Articles

« Back to Result | List

ISTANBUL: Future of the past

 


photo: flikcr by kygp

หลาย คนอาจจะรู้จัก “อิสตันบูล” ในฐานะนครสองทวีป ดินแดนที่วัฒนธรรมตะวันตกพบกับตะวันออก ที่ที่อารยธรรมเก่าแก่และกระแสสมัยใหม่มาเจอกัน ณ ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรไบแซนไทน์ ที่เคยถูกเรียกขานในอดีตว่า กรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งไม่ว่าคุณจะรู้จักเมืองนี้อย่างไร แต่ที่สุดแล้วเมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ ก็เพิ่งถูกประกาศโดยสหภาพยุโรปในปีที่ผ่านมา ให้เป็น “เมืองหลวงทางวัฒนธรรมแห่งยุโรป” (The European Capital of Culture) เพื่อเป็นข้อพิสูจน์สำคัญถึงการเป็นตัวแทนแห่งความเป็นมาและอนาคต ที่จะเป็นไปของผืนแผ่นดินใหญ่อย่างยุโรปในวันนี้

เอกลักษณ์บนความแตกต่าง
หากลองย้อนทบทวนไปในประวัติศาสตร์ จะพบว่า อิสตันบูลเคยถูกปกครองจากจักรวรรดิโรมันเพื่อให้เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ทางดินแดนตะวันออก ต่อมาเมื่อจักรวรรดิไบแซนไทน์เรืองอำนาจ ที่นี่ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางแห่งคริสตจักรนิกายกรีกออร์โธด็อกซ์ และเมื่อถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมันในเวลาต่อมา ความรุ่งเรืองของศาสนาอิสลามก็เข้าครอบคลุมเมืองนี้ทดแทน ร่องรอยทางวัฒนธรรมอันแตกต่างและหลากหลายที่เข้ามาผสมกลมกลืนกันบนดินแดนแห่งนี้ ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่สร้างเสน่ห์ให้กับเมืองอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอดีตซึ่งยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี แม้กาลเวลาจะผ่านพ้นมานับพันปีแล้วก็ตาม

          หน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนในอิสตันบูลต่างเห็นพ้องต้องกันว่า มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าและสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างมหาศาล ผู้บริหารมหานครอิสตันบูล กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งตุรกี รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล จึงนำเอาหลักการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาเมืองในอนาคต จนทำให้อิสตันบูลมักจะติดอยู่ในลำดับต้นๆ ของเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกเสมอ และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่การได้รับตำแหน่งเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปของอิสตันบูลในครั้งนี้ อาจไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวเมืองนี้มากนัก เพราะต่างก็เชื่อมั่นและภูมิใจอยู่แล้วว่าอิสตันบูลคือเมืองหลวงของวัฒนธรรมที่แตกต่างมาเนิ่นนานแล้ว


photo: flikcr by David Spender

เมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรป
ในแต่ละปีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านวัฒนธรรมแห่งสหภาพยุโรปจะทำการคัดเลือกเมืองที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ อาทิ เมืองนั้นต้องแสดงถึงศักยภาพทางวัฒนธรรมของยุโรป สามารถเชื่อมโยงความเป็นพลเมืองยุโรปเข้าไว้ด้วยกัน มีการสนับสนุนงบประมาณและกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนจากภาครัฐ ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสดีที่ทำให้เมืองต่างๆ ปรับวิถีการพัฒนาบุคลิกของเมือง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ทางวัฒนธรรมแก่ยุโรปและประชาคมโลกต่อไป และการที่สหภาพยุโรปยกให้อิสตันบูลเป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมแห่งยุโรปในปีที่ผ่านมานั้น ก็นับว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อตุรกี แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนดินแดนซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภาคพื้นเอเชีย และยุโรป และหากจะพิจารณากันในเชิงกายภาพจริงๆ แล้วก็จะพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของตุรกีนั้นอยู่ในทวีปเอเชียมากกว่ายุโรปด้วยซ้ำ จะมีเพียงเมืองไม่กี่เมืองเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออิสตันบูลที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินยุโรป แต่ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลตุรกี และการมองถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ตุรกีจึงพยายามอย่างมากที่จะพัฒนาประเทศทุกทางในแนวทางของประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตนตามหลักเกณฑ์โคเปนเฮเกน เพื่อให้ตัวเองมีความพร้อมที่สุดในการได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรปนั่นเอง
          ตุรกี ได้ใช้ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อมานานหลายทศวรรษ แม้จะถูกปฏิเสธมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลที่คณะกรรมาธิการยุโรปมักจะใช้ในการกีดกันตุรกี เช่น ปัญหาการรับรองสาธารณรัฐไซปรัสที่ยังคงยืดเยื้อ ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในคนกลุ่มน้อย ความแตกต่างทางศาสนา หรือปัญหาความยากจนในบางพื้นที่ที่สร้างความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างด้านเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มยุโรป แต่พวกเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง ความฝันนี้จะต้องเป็นจริง โดยเฉพาะการที่ตุรกีมีขนาดใหญ่และมีประชากรจำนวนมากที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อจำนวนที่นั่งในรัฐสภายุโรปของตุรกีที่จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย หากตุรกีได้รับการยอมรับให้เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรป 

โมเดิร์นอิสตันบูล
อิสตันบูลไม่เคยปฏิเสธการพัฒนาจากโลกสมัยใหม่หนึ่งในนั้นคงต้องยกความดีให้กับ มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ประธานาธิบดีคนแรกของตุรกี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาของประเทศ ผู้วางรากฐานรัฐสมัยใหม่ให้กับตุรกีที่ไม่ยึดติดกับศาสนามากจนเกินไป และมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้คนที่ได้ไปเยี่ยมเยือนอิสตันบูลต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อิสตันบูลได้เปลี่ยนจากภาพที่เคยดูเงียบขรึม เต็มไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม มาเป็นเจ้าของภาพลักษณ์ของประเทศที่มีความสดใส น่าสนใจ ทันสมัย ไม่แพ้เมืองใดๆ ในกลุ่มประเทศทางตะวันตก ทั้งยังมีความโดดเด่นในการมอบรู้สึกเป็นมิตรแบบเอเชียที่หาได้ยากในประเทศยุโรปอื่นๆ


photo: flikcr by louisahennessysuɹoɥƃuıʞıʌ

          ความเจริญตามแบบเมืองสมัยใหม่ของยุโรปเกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในอิสตันบูล แต่ก็ยังคงมีการจัดวางผังเมืองและแบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ไว้อย่างชัดเจนระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์และย่านธุรกิจใหม่ ซึ่งนอกจากจะทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองที่มีความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมแล้ว ก็ยังกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของตุรกีอีกด้วย และแม้จะต้องพบกับปัญหาสภาพการจราจรติดขัดเช่นเดียวกับเมืองที่กำลังพัฒนาทั่วโลก แต่มหานครอิสตันบูลก็ได้แก้ปัญหาตามคำแนะนำขององค์การยูเนสโก ด้วยการบรรจุแผนการจัดการจราจรเข้าไปในแผนการจัดการทางวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการทำงานและวางแผนที่สอดคล้องกัน และไม่ส่งผลกระทบไปยังสิ่งก่อสร้างทางวัฒนธรรมอันเป็นมรดกโลก
          นอกจากนี้ มหานครอิสตันบูลยังได้วางแผนกลยุทธ์การพัฒนาเมืองโดยยึดถือหลักสำคัญ 3 เรื่องคือ การยกระดับคุณภาพชีวิต การรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม และความยั่งยืนของสภาพแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาชุมชนเมือง การจัดระเบียบสังคม การจัดการด้านระบบคมนาคมขนส่ง การจัดการระบบช่วยเหลือทางสังคม การจัดการระบบบริการสุขภาพ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการด้านวัฒนธรรม และการจัดการกับเหตุภัยพิบัติ ซึ่งการวางแผนพัฒนาด้านต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันให้วัตถุทางวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างมากมายนั้นมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น และเมื่อคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างการจัดการที่ดี สังคมโดยรวมก็จะดีขึ้น และทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบที่ควรจะเป็น


photo: flikcr by pozitifomer pro

Did you know?

- ในปี 1999 ภูมิภาคมาร์มาร่าเผชิญหน้ากับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถึง 7.4 ริกเตอร์ ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณชายขอบของเมืองอิสตันบูล และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้นราว 2 หมื่นคน แม้ว่าจะผ่านไปแล้วกว่าสิบปี แต่ภัยคุกคามทางธรรมชาตินี้ยังคงสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวอิสตันบูลเสมอมา เนื่องจากอิสตันบูลมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หรือกว้าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งหากเกิดเหตุภัยพิบัติรุนแรง โอกาสในความสูญเสียย่อมมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ
- นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว อิสตันบูลยังมีโอกาสที่จะพบกับน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มอีกด้วย ทำให้หน่วยงานภาครัฐและมหานครอิสตันบูลเองได้ออกมาตรการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะลดความเสียหาย อาทิ การวางแผนการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ การออกแบบระบบการติดต่อสื่อสารเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ รวมถึงกำหนดพื้นที่ความเสี่ยงภัยพิบัติต่อสาธารณชน เป็นต้น
- เพื่อให้มีหน่วยงานกลางในการให้ความรู้ด้านภัยพิบัติแก่ประชาชน มหานครอิสตันบูลได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ริเริ่มจัดการประกวดออกแบบสถาปัตยกรรม ศูนย์การเรียนรู้ และป้องกันภัยพิบัติครบวงจร ในลักษณะ Edutainment Center ชิงเงินรางวัลกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งได้ปิดการรับส่งผลงานไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีผู้เสนอแบบเข้าประกวดกว่า 287 โครงการจาก 59 ประเทศทั่วโลก และจะมีการประกาศผลผู้ชนะเลิศเร็วๆ นี้ ซึ่งโครงการที่ชนะการประกวดนี้จะถูกนำไปสร้างจริงที่ในย่าน Bakirkoy เมืองอิสตันบูล บนพื้นที่กว่า 27,000 ตารางเมตร

มิติใหม่ทางวัฒนธรรม
แม้ว่าประชากรมากกว่าร้อยละ 90 ของอิสตันบูลจะนับถือศาสนาอิสลาม แต่คนเมืองนี้ก็ไม่ใช่กลุ่มเคร่งศาสนาเท่าใดนัก เนื่องจากแนวคิดด้านการปกครองที่เป็นแบบลัทธิเซคคิวลาร์ (Secularism) ซึ่งเป็นการแยกกิจกรรมทางศาสนาออกจากการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นเราจึงได้เห็นผู้คนตามท้องถนนแต่งตัวทันสมัย และผู้หญิงส่วนน้อยที่จะสวมผ้าฮิญาบคลุมศีรษะ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีนัยยะต่อการเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องอายุเฉลี่ยของประชากรในตุรกีที่อยู่ประมาณ 29 ปี และจะเด็กลงเหลือเพียง 16 ปีในอิสตันบูล ซึ่งสะท้อนถึงการเข้ามาของคนรุ่นใหม่ที่นำพาวิถีชีวิตแบบใหม่มาสู่มหานครที่ เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่และทรงคุณค่าแห่งนี้ ขณะที่วัฒนธรรมดั้งเดิมของอิสตันบูลก็กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จากรากทางอารยธรรมที่มีมากกว่า ซึ่งพร้อมจะโจนทะยานไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม อย่างเช่นการเปิดพื้นที่ใหม่ๆ ของเมือง อาทิ Modern Istanbul พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยแห่งแรกในอิสตันบูล หรือ Santral Istanbul สถานที่จัดแสดงงานทางศิลปะ วัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ เป็นต้น สถานที่เหล่านี้มีส่วนทำให้คนรุ่นใหม่มีพื้นที่ในการแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมในยุคของพวกเขา ทำให้มิติทางวัฒนธรรมขยายตัวมากยิ่งขึ้น และไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ตามแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่ทั้งศิลปะร่วมสมัย ดนตรี ศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ และการออกแบบ

  
photo: flikcr by Mrmya

         นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมสมัยใหม่ของอิสตันบูล อย่างเช่น IKSV – Istanbul Foundation for Culture and Arts หรือมูลนิธิอิสตันบูลเพื่อวัฒนธรรมและศิลปะ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มนักธุรกิจและผู้ที่สนใจงานศิลปะเพื่อจัด กิจกรรมระดับนานาชาติ โดยให้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดทั้งปี รวมถึงงานใหญ่อย่าง Istanbul Biennial ซึ่งเป็นงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยโดยศิลปินของตุรกีและระดับนานาชาติ ที่มีการคัดเลือกและจัดแสดงทุก 2 ปี และถือเป็นงานที่ได้รับความสนใจมากจากคนในแวดวงศิลปะอีกงานหนึ่ง และในปีหน้า IKSV จะขยายขอบเขตเพื่อจัดงาน Istanbul Design Biennial 2012 ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นให้วงการออกแบบของอิสตันบูลคึกคักมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากงาน Istanbul Design Week ที่จัดเป็นประจำอยู่แล้วทุกปี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการตอกย้ำอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง เต็มตัวที่อิสตันบูล

เรื่อง: เลอชาติ ธรรมธีรเสถียร

ที่มา:
ibb.gov.tr/
www.iksv.org
news.thaieurope.net

www.thyssenkrupp-elevator-architecture.com

« Back to Result

  • Published Date: 2011-12-13
  • Resource: www.creativethailand.org