ 76 ในปี 2009 และพุ่งทะยานสู่ร้อยละ 90 ในปี 2010 ทำให้ไอร์แลนด์ต้องเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ จนต้องยอมรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและสหภาพยุโรปกว่า 85 พันล้านยูโร จากเทศกาลรื่นเริงบนท้องถนนจึงแปรสภาพเปลี่ยนเป็นคำสบถและการเดินขบวนประท้วงจากประชาชน ในกรุงดับลินก็หนีไม่พ้นภาวะนี้เช่นกัน แต่ชาวเมืองดับลินก็ยังคงใช้จิตวิญญานของพวกเขาเพื่อร่วมกันสร้างถนนกลับบ้านอีกครั้ง เพราะชาว Dubliner นั้น เตรียมตัวเป็นอย่างดีที่จะช่วงชิงความเป็น World Design Capital 2014 จาก 2 เมืองคู่แข่งอย่างบิลเบาว์ และ เคป ทาวน์ และพวกเขายังไม่ยอมที่จะละทิ้งโอกาสนี้เพียงเพราะความล่มสลายทางเศรษฐกิจ


img: © Paul Watson

แอนดรูว์ มอนทาคิวนายกเทศมนตรีกรุงดับลิน กล่าวว่า “เราหวังจะให้การได้รับเลือกเป็น World Design Capital 2014 เป็นเสมือนประกายแห่งความหวังและความสุกสว่างของเมืองอีกครั้ง เราเคยเห็นปฏิกิริยานี้เกิดกับตูรินและโซล ทุกวันนี้เมืองทั้งสองยังมีผลพ่วงด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนตามมาอีกมากมาย”  กระบวนการสร้างเมืองหลวงแห่งการออกแบบนั้นถูกจัดวางแนวคิดอย่างเหมาะสม ด้วยแคมเปญ PIVOT Dublin ซึ่งถูกวางอยู่บน 4 องค์ประกอบคือ Connecting Cities ที่นำเสนอประเด็นการเชื่อมต่อเมืองทั้งในด้านกายภาพผ่านการบูรณะพื้นที่สาธารณะและบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการสร้างการเชื่อมต่อทางจิตใจที่ใช้กิจกรรมเป็นตัวนำการรวมตัวของชาวเมือง, Making Cities Lighter เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและนิเวศวิทยาของเมือง โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีการจัดการน้ำที่ชาญฉลาด Making Cities Flow คือการมุ่งกระตุ้นภาคธุรกิจออกแบบให้ลื่นไหลและเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของเมือง ทั้งการลงทุนจากทั่วโลก การผลักดันการจ้างงาน การคิดค้นงานวิจัย การส่งเสริมงานฝีมือแบบไอริชแท้ๆ ให้กลับสู่วงจรตลาด ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อกับปีหัตถกรรมไอร์แลนด์ 2011 และองค์ประกอบสุดท้ายคือ Making Cities Smileที่พูดถึงการสร้างความสุขให้แก่เมือง เพื่อให้เมืองเป็นทางเลือกสำหรับอนาคตของคนรุ่นใหม่จากทั่วโลกผ่านโครงการออกแบบและพัฒนารูปแบบที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วทั้งเมือง โดยเป็นการพัฒนาที่อยู่บนแนวคิดที่รวบรวบองค์ความรู้จากสถาปนิก นักวางผังเมือง นักกฎหมาย นักประชากรศาสตร์ นักออกแบบ และผู้ด้อยโอกาส  เพื่อสร้างความสุขสูงสุดให้แก่ผู้อยู่อาศัย

 Moving People and Their Minds
ไม่มีการปฏิวัติใด ไม่มีความสูญเสีย เมื่อดับลินตั้งเป้าขยับขยายเมืองใหม่เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีในการสร้างความทันสมัยทางกายภาพ จึงมาพร้อมกับการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

·        โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ Ballymun เป็นโครงการที่ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 1960 ก่อนจะเริ่มสร้างในอีก 30 ปีต่อมา โครงการมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยในใจกลางเมืองดับลิน  การวางผังเมืองอาศัยแนวแฟลต 3,000 หลังเป็นแนวกระดูกสันหลังก่อนจะเข้าสู่เขตบ้าน 2,000 หลัง โดยมีเป้าหมายจะสร้างที่อยู่อาศัยให้ได้ 17,000 หน่วย ผู้คนจำนวนมากจะเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัยเพราะระบบโลจิกติกส์ที่ดีเยี่ยม ซึ่งวางไว้สำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต นอกจากนี้ สำหรับ 1,500 ครอบครัวที่ย้ายเข้ามาอยู่ก่อนโดยความสมัครใจ  ทางโครงการยังจัดทำแผนฟื้นฟูครอบครัวในรูปแบบกิจกรรมสันทนาการเพื่อให้ผู้ย้ายมาอยู่ใหม่ไม่เกิดอาการแปลกที่และรู้สึกถูกตัดขาดจากชุมชนเดิม  โดยจะเป็นกิจกรรมด้านกีฬาและศิทลปะ อาทิ โครงการ Afterschoolซึ่งเป็นโครงการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนร่วมกันของชุมชน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนและรู้สึกอบอุ่นใจในการใช้ชีวิตอยู่ใน Ballymun   

·        ส่วนในเขตตะวันออกของเมืองนั้น โครงการ Docklands เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาพื้นที่เมืองร้างริมแม่น้ำ Docklandsซึ่งจะรองรับกับการจัดตั้งศูนย์บริการทางการเงิน (IFSC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่สำนักงาน ศูนย์ประชุมนานาชาติดับลิน โครงการที่อยู่อาศัย 11,000 ยูนิต (ในจำนวนนี้ ร้อยละ 20 เป็นที่อยู่อาศัยราคาประหยัด)  รวมถึงการปรับทัศนียภาพของริมผั่งแม่น้ำ การเปิดพื้นที่ใช้สอยบริเวณท่าเรือ และการฟื้นฟูชุมชนริมแม่น้ำขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ให้แก่คนและแม่น้ำ

แคมเปญ PIVOT Dublin ไม่เพียงแต่เป็นการระดมทรัพยากรจากภาคบริหารของเมือง แต่ยังโอบล้อมเอาความสนใจมาจากกลุ่มนักออกแบบ นักกีฬา นักพัฒนาที่ดิน เจ้าของร้านค้า มารวมกันเป็นเครือข่ายในการสร้างความหวังใหม่ๆ ให้แก่เมือง เช่น โครงการ Dublinbikes ซึ่งเป็นระบบเช่าจักรยาน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 50,000 คนและใช้จักรยานกว่า 1.5 ล้านเที่ยว หรือการจัดเทศกาลวันเซนต์แพคทริกให้ยิ่งใหญ่เพื่อเป็นเฟสติวัลระดับโลก ดำเนินงานโดยคณะกรรมการจัดงานชุดใหม่ที่ได้ถูกปฏิวัติให้มีตัวแทนของกลุ่มนักออกแบบ สถาปนิก เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดงานแทนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะที่ในด้านการพัฒนากายภาพของเมือง เทศบาลเมืองดับลินหันไปจับมืออย่างแน่นแฟ้นกับ IBM เพื่อจัดทำระบบการวางแผนอัจฉริยะของบริการสาธารณะทั้งหมด ตั้งแต่ระบบที่อยู่อาศัย การขนส่งและการจราจร ระบบน้ำเสีย และความปลอดภัย โดยการตั้งศูนย์ทดสอบเทคโนโลยีของ IBMขึ้นในปี 2010 โดยมีบุคลากรที่มีทักษะสูงในหลากหลายสาขาที่จะสร้างระบบเชื่อมต่อและจัดการบริหารเมืองให้เป็น Smart City และมีการประมวลผลและเรียกใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ภายใต้โครงการนี้ ผู้เชี่ยวชาญของ IBMจะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศบาล สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เพื่อการวิจัยและพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของเมือง

Turn Design Inside Out
การรวมตัวของกลุ่ม Design 21C ที่เกิดขึ้นจากความต้องการเห็นเมืองเติบโตอยู่บนรากฐานการร่วมคิดเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นจากคนในเมือง พวกเขาจัดทำโครงการ Love the City เป็นครั้งแรกในปี 2009 โดยมุ่งหวังใช้กระบวนการคิดและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเมือง ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปซึ่งกินเวลา 12 สัปดาห์ โดยจะใช้เมืองเป็นห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตเพื่อทดสอบข้อสมมติฐานและหาบทสรุป ภายใต้โครงการดังกล่าว มีอาสาสมัครจากเทศบาล เจ้าของกิจการ นักศึกษา นักออกแบบ มาร่วมคิดและแก้ปัญหามากมายกว่า 500 คน จาก 300 ชุมชน มีการเสนอไอเดียต่างๆ มากกว่า 1,700 ไอเดีย และ 18 ไอเดียนั้นถูกนำมาพัฒนาเป็นแนวความคิด และพัฒนาเป็น 5 โครงการเพื่อนำเสนอภาครัฐ นอกจากนี้ ในแง่ธุรกิจก็มีการจับมือกันตั้งธุรกิจใหม่ในเวลาต่อมาด้วย ซึ่งผลตอบรับดีเกินความคาดหมายนี้ ทำให้กลุ่ม Design 21Cตั้งใจจะผลักดันกิจกรรมนี้ในปีต่อๆ ไป

ที่มา : www.design21c.com

เมล็ดพันธุ์ใหม่แห่งดับลิน
ดับลินเปลี่ยนความเจ็บปวดของผู้อพยพชาวไอริชที่ลี้ภัยไปยังดินแดนอื่นตลอดศตวรรษที่ 20 ให้กลายเป็นพลังแห่งการพลิกฟื้นประเทศ มีประชากรเชื้อสายไอริชกว่า 80 ล้านคนทั่วโลกซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นตระกูลเคนเนดี้ และต้นตระกูลฝั่งแม่ของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทุกวันนี้ ดับลินเป็นบ้านของผู้คน 188 สัญชาติทั่วโลก ในปี 2006 ร้อยละ15 ของประชากรในเมืองไม่ใช่คนไอริช ทำให้มีการขยายตัวของชุมชนใหม่ๆ ทั้งชุมชนชาวเอเชีย แอฟริกา โปแลนด์  ลิทัวเนีย และสโลวาเกีย  นอกจากนี้ ศิลปินและนักสร้างสรรค์เชื้อสายไอริชก็ยังมีผลงานโดดเด่นเป็นที่จับตามองในต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้านวรรณกรรม แอนิเมชั่น ซึ่งริชาร์ด เบนแฮม เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์ปี 2010 ในสาขาVisual Effects จากภาพยนตร์เรื่อง Avatar รวมถึงรางวัลสำหรับคอสตูมดีไซเนอร์ของ อูนา บรู๊ก ที่ทำงานให้เลดี้ กาก้า ส่วนในด้านโครงการสร้างประชากรของเมืองดับลินก็ประสบความสำเร็จด้วยอัตราการเกิดสูงสุดในประเทศ และไอร์แลนด์ก็เป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดสูงสุดในยุโรปเช่นกัน ซึ่งทำให้เชื่อมั่นได้ว่าในอนาคตกำลังแรงงานชาวไอริชจะมากพอสำหรับภาคการผลิตของประเทศ

    
img: © Paul Watson

ด้วยความกระตือรือร้นที่จะผลักดันเมืองให้อยู่ในสปอตไลต์ของเวทีโลก ดับลินเปิดกว้างสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยอัตราภาษีในการดำเนินงานร้อยละ 12.5 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในยุโรป (เมืองอื่นๆ อยู่ในอัตราประมาณร้อยละ 20-30)  ล่าสุด Twitter  ยังเตรียมเข้ามาเปิดสำนักงานแห่งใหม่ในดับลิน ตามหลังบริษัทใหญ่ด้านไอทีและกลุ่มนิวมีเดีย อย่าง DELL, Facebook, Google, Intel, Microsoft, IBM, Paypal และ eBay พร้อมกันนี้ ดับลินยังเป็นที่ตั้งของ 15 บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นนำของโลก และ 9 ใน 10 ของบริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ในดับลินเช่นกัน

ดับลินเป็นเมืองที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรื่องราวความเป็นไปของเมืองนั้นมีสูงมีต่ำ มีขึ้นมีลงเหมือนทิวทัศน์ภูเขาสูงชันและหาดทรายราบเรียบ แต่ประวัติศาสตร์และอุปนิสัยแบบชาวไอริช ได้ทิ้งมรดกในการก่อร่างสร้างตัวตนให้โดดเด่นท่ามกลางประชาคมโลกไว้มากมาย ทั้งที่สัมผัสได้จากกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียน (Georgian architecture) บทสนทนาอันเผ็ดร้อนกับเบียร์ Guinnessในผับไอริช รวมไปถึงผลงานวรรณกรรมที่ตัวเอกมักมีภูมิหลังอันเจ็บปวด...และถ้าเมืองดับลินเป็นตัวเอกในวรรณกรรม ก็คงจะเป็นตัวเอกที่คนอ่านพร้อมจะเอาใจช่วยอย่างแท้จริง

Did you know
·        ดับลินเป็นเมืองที่มีระบบการศึกษาและงานวิจัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป สถาบันการศึกษาในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในดับลิน เป็นพันธมิตรทางวิชาการกับองค์กรระหว่างประเทศทั่วโลก อาทิ  วิทยาลัยเก่าแก่อย่าง Trinity College Dublin, Dublin City University, สถาบันเทคโนโลยีดับลิน, สถาบันศิลปะการออกแบบและเทคโนโลยี, National University of Maynooth, The National College of Art & Design เป็นต้น 

·        ดับลินมีองค์กรและสถาบันที่ทำงานด้านการออกแบบและส่งเสริมกลุ่มธุรกิจออกแบบกว่า 15 หน่วยงาน เช่น Crafts Council of Ireland, Creative Dublin Alliance, Design Business Ireland, Dublin Civic Trust, Engineers Ireland, Interiors Association, The Irish Architecture Foundation, Institute Creative Advertising and Design, Institute of Designers in Ireland,  Irish Furniture Designers Network, Illustrator’s Guild of Ireland เป็นต้น

·        ในปี 2010 ดับลินได้รับเลือกเป็นเมืองแห่งวรรณกรรม (City of Literature) ของยูเนสโก อันเนื่องมาจากผลงานวรรณกรรมมากมาย ปริมาณและคุณภาพของห้องสมุด แหล่งพบปะและกิจกรรมเสวนาสำหรับเหล่านักเขียนที่มีอยู่ทั่วมุมเมือง โดยนักประพันธ์ชาวดับลินนั้นได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมถึง 4  ครั้ง และยังผลิตนักเขียนอย่าง ออสการ์ ไวลด์, เบรนแดน บีฮัน อีกด้วย 

·        Anne Enrightเจ้าของรางวัลบุ๊คเกอร์ นักเขียนที่มีผลงานทั้งใน The New Yorker และ The Guardian เคยกล่าวถึงทัศนคติของชาว Dubliner ว่า “ในเมืองอื่นคนฉลาดออกไปหาเงินและใช้เงินของเขา  แต่ในดับลิน... คนฉลาดกลับมาที่บ้านและเขียนหนังสือของพวกเขา”

ที่มา :

www.pivotdublin.com
www.dublincity.ie
www.dublincityofliterature.ie
www.setindexnews.com

เรื่อง: ศิริอร หริ่มปราณี

« Back to Result

  • Published Date: 2011-11-17
  • Resource: www.creativethailand.org