Articles

« Back to Result | List

นครแห่งศรัทธา...วาติกัน

 


วาติกัน เมืองหลวงแห่งศาสนจักรและที่ประทับของพระสันตะปาปา ประมุขสูงสุดแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ดินแดนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองจากการยึดอำนาจในยุคกลางจนถึงการอยู่ท่ามกลางมรสุมแห่งความเคลือบแคลงในยุคปัจจุบัน แต่นครรัฐอิสระแห่งนี้ก็ยังคงยืนหยัดเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาของชาวคาทอลิก ทั้งยังโอบอุ้มความเป็นแหล่งศิลปวิทยาการที่ไม่เหมือนแห่งใดในโลก

กว่า 60 ปีที่กรุงวาติกันหรือนครรัฐวาติกันถูกปิดตาย และพระสันตะปาปาหลายรุ่นต้องประทับอยู่หลังกำแพงวาติกันในกรุงโรม ประเทศอิตาลี จากที่เคยเป็นผู้ปกครองคาบสมุทรแห่งเดียวกันนี้มากว่าหนึ่งพันปี ภายใต้ชื่อว่า “ปาปา สเตท”


© cmgramse

ความยิ่งใหญ่ของคริสต์ศาสนจักรที่แผ่ขยายครอบคลุมอาณาจักรต่างๆ ในยุโรป ทำให้กลุ่มอำนาจรัฐพยายามต่อต้านและลิดรอนอำนาจแห่งศรัทธาลงด้วยการยึดพื้นที่คืน จนกระทั่งกลางคริสต์ศตวรรษที่19ศาสนจักรในอาณัติของพระสันตะปาปาส่วนใหญ่ได้ถูกยึดครองโดยราชอาณาจักรอิตาลี และในปี 1870 ก็ถูกจำกัดเขตให้เหลือเพียงส่วนหนึ่งของกรุงโรม ที่นำไปสู่การประกาศตัดขาดจากโลกภายนอกของพระสันตะปาปาปิอุสที่ 4 ซึ่งเป็นประมุขในขณะนั้น จวบจนมาสู่ยุคสมัยของผู้นำเบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ผู้นำเผด็จการแห่งพรรคฟาสซิสท์ ที่ได้สถาปนาวาติกันขึ้นเป็นรัฐเอกราชมีอำนาจอธิปไตยของตนเองภายใต้สนธิสัญญาลาเตรัน ปี 1929 พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้สันตะปาปากลับมาปฏิบัติภารกิจในฐานะประมุขของชาวคาทอลิกทั่วโลก

การกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกอีกครั้งของกรุงวาติกัน นอกจากการที่สำนักวาติกันจะต้องบริหารจัดการกับจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 5 ล้านคนต่อปีที่พากันเดินทางมาเข้าแถวรอชมความงามของงานศิลปะล้ำค่าแห่งยุคเรอเนสซองซ์ของไมเคิล แองเจลโล หรือราฟาเอล และศิลปินคนอื่นๆ ที่แสดงถึงศักดาแห่งความศรัทธา ผ่านผลงานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วาติกัน มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์รวมถึงหอสมุดอันเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 (The Apostolic Library of the Vatican)แล้ว วาติกันก็ยังต้องบริหารงานด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการสถานะทางการเงินและภาพลักษณ์แห่งความน่าเลื่อมใสเพื่อการดำรงอยู่ของรัฐอิสระที่มีพื้นที่เพียง 250 ไร่แห่งนี้


© Owen Franken/Corbis

ในด้านความเป็นอยู่และปัจจัยในการขับเคลื่อนเมืองหลวงแห่งความศรัทธานี้ ประกอบไปด้วยพลเมืองจำนวนกว่า 800 คน ที่ภายในเมืองมีสาธารณูปโภคครบครัน ตั้งแต่ระบบธนาคาร ธนบัตรวาติกัน-ลีร์ที่สามารถใช้จ่ายได้ในประเทศอิตาลี มีร้านค้าปลอดภาษี รถไฟ ไปรษณีย์ และระบบการรักษาความปลอดภัยที่วาติกันเลือกสรรมาเองจากกองกำลังของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในนามของ “สวิสการ์ด”จำนวน 100 นายที่ยังคงแต่งชุดเครื่องแบบโบราณซึ่งออกแบบโดยไมเคิล แองเจโล รวมถึงยังมีการบริหารจัดการองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์ และสำนักพิมพ์ที่ชื่อThe Vatican Polyglot Press อันเป็นสถานที่จัดพิมพ์ผลงานสิ่งพิมพ์ภาษาต่างๆ รวมทั้งออกหนังสือพิมพ์รายวัน L'Osservatore Romano ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 1861 นอกจากนี้ วาติกันยังได้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงถ่ายทอดเสียงภาษาต่างๆ มากกว่า 30 ภาษา มาตั้งแต่ปี 1931 โดยในปัจจุบันวาติกันมีสถานีวิทยุกระจายเสียง 3 สถานี สถานีโทรทัศน์ 1 สถานีตลอดจนเว็บไซต์สำหรับการเผยแพรศาสนาและภารกิจของศาสนจักรวาติกัน

อย่างไรก็ดี ในการลงทุนเกี่ยวกับสื่อและการเดินทางเยี่ยมเยือนประชาชนเพื่อเผยแพร่พระศาสนาของพระสันตะปาปาและคณะ รวมทั้งการใช้จ่ายเพื่อดูแลสาธารณสมบัติล้วนเป็นที่มาของค่าใช้จ่ายมหาศาล เนื่องจากไม่สามารถนำมาใช้ในการหารายได้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ ด้วยเป็นกิจของสงฆ์ วาติกันจึงประสบปัญหาทางการเงินไม่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ แม้ว่านครรัฐแห่งนี้จะถูกมองว่าร่ำรวยจากการเป็นเจ้าของผลงานศิลปะอันประเมินค่ามิได้ และการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในสังฆมณฑลต่างๆ อีกทั้งยังมีแหล่งรายได้สำคัญมาจาก 3 ส่วน คือ ค่าเข้าชมสถานที่จากการท่องเที่ยว รายได้จากการขายแสตมป์ และเงินบริจาค[1] ก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับรายจ่ายแล้ว งบประมาณในช่วงเข้าสู่ทศวรรษ 80 ของวาติกันก็ยังนับว่าห่างไกลจากคำว่า “สมดุล” อยู่มากนัก นอกจากนี้ การเข้าไปพัวพันกับการล้มละลายของธนาคารบังโก เอมโบรเซีย ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ด้านการเงินของวาติกันดูมีเงื่อนงำที่ส่อเค้าไปในทางไม่ดี ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ความเข้าใจเกี่ยวกับฐานะที่แท้จริงของวาติกัน ในปี 1981 ยุคสมัยของพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 จึงได้มีการตีพิมพ์รายงานทางการเงินประจำปีเพื่อชี้แจงให้โลกรับรู้ว่า วาติกันนั้นมีสถานะเช่นไร


[1]เงินบริจาคมาจากการรวบรวมถุงทานPeter’s Pence ซึ่งพระสันตะปาปานำเงินจำนวนนี้ไปใช้สำหรับช่วยในงานการกุศลเมตตาและงานฉุกเฉิน และการบริจาคอุทิศที่สังฆมณฑลรอบโลกหามาเพื่อสนับสนุนงานของวาติกัน

แต่ทว่าการดำเนินงานของธนาคารวาติกันที่ยังคงอยู่เบื้องหลังเงาแห่งความลับ รวมถึงการเกิดเหตุการณ์สืบสวนผู้บริหารของธนาคารวาติกันโดยรัฐบาลอิตาลี ก็ยังทำให้นครแห่งนี้มักถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสไม่แตกต่างจากสถาบันการเงินอื่นๆ ในโลก ดังเช่นที่หนังสือของ ดร.มองซินญอร์ ราฟาเอล โรดิเกวซ กิลเลน ที่ชื่อว่า TheVatican’s Finances ได้เอ่ยถึงในคำนำว่า “วาติกันนั้นห่างไกลจากคำว่าเปิดเผยอย่างซื่อสัตย์ หรือเปิดให้มีการตรวจสอบบัญชีการเงินที่เราจะรับรู้ได้จากเรื่องอื้อฉาว ทั้งการใช้อำนาจในทางที่ผิดและการฟอกเงิน”

ทางวาติกันได้มีแถลงการณ์หลายฉบับเพื่อชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ความแคลงใจเป็นสิ่งที่ขจัดได้ยากจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ ดังนั้นเพื่อให้วาติกันยังคงอยู่บนฐานแห่งความบริสุทธิ์สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขแห่งพระศาสนจักรคาทอลิก จึงทรงลงพระนามในสมณกฤษฎีกาจัดตั้ง “สำนักงานข้อมูลทางการเงิน”องค์กรอิสระที่จะมาตรวจสอบและควบคุมการทำธุรกรรมทางการเงินของทุกหน่วยงานในสันตะสำนัก รวมไปถึงตรวจสอบธนาคารวาติกันและการกำหนดบทลงโทษผู้ที่ประพฤติผิดและทุจริตฉ้อโกง โดยโทษหนักที่สุดคือการจำคุก ซึ่งมาตรการใหม่นี้เป็นความหวังครั้งสำคัญที่จะช่วยกำจัดปัญหาคอร์รัปชั่น การฟอกเงิน และการนำเงินไปใช้ในทางทุจริตของธนาคารวาติกันและสันตะสำนัก โดยกฏหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2011

งานหนักสำหรับโลกยุคใหม่                                                                    
ในการก้าวไปพร้อมกับยุคสมัยใหม่ วาติกันไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ส่งผลต่อวาติกันโดยตรงอย่างเช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและวิกฤติการเงินที่ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวและเงินบริจาค ทั้งยังทำให้บัญชีของวาติกันขาดดุลถึง 3 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2007 -2009  และแม้ว่าในปี 2010 นี้ บัญชีของวาติกันจะเริ่มกลับมามีสถานะเป็นบวกถึง 21 ล้านยูโร (หรือประมาณ 1,050 ล้านบาท) ด้วยรายรับจำนวน 255.8 ล้านยูโร (ราว 12,790 ล้านบาท) และรายจ่ายจำนวน 234.8 ล้านยูโร (ราว 11,740 ล้านบาท) เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากวิกฤติการเงินได้บรรเทาลงก็ตาม แต่วาติกันก็ไม่สามารถเพิกเฉยและรอวันให้เกิดวิกฤติรอบใหม่ได้ ทางสำนักจึงได้พยายามจะแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการออกแถลงการณ์ล่าสุดในการเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบเศรษฐกิจการเงินโลกใหม่ และประณามการแสวงหากำไร กระทั่งเกิดเป็นกระแสที่ว่า นครวาติกันแห่งนี้กำลังยืนอยู่ข้างฝ่ายพวกต่อต้านลัทธิทุนนิยม จนทางสำนักต้องมีการยืนยันถึงเจตนารมณ์และความเป็นกลางในการเสนอทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอมากกว่าการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันให้วาติกันต้องปรับตัวและยืดหยุ่นไปกับสถานการณ์มากขึ้น อย่างเช่น การพลิกสถานการณ์จากการเปิดตัวของแอพพลิเคชั่นสารภาพบาปอันโด่งดัง ด้วยการแถลงการณ์ตอกย้ำความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่ว่า แอพพลิเคชั่นดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ทว่าการสารภาพที่จะได้ผลอย่างแท้จริงนั้นต้องเป็นการสารภาพแบบเผชิญหน้าเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย การข้องเกี่ยวกับความเป็นไปต่างๆ ของโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อและศรัทธา ซึ่งทำให้วาติกันต้องยอมผ่อนคลายกฎเหล็กและความเร้นลับบางประการเพื่อการเข้าถึง และทำให้วาติกันอยู่ในสายตาของชาวโลกอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าวาติกันก็ยังต้องคงกลิ่นอายแห่งความลี้ลับและจิตวิญญาณแห่งพระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้นครแห่งนี้ยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่สำหรับชาวคาทอลิกนับพันล้านคน และเพื่อที่จะทำหน้าที่เป็นเมืองที่น่าค้นหาสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรที่ยังคงยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ในขณะที่โลกออนไลน์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากนครวาติกันก็เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและได้พยายามที่จะเข้าถึงประชาชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดช่องบน YouTube หรือการทำแอพพลิเคชั่นบน Facebook ที่ชื่อ Pope2You ซึ่งก็เป็นที่นิยมมาอย่างต่อเนื่องล่าสุดก็ถึงเวลาที่จะเริ่มให้บริการเว็บไซต์ใหม่ที่จะเป็นแหล่งรวมข่าวสารภาษาอังกฤษและอิตาเลี่ยนแล้ว ซึ่งเว็บwww.news.va นอกจากจะมีข่าวสารที่ครบถ้วนแล้วยังจะมีการเผยแพร่เหตุการณ์สำคัญๆผ่านการสตรีมมิ่ง, มีการเผยแพร่รายการวิทยุ และข้อมูลสำคัญๆ อื่นๆ อีกด้วย

ไขความลับจากอดีตกาล                                                                                  
ความยิ่งใหญ่ของศาสนจักรที่แผ่ขยายเข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมืองระดับโลก ทำให้หอจดหมายลับซึ่งเป็นห้องใต้ดินของห้องสมุดวาติกันกลายเป็นสถานที่เก็บเอกสารสำคัญทั้งแบบที่เปิดเผยและปกปิดทั้งในรูปของม้วนหนังสือ แผ่นหนัง และชุดหนังสือทำด้วยผืนหนัง ซึ่งมีอายุเก่าแก่มากกว่าพันปี อันเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการไขปริศนาและยืนยันสมมติฐานของผู้เชี่ยวชาญในยุคปัจจุบัน แม้ว่าห้องใต้ดินจะยังคงถูกปิดตายและอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปค้นคว้าได้ในบางครั้ง แต่ในที่สุดก็ได้มีการตีพิมพ์เอกสารจำนวน 105 ชิ้นลงในหนังสือThe Vatican Secret Archivesซึ่งเอกสารที่ตีพิมพ์ในเล่มนั้น มีตั้งแต่จดหมายส่วนตัวของ ไมเคิล แองเจโล ในปี 1550 เพื่อเรียกร้องให้พระสันตะปาปาจ่ายเงินค่าจ้างของเขาที่ค้างมาเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมกับต่อว่าพระสันตะปาปาในยุคนั้นว่าได้โกงเงินค่าจ้างในการวาดภาพภายในโดมของพระมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ไปจนถึงเอกสารการพิพากษากาลิเลโออย่างไม่ถูกต้อง ขณะที่เอกสารบางส่วนยังเปิดเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรกับบรรดาเจ้าชายและผู้นำของประเทศต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างไกล ดังเช่น จดหมายจากข่านกูยุค (Guyuk) หลานชายของเจงกิสข่านจากอาณาจักรมองโกลในปี 1246 ที่เขียนถึงพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 4 โดยมีเนื้อหาเป็นคำสั่งให้พระสันตะปาปาพร้อมด้วยกษัตริย์ในการดูแลของพระองค์เดินทางมายังเอเชียกลางเพื่อ "มารับใช้และแสดงความเคารพต่อเรา" เป็นการแสดงถึง "การยอมจำนน" ถ้ามิฉะนั้น "จะถือว่าท่านเป็นศัตรูของเรา" นอกจากนี้ยังมีจดหมายของพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 เขียนถึงผู้นำเยอรมนี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในปี 1934 และจดหมายที่เขียนโดยจักรพรรดิฮิโรฮิโตแห่งญี่ปุ่นที่เขียนถึงพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อมา 


ฉบับสำหรับนักสะสมที่จัดทำขึ้นเพียง 33 เล่ม ราคา 4,950ยูโร 

Did you know?

- วิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งต้องใช้เวลาสร้างถึง 150 ปี โดยอยู่ภายใต้การบริหารงานของพระสันตะปาปาถึง 20 องค์ และใช้เงินก่อสร้างรวมกว่า 300ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถึงจะเสร็จสมบูรณ์
- พลเมืองของวาติกันที่มีเชื้อชาติวาติกันนั้นไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกัน ซึ่งจะเป็นได้เฉพาะในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่และทูตวาติกันประจำประเทศต่างๆ หรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หรือเป็นลูกที่มีอายุไม่เกิน 25 ปีเท่านั้น
- ธนาคารวาติกัน ตั้งอยู่ในอาณาเขตนครรัฐวาติกัน มีสาขาเดียวในโลก ธนาคารแห่งนี้มีการว่าจ้างนายธนาคารมืออาชีพมาบริหาร โดยจะต้องรายงานผลการดำเนินงานให้กับคณะพระคาร์ดินัล 5 องค์ ซึ่งเป็นบอร์ดบริหารได้ทราบทุกไตรมาส นอกจากนี้ ธนาคารวาติกันยังมีความพิเศษตรงที่ไม่มีผู้ถือหุ้น ผลกำไรจากการดำเนินงานจะถูกนำไปใช้ในการกุศลของพระศาสนจักรคาทอลิก คาดกันว่าทรัพย์สินที่ธนาคารวาติกันถือครองมีประมาณ 3,760 ล้านยูโร (ประมาณ 150,400 ล้านบาท)
- วาติกันเป็นเมืองที่มีอัตราคดีความต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในโลก เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนมากกว่าปีละ 5 ล้านคน ทำให้เกิดคดีการโจรกรรมและการกระทำผิดกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสามารถจับกุมได้มากกว่า 800 คดี ขณะที่เมืองวาติกันนั้นมีประชากรเพียง 800 กว่าคนเท่านั้น
-วาติกันศึกษาเรื่องมนุษย์ต่างดาว และเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ นักฟิสิกส์และสาขาที่เกี่ยวข้องในประเด็นชีวดาราศาสตร์หรือการศึกษาสิ่งมีชีวิตนอกโลกเพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต โดยไม่คิดว่าเป็นการขัดกับคำสอนของศาสนา เพราะสิ่งที่ค้นพบนั้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งผลงานในการสร้างสรรค์ของพระเจ้า
- สถาบันการศึกษาวิทยาศาสตร์ในสันตะสำนักถูกตั้งขึ้นในปี 1603 ปัจจุบัน มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกประมาณ 80 คน ทำงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ให้กับพระศาสนจักรคาทอลิก ผลงานวิจัยเด่นๆในตอนนี้ ได้แก่ เรื่องชีวจริยศาสตร์ (Bioethics) การศึกษาเรื่องภาวะโลกร้อน และประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเอ็มบริโอ (ตัวอ่อนในครรภ์มารดา)ล่าสุดได้มีการสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยการแต่งตั้ง นายเวอร์เนอร์ อาร์เบอร์ นักจุลชีววิทยาชาวสวิส วัย 81 ปี ชาวโปรเตสแตนต์คนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสถาบันแห่งนี้

เรื่อง มนฑิณี ยงวิกุล

ที่มา:
www.ricksteves.com
www.vdhbooks.com
www.telegraph.co.uk
www.popereport.com
http://en.wikipedia.org
นิตยสารผู้จัดการ (กุมภาพันธ์ 2531)

« Back to Result

  • Published Date: 2012-01-09
  • Resource: www.creativethailand.org