Articles

« Back to Result | List

เคปทาวน์ ออกแบบเพื่อประชาธิปไตย

 

แทนที่จะเลือกทำเงินจากการส่งออกทองคำ แพลทินัม และเพชร พร้อมกับนั่งนับถอยหลังให้แร่ธาตุล้ำค่าหมดไป เคปทาวน์กลับค้นหาลายแทงขุมทรัพย์ใหม่ที่จะมอบความมั่งคั่งไม่รู้จบให้แก่ประชาชน โดยมีการออกแบบเป็นหนทางสู่ความหวังบนซากปรักหักพังของความกดขี่และเหลื่อมล้ำจากอดีตที่รันทด วันนี้ ท้องฟ้าเหนือแหลมกู๊ดโฮปจะเปิดกว้างและเจิดจ้ากว่าที่เคย ด้วยปรารถนาอันแรงกล้าและจินตนาการที่จะเห็นชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน

ปฐมบทของความหวัง
เบื้องหลังภาพโปสการ์ดสีจัดจ้านของท้องฟ้าและผืนทะเล เคปทาวน์คือเมืองที่เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือความโก้หรูร่วมสมัยท่ามกลางทิวทัศน์ของไร่องุ่นกับไวน์ชั้นดี และหาดทรายสีทองกับเรือยอร์ชสีขาว อีกด้านหนึ่งคือความกันดาร เสื่อมโทรม และการแบ่งแยกสีผิว แต่ชาวเคปทาวน์และชาวแอฟริกาใต้ ก็ล้มลุกคลุกคลานจนคว้าประชาธิปไตยไว้ได้ในกำมือหลังจากการเลือกตั้งเมื่อปี 1994 ที่นับเป็นการเปิดศักราชแห่งความมีชีวิตชีวาให้แก่ประเทศ และทิ้งความทรงจำอันเลวร้ายของเกาะร็อบเบินที่เคยคุมขังเนลสัน แมนเดลา วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอฟริกาใต้ ให้กลายเป็นสัญญาณใหม่แห่งความหวัง

            เมื่อผลพลอยได้จากการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2010 ทำให้เมืองแห่งนี้เติบโตอย่างคุ้มคลั่ง ตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 พร้อมๆ กับเงินทุนที่ไหลเข้าอย่างมหาศาลเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการผลิตไวน์ สนามบินที่ทันสมัยและโรงแรมระดับห้าดาวต่างเทใจเพื่อต้อนรับนักธุรกิจจากทั่วโลก แต่ถึงแม้เมืองจะแผ่กิ่งก้านสาขาราวปาฏิหาริย์ ทว่าพื้นที่อยู่อาศัยของชาวเมืองผิวสีก็ยังถูกแบ่งแยกจากแหล่งบริการสาธารณะต่างๆ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อยู่เช่นเดิม เมื่อเมืองยิ่งเป็นจุดสนใจ เคปทาวน์ก็ยิ่งประสบปัญหาเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ที่กำลังพุ่งทะยานสู่ความเติบโตทั่วโลก นั่นคือการต้องต่อสู้กับความเจริญที่มาเพียงด้านเดียวเพราะเงินลงทุนมหาศาลหาได้ไหลเวียนไปยังทุกชนชั้นของสังคม จนทำให้ระดับความแตกต่างของรายได้และคุณภาพชีวิตถูกถ่างให้กว้างออก พร้อมกับปัญหาความยากจน อาชญากรรม ยาเสพติด ที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินจะเยียวยา


            ภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและช่องว่างทางรายได้ของผู้คนในเมือง กลายเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญเบื้องหลังการเสนอตัวเข้าแข่งขันเป็นเจ้าภาพ World Design Capital ปี 2014 ภายใต้แนวคิด “Live Design, Transform Life” เนื่องจากคณะผู้บริหารเมือง นักสร้างสรรค์ ศิลปิน และคณะทำงาน ต่างเห็นตรงกันว่า การออกแบบจะเป็นทางออกและเครื่องมือพื้นฐานในการพัฒนาเมืองของภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างเสน่ห์ของความน่าอยู่ ตลอดจนประสิทธิภาพในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งต้องอาศัยการขยายความที่กว้างขวางและครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผังเมือง การจัดการพื้นที่สาธารณะ และการสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเชื่อมต่อของผู้คนให้ดำเนินชีวิตร่วมกันได้โดยไร้อคติทางเชื้อชาติ สีผิว และภาษา เคปทาวน์จึงได้สื่อสารข้อความเหล่านี้ออกไปผ่านแคมเปญและข้อเสนอรายงานความยาว 465 หน้า เพื่อระดมนักสร้างสรรค์ทั่วเมืองให้ตื่นตัวรองรับความท้าทายครั้งใหม่นี้ และหลังจากขับเคี่ยวกับเมืองบิลเบา ของสเปน และดับลิน ของไอร์แลนด์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ในที่สุด แพทริเซีย เดอ ลีลล์ นายกเทศมนตรีเมืองเคปทาวน์ก็ได้ขึ้นรับรางวัลเป็นในฐานะเจ้าภาพจัดงาน World Design Capital ปี 2014 พร้อมกับถ้อยแถลงว่า “ที่ผ่านมาแอฟริกาใต้ได้รับการออกแบบเมืองเพื่อแบ่งคน แบ่งเชื้อชาติ แต่นับจากยุคประชาธิปไตยใหม่ วันนี้เราจะมุ่งไปสู่การออกแบบเพื่อนำคนเข้ามาอยู่ร่วมกันและเพื่อสร้างเมืองที่แท้จริง”

อ้อมกอดแห่งโอกาส
จากดินแดนเหนือสุดอย่างเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ที่ได้รับเกียรติให้เปิดบ้านเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบในปีนี้ มาสู่ดินแดนตอนใต้ที่มีอากาศร้อนชื้นแบบเมดิเตอร์เรเนียนของเคปทาวน์ในอีก 2 ปีข้างหน้า โลกแห่งการออกแบบจึงน่าจะได้เห็นในสิ่งที่แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งปรัชญา วิธีคิด วิธีแก้ปัญหา และผลผลิต เป็กก้า ทิโมเน็น กรรมการบริหาร World Design Capital ของเฮลซิงกิอธิบายว่า การออกแบบเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ แต่ความงามที่แท้จริงการได้รับโอกาสนี้ก็คือ การสร้างมรดกไว้ให้คนรุ่นต่อไป ซึ่งสิ่งนี้จะเติบโตได้ต้องเกิดจากความร่วมมือภายในชุมชนตามวิถีทางที่เหมาะสม แน่นอนว่าเคปทาวน์ก็หวังใช้โอกาสนี้เพื่อเริ่มต้นบันทึกหน้าใหม่ให้แก่เมือง แม้การออกแบบอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่ผู้คนคิดถึงเมื่อมาที่นี่ และแม้แต่ชาวแอฟริกาใต้เองก็มองแนวคิดเรื่องการออกแบบว่าไกลจากชีวิตปกติ และมักคิดถึงแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปะหรือศิลปิน ดังนั้นปัญหาก็คือ เคปทาวน์จะทำอย่างไรเพื่อผนวกแนวคิดการออกแบบให้อยู่กับปากท้องของชาวแอฟริกันให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่ชาวเคปทาวน์ 

“เราต้องช่วยให้นักออกแบบมีความทะเยอทะยานที่จะปรับปรุงชีวิตของพวกเขา” คอนราด ซิเดโก นายกเทศมนตรีเมืองสเตลเลนบอสช์ หนึ่งในกำลังสำคัญของโครงการกล่าวไว้ และเพื่อสูบฉีดความทะเยอทะยานและกระตุ้นความกระหายในอนาคตครั้งนี้ เทศบาลเมืองจึงได้ทบทวนกฎหมายที่อาจเป็นข้อจำกัดแก่ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ทั้งในด้านการจัดตั้งธุรกิจ การจ้างงาน และการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ โดยสิ่งแรกที่เมืองลงมือทำก็คือ การขยายบริการอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมและรวดเร็วเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการทำธุรกิจออนไลน์  ส่วนแผนลงทุนระยะยาวนั้น โรงเรียนต่างๆ จะได้รับการบรรจุหลักสูตรที่ว่าด้วยความสำคัญของการออกแบบชีวิตและอนาคต เพื่อบ่มเพาะดีเอ็นเอด้านการออกแบบให้แก่พลเมือง เพราะผลลัพธ์ของแคมเปญที่จะเกิดในปี 2014 จะมีปลายทางที่ถูกตั้งเป้าไว้ในปี 2030 เพื่อจะได้เห็นชาวแอฟริกายอมรับและเข้าใจว่ากระบวนการคิดเชิงออกแบบ คือเครื่องมือและอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองอย่างแท้จริง

            เพื่อเป็นการชิมลาง หลายโครงการของเมืองจึงเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่ภาพแห่งความเป็นไปได้ โดยเฉพาะในฝั่งตะวันออกของเมืองในเขตวูดสต็อก ซึ่งเดิมเป็นเขตอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมของกลุ่มศิลปิน นักดนตรี นักเขียน และเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ โรงละคร อาร์ตแกลเลอรี่ ร้านกาแฟ และร้านอาหาร โดยมีจุดเด่นที่น่าตื่นเต้นอยู่ที่ Old Biscuit Mill ที่ตั้งขึ้นในปี 2006 โดยการดัดแปลงโกดังเก่าให้เป็นหอศิลป์และสตูดิโอเวิร์กช็อป 14 ห้องเพื่อเปิดให้ศิลปินท้องถิ่นเช่า และอีกส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานจากต่างประเทศ และการประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ จากเหล่าศิลปินทั่วโลก นอกจากนี้ วูดสต็อกยังเป็นที่ตั้งสตูดิโอของนักออกแบบชื่อดังมากมาย เช่น นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ Pederson+Lennard และแบรนด์เสื้อผ้า Darkie รวมไปถึงบริษัทโฆษณา บริษัทจัดจำหน่ายสินค้า และโชว์รูมงานออกแบบจำนวนมากที่ต่างช่วงชิงพื้นที่ในเขตนี้  เมื่อศักยภาพปรากฏให้เห็นตรงหน้า เมืองจึงพุ่งเป้าที่จะใช้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการออกแบบ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาผลักดันภายใต้การอาสาของมหาวิทยาลัยเคป เพนนินซูลา ที่เชี่ยวชาญด้านไอทีและการออกแบบเพื่อส่งเสริมสังคม พร้อมทั้งส่งนักศึกษาลงพื้นที่เพื่อทำงานร่วมกับชุมชนในกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยเสริมแรงทางบวกอีกด้วย  


The Old Biscuit Milk

            จากศูนย์รวมนักสร้างสรรค์ เคปทาวน์ได้หยิบจับงานออกแบบมาทดลองในพื้นที่ชุมชน หนึ่งในนั้นคือ Lynedoch EcoVillage ในเขตสเตลเลนบอสช์ ชุมชนแรกที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดอย่างตั้งใจ โดยภายในชุมชนที่ว่านี้ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย 15 ครัวเรือน โรงเรียน ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ระบบบำบัดขยะ และมีกิจกรรมชุมชนเพื่อร่วมกันหารายได้และเป็นการดูแลชุมชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งถูกขยายความต่อด้วยการจัดแสดงเป็นนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์เมืองเพื่อเสนอแนวคิดการออกแบบชีวิตที่ยั่งยืน พร้อมกับแง่มุมอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ ขณะที่พร้อมแต่งเติมบรรยากาศรอบๆ เมืองด้วยเทศกาลอาหาร ไวน์ และหัตถกรรมออร์แกนิกตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ตามซอกซอยในวันหยุดสุดสัปดาห์ รวมถึงการจัดทำเส้นทางจักรยาน และบริการรถแท็กซี่สีเขียว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อสดุดีแด่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Fall in love with Cape Town
วัฒนธรรมหลากชาติหลายภาษาที่ห่อหุ้มเคปทาวน์นานกว่า 300 ปี ทำให้สีสันของเมืองนี้ไม่เคยจำเจ ในศตวรรษที่ 15 โปรตุเกสเข้ามาทักทายในช่วงสั้นๆ ก่อนที่ดัชต์และบริษัทอีสต์อินเดียจะนำพาแรงงานชาวอินเดียและมาเลย์มายังแอฟริกาในศตวรรษที่ 16-17 จนในศตวรรษต่อมา ราชินีวิกตอเรียและอังกฤษก็เข้ามาสร้างอิทธิพลและจับจองพื้นที่ที่สวยที่สุดของเมืองไว้ แต่กระนั้นความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมแอฟริกาก็ยังคงแจ่มชัดจนเกิดเป็นส่วนผสมทางวิถีชีวิตที่ผู้มาเยือนต้องตกหลุมรัก

            Bo-Kaap คือชุมชนชาวมลายูที่อพยพมาอยู่ในเคปทาวน์ โดดเด่นด้วยความสวยงามของบ้านเรือนที่มีสีสันสดใส เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวมลายู และองค์กรไม่หวังผลกำไร Monkeybiz ดูแลผู้หญิงยากจนในชุมชนให้มีรายได้ โดยแจกจ่ายลูกปัดให้สำหรับทำเป็นตุ๊กตาหรืองานฝีมืออื่นๆ เพื่อที่ผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายจะได้กลับคืนไปสู่ชุมชน
                            

            Victoria & Alfred Waterfront ในปี 1860 เจ้าชายอัลเฟรด พระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้โปรดให้สร้างท่าเรือแห่งนี้ขึ้น ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งรวมสถานที่ช้อปปิ้งและสถานบันเทิงที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยร้านค้าร่วมสมัยกว่า 270 ร้าน ที่จัดแสดงทั้งงานศิลปะและหัตถกรรม ไปจนถึงแฟชั่นจากนักออกแบบท้องถิ่น ร้านขายเครื่องประดับ เวทีแสดงดนตรี โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ 11 โรง โรงแรม 7 แห่ง และอีก 2 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทะเล ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือยอร์ชหรือเช่าเหมาลำเฮลิคอปเตอร์ได้จากที่นี่ เพื่อซึมซับความศิวิไลซ์รูปแบบใหม่ของแอฟริกา
                             
                                                                                       © Emily Porter

            Steenberg Vineyard ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองไป 20 นาที ไร่องุ่นแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิคมอุตสาหกรรมไวน์ที่เริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี 1682 ปัจจุบันในเคปทาวน์มีโรงงานไวน์กว่า 200 แห่ง
                             
                                                                                 
    © drive south africa
               Cape Dutch หนึ่งในศิลปะการปรุงอาหารอันยาวนานของแอฟริกาใต้ มีส่วนผสมหลักที่โดดเด่นด้วยเครื่องเทศ จนชาวดัชต์ยอมตกเป็นหนี้ที่จะเรียนรู้วิธีปรุงอาหารชนิดนี้จากทาสที่บริษัทอีสต์อินเดียพามาจากเบงกอล จาวา และมาเลย์ จนมางอกเงยที่เคปทาวน์มาถึงทุกวันนี้

            Design Indaba Expo ก่อตั้งขึ้นโดยมุ่งหวังให้งานออกแบบของแอฟริกาได้มีเวทีในการแสดงตัวตนสู่โลกภายนอก และได้รับการยอมรับจากแวดวงการออกแบบ โดยจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเคปทาวน์ ภายในเทศกาลมีกิจกรรมการประชุม นิทรรศการ และงานแสดงสินค้า

ในปี 2014 เคปทาวน์จะพิสูจน์สมมติฐานการออกแบบของตนเองว่า พลังของมันจะเปลี่ยนโลกของพวกเขาไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร  ณ ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ในอ้อมกอดประชาธิปไตยของแอฟริกาใต้ บรรยากาศที่ห้อมล้อมไปด้วยความหวังและเสรีภาพนี้จะเป็นฐานสำคัญให้เคปทาวน์เดินหน้าไปอย่างมั่นคง แม้จะต้องท้าทายกับสายตาในโลกแห่งการออกแบบ แต่ความพยายามที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะทำให้ใครหลายคนอาจต้องทบทวนใหม่ว่า อย่าตัดสินเคปทาวน์เพียงเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองหรือภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว

ที่มา:
Making the city better by designโดย Lorella Bell จาก The Cape Argus(1 September 2010)
Cape Town&Western Cape Destination Performance 2011 จาก ctru.co.za
capetown2014.co.za
oneandonlymagazine.com

« Back to Result

  • Published Date: 2012-04-04
  • Resource: www.creativethailand.org