Articles

« Back to Result | List

มุมไบ อัตลักษณ์ บน อัตราเร่ง

 

ที่นี่ไม่ประนีประนอมต่อความทะเยอทะยานที่จะเป็นมหานครของโลก ไม่ประวิงเวลาหรือรีรอเพื่อก้าวไปสู่ความรุ่งโรจน์  แม้ในบางขณะอาจต้องเมินหน้าหนีจากเสียงโอดครวญของผู้อยู่เบื้องหลัง มุมไบเลือกแล้วที่จะออกวิ่งบนพรมไหมที่นุ่มดั่งกำมะหยี่และแซมด้วยเศษแก้วที่อาจบาดเท้า พร้อมทั้งหอบหิ้วสัมภาระติดตัวที่สูงค่าและหนักอึ้งของอารยธรรมอินเดียที่ยาวนานและแข็งแกร่ง แต่บนการเร่งความเร็วที่ดำเนินไปนั้น ตัวตนของมุมไบกำลังถูกทดสอบแรงเสียดทานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


© Randy Olsen/Nahonal Geographic Society/Cobis

การเยี่ยมเยือนของมรสุม
เมื่อสวรรค์ประทานทำเลทางภูมิศาสตร์อันดีเยี่ยมมาไว้ตรงหน้า มุมไบได้ฉีกตัวเองออกจากเมืองอื่นๆ ของอินเดีย ด้วยเป็นเมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะอยู่ใต้การปกครองของใครหรือชื่อเมืองอะไร เมืองหลวงของรัฐมหารัชตะแห่งนี้เคยถูกครอบครองโดยโปรตุเกสในชื่อบอมเบย์ ก่อนหน้าที่จะกลายเป็นสินสมรสของแคทเธอรีนแห่งบราแกนซาที่มอบให้ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ต่อมาบริษัทบริติชอินเดียรับเกาะนี้มาจากกษัตริย์ และปรุงโฉมให้เป็นเมืองที่ทันสมัยเพื่อแข่งขันกับเมืองท่าอื่นๆ ของอินเดียซึ่งอยู่ในมือของผู้ปกครองท้องถิ่น ในศตวรรษที่ 18 อังกฤษทุ่มเทอย่างมากเพื่อต่อยอดสินทรัพย์ ด้วยการเชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกันผ่านการสร้างถนน ถมทะเล และโครงการทางวิศวกรรมต่างๆ มากมาย ที่สำคัญคือการสร้างทางรถไฟสายแรกในอินเดียยาว 34 กิโลเมตรระหว่างเมืองทาเน่และบอมเบย์ พร้อมทั้งการตั้งโรงงานฝ้าย และดึงเอาอุตสาหกรรมการต่อเรือจากเมืองสุรัตมาไว้ที่นี่ด้วย เช่นเดียวกับภูมิอากาศเขตมรสุม ด้านการเมืองและการปกครองของบอมเบย์ก็เปียกปอนไม่แพ้กัน ความเจริญภายใต้ยุคอาณานิคมได้ทิ้งบาดแผลไว้ในสัญลักษณ์ต่างๆ ที่บ่งชี้ถึงอำนาจและความมั่งคั่งของเมือง ซึ่งสวนทางกับเงื่อนไขการดำเนินชีวิตของประชาชน เมื่อคานธีกลับจากแอฟริกามาถึงบอมเบย์ในปี 1915 เขาต้องใช้เวลายาวนานอีกกว่า 30 ปี กว่าอินเดียจะได้รับอิสรภาพ แม้จะกระหายที่จะได้มาซึ่งการปกครองตนเอง รัฐบาลกลางกลับทำได้ไม่ดีนัก ด้วยเหตุจากความแตกต่างกันของระบบวรรณะ ศาสนา ความสับสนด้านภาษา การจัดการปกครองรัฐต่างๆ และการเมืองที่ขึ้นๆ ลงๆ ของอินเดียเอง 

            แต่บอมเบย์ดูจะรับมือกับมรสุมหลังปลดแอกได้ดีกว่า และกลายเป็นที่ดึงดูดของชาวชนบทที่ยากไร้และเหล่าชนชั้นกลางผู้แสวงหาความร่ำรวย ประชากรจึงเพิ่มขึ้นมากมายในช่วงปี 1950 และ 1960 จนกลางยุค 90 บอมเบย์ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “มุมไบ” พร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าเหลือเชื่อ ปัจจุบัน มุมไบมีรายได้ต่อหัวสูงเป็น 3 เท่าของค่าเฉลี่ยประเทศ เป็นผู้จ่ายภาษีเงินได้ส่วนบุคคลร้อยละ 33 และจ่ายภาษีเงินได้ธุรกิจร้อยละ 37 ของประเทศ เป็นที่ตั้งของสำนักงานข้ามชาติและอุตสาหกรรมภาพยนตร์บอลลีวูด ด้านตลาดทุน มุมไบมีตลาดหลักทรัพย์ถึง 2 แห่งคือ Bombay Stock Exchange (อายุ 137 ปี) และ National Stock Exchange (อายุ 20 ปี) ณ สิ้นปี 2009 ตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่ง มีมูลค่าตลาดรวมกันถึง 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักทรัพย์อันดับที่ 7 ของโลก และมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์รวมกันถึง 13 ล้านบัญชี ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาทั้งสองตลาดหลักทรัพย์ในมุมไบมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า  ขณะที่ด้านความมั่งคั่งส่วนบุคคล นิตยสารฟอร์บส์ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2012 ถึงการจัดอันดับเมืองที่มีผู้มั่งคั่งอาศัยอยู่มากที่สุดในโลกพบว่า มุมไบติดอันดับ 8 ของโลก โดยมีจำนวนอัครมหาเศรษฐี 18 คน ครอบครองทรัพย์สิน 8.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเฉลี่ย 4.66 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อคน


© flickr.com/photos/toreajade

            แต่เมื่อมองลงมาจากหอคอยงาช้าง มุมไบมีพื้นที่เพียง 400 ตารางกิโลเมตรซึ่งไม่เพียงพอกับประชากรกว่า 20 ล้านคนในทุกวันนี้  พื้นที่สลัมจึงกลายเป็นที่พักพิงของผู้ยากไร้และส่งผลให้สลัมดาราวีเป็นสลัมที่แออัดและใหญ่ที่สุดในเอเชีย ผู้อาศัยในสลัมทั่วเมืองต้องอดทนต่อความยากลำบาก แต่ละวันทางการจะจ่ายน้ำให้ในเวลา 6.00 น. ถึง 9.00 น. เท่านั้น โดยเฉลี่ยมี 15 ครอบครัวที่ต้องใช้น้ำจากก๊อกน้ำเพียงก๊อกเดียว และประชาชนอีกกว่า 1,440 คน ยังคงต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน รัฐบาลกลางและท้องถิ่นพยายามที่จะขยับขยายเมืองและเปิดเสรีทางการค้าด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างงานให้แก่ประชาชน โครงการพัฒนาเมืองแฝด นาวีมุมไบและตานี เกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายดังกล่าว ประกอบด้วยการก่อสร้างบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน สนามบิน ระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้าและรถใต้ดิน สะพานลอยฟ้าข้ามอ่าวมุมไบเชื่อมกับนาวีมุมไบ แต่ความพยายามใดๆ ที่มาจากภาครัฐดูเหมือนจะคืบคลานไปอย่างช้าๆ จากประสิทธิภาพของระบบราชการที่อุ้ยอ้าย และการถือปฏิบัติตามวรรณะทางสังคม ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจำนวนมหาศาลจึงยังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง สวนทางกับเมืองที่เร่งพัฒนาสีสันของความศิวิไลซ์ให้เข้าใกล้รัศมีของนิวยอร์ก ลอนดอน หรือเซี่ยงไฮ้ เข้าไปทุกขณะ

ต้องมนตร์ในมุมไบ
การจิบชาบนห้องสวีทของโรงแรมโฟร์ซีซั่นแล้วได้มองเห็นทิวทัศน์ของสลัมในเมือง แม้จะไม่ใช่ภาพชวนเคลิบเคลิ้มแต่ความจริงที่กระแทกโสตประสาทนี้ กลับเป็นเสน่ห์อย่างประหลาดของมุมไบ เมืองนี้อาจไม่ใกล้เคียงคำว่าความสงบในจิตใจ การแสวงหาตัวตน หรือค้นพบนิพพานเช่นเมืองอื่นในอินเดีย แต่เพียงแค่เขยิบออกจากส่วนจอแจที่แสนอัตคัด ผู้คนก็อาจได้ค้นพบวิมานด้วยซ้ำไป
            มุมไบตอนใต้นั้นเฉิดฉายและเปล่งประกาย แม้ผู้คนทั่วไปจะเพิ่งรู้จักกับเจลาโต้ ซูชิ หรือสเต็กเนื้อสุกแบบมีเดียม แรร์ ได้ไม่นาน แต่ความพออกพอใจกับรสนิยมใหม่ๆ ดูเหมือนจะไปกันได้ดีกับส่วนนี้ของเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาปัตยกรรมโดดเด่นอย่างเกตเวย์ ออฟ อินเดีย สถานีรถไฟ CST (Chhatrapati Shivaji Terminus) ที่ทำการศาล พิพิธภัณฑ์ และโรงแรมทัชมาฮาล พาเลซ แอนด์ พลาซ่า โรงแรมคลาสสิกระดับตำนาน บริการแบบมหาราชา และแหล่งจับจ่ายของชนชั้นสูงในเมือง ซึ่งสามารถชื่นชมผลงานที่ดีที่สุดและแพงระยิบจากนักออกแบบแฟชั่น จิวเวลรี่ และเฟอร์นิเจอร์ ที่มีชื่อเสียงของอินเดียได้ที่นี่เช่นกัน 

สีสันของการเติบโตด้านงานศิลปะและธุรกิจไลฟ์สไตล์อยู่แถบย่านโคลาบา คอสเวย์ (Colaba Causeway) ซึ่งเป็นถนนหลักที่เชื่อมโยงตลาดและซอกเล็กซอกน้อยต่างๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่หลุดจากโรงงาน รองเท้า เครื่องประดับเงิน ผ้าไหม วัตถุโบราณปลอม สินค้าหนีภาษี และสิ่งของสารพัน รวมถึงไนต์คลับ บาร์ ร้านกาแฟ และภัตตาคาร ดาราบอลลีวูดหน้าใหม่หน้าเก่ามักจะปรากฏตัวที่นี่เสมอๆ เพราะโคลาบามักถูกใช้เป็นทำเลถ่ายหนัง ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ที่อยากแจ้งเกิดในวงการบอลลีวูดก็มักจะมาเตร็ดเตร่เพื่อให้สะดุดตาแมวมอง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวเลขการผลิตหนังของบอลลีวูดปีละ 800-1,000 เรื่องหนุ่มสาวอินเดียจึงมีโอกาสสูงที่จะได้เข้าสู่อุตสาหกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ของอินเดีย
            มุมไบตอนใต้ยังน่ารื่นรมย์ด้วยย่านกาลา โกด้า (Kala Ghoda) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศิลปะของมุมไบ ทั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีเทศกาล Kala Ghoda Arts Festival (KGAF) จัดแสดงเป็นระยะเวลา 9 วัน เพื่อนำเสนอแง่มุมและมิติทางศิลปะแขนงต่างๆ ของศิลปิน ทั้งจิตรกรรม ดนตรี วรรณคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ โดยมีศิลปินจากทั่วโลกมารวมตัวกันในเทศกาลนี้ มัลลิกา แอดวานี ที่ปรึกษาด้านศิลปะอิสระและอดีตผู้บริหารบริษัทประมูลคริสตี้ในอินเดียกล่าวว่า “ตลาดงานศิลปะร่วมสมัยของมุมไบนั้นเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ และมักกระจุกตัวอยู่ในย่านโคลาบา และกาลา โกด้า นับร้อยแห่ง แกลเลอรีหลายแห่งเปิดมาตั้งแต่ยุค 60 และไปจัดแสดงผลงานมาแล้วทั่วโลก มุมไบจึงเป็นบ้านของหอศิลป์อย่างแท้จริง เพราะมีทั้งจิตรกรผู้มีชื่อเสียง หรือกลุ่มศิลปินใหม่ที่แสดงออกถึงความดิบและเถื่อนอย่างกลุ่ม project 88” ขณะที่ CNNGo มองว่ามุมไบเป็นเมืองที่น่าพิสมัยตั้งแต่เช้าตรู่จรดค่ำคืน แม้ว่ามุมไมจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์วินาศกรรมจากกลุ่มมุสลิมปากีสถานเมื่อปี 2008 แต่มุมไบก็เยียวยาตัวเองเพื่อเปิดรับความสัมพันธ์ใหม่ๆ ดังนั้น ในบางค่ำคืนนักท่องเที่ยวจึงได้เห็นมาดอนน่ากำลังชื่นชมพระอาทิตย์ตกดินริมหาดในภัตตาคาร Salt Water Grill หรือเดินสวนกับแองเจลิน่า โจลี่ ที่ร้าน Indigo ขณะที่กลุ่มนักเขียนชาวยุโรปมักจะมีจุดหมายที่ Leopold คาเฟ่ในโคลาบาซึ่งเปิดมายาวนานกว่า 140 ปีและถูกใช้เป็นฉากหลังในวรรณกรรมของอินเดียและตะวันตกหลายเรื่อง 


© flickr.com/photos/gargi
ส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่จัดแสดงใน Kala Ghoda Arts Festival 2012

ปัญญาร่วมสมัย
น้อยคนจะมองข้ามความลุ่มลึกขององค์ความรู้สหสาขาของอินเดีย ทั้งแนวคิดของนักปรัชญา ทฤษฎีคณิตศาสตร์ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ  บนความล้ำเลิศเหล่านี้เกาะเกี่ยวกับความเชื่อทางพิธีกรรมฮินดู พุทธศาสนา และมุสลิม อย่างแยกไม่ออก และเมื่อมุมไมคือประตูสู่อินเดีย จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอรูปโฉมใหม่ของความรู้ ความสร้างสรรค์ และความเชื่อ ให้โลกได้พิจารณา
บนหลังคาของโรงพยาบาลChhatrapati Shivaji Maharaj คือระบบผลิตแอร์จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จำนวนจานพลังงานแสดงอาทิตย์ 90 จานทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไอน้ำเป็นความเย็น เพื่อใช้ในห้องผ่าตัด 8 ห้องและแผนกไอซียู ผลงานของSuresh Kapadia นักธุรกิจผู้มีงานอดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์
      หลังจากจบการร่วมงานกับ Hermes Rachana Joshi Nair ก็เป็นนักออกแบบอิสระ โดยมีผลงานโดดเด่นวางขายใน Le Mill ร้านที่รวบรวมงานออกแบบจากนักสร้างสรรค์อินเดียที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของมุมไบ ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และเครื่องประดับ ซึ่งเดิมทีผลงานออกแบบเหล่านี้ออกแบบและผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศเท่านั้น
      แรงกดดันและความขัดแย้ง คือประเด็นสำคัญของกลุ่มสถาปนิกหนุ่มในมุมไบ อาทิ Sameep Padora สูดิโอ SP+A , Anish Shah Kapil และGupta  บริษัท Serie และ Bijoy Jain แห่ง Studio Mumbai  ที่ต้องการนำเสนอพลังของการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวที่สมบูรณ์แบบ กลุ่มสถาปนิกเหล่านี้อายุ 30 ต้นๆ จบการศึกษาและเคยผ่านการฝึกงานในตะวันตก โดยเฉพาะ Padora มีผลงานสร้างสรรค์เช่น Indigo Deli ในมุมไบ วัด Shev เมืองปูเน่ และที่พักตากอากาศในไฮเดอราบัด
       ในย่านกาลา โกด้า นอกจากจะเต็มไปด้วยแกลเลอรี่ศิลปะแล้ว ยังเป็นย่านร้านกาแฟเพื่อพบปะสนทนาของศิลปินและผู้รื่นรมย์กับงานศิลป์ Photo Finish คือตัวอย่างของรสนิยมคาเฟ่แบบยุโรปที่มีเมนูอย่างแซนด์วิช เค้กโฮมเมด และเมื่ออยู่ในย่านศิลปะ ร้านแห่งนี้จึงเป็นแกลเลอรี่ภาพถ่ายด้วย
        ประเพณีและพิธีกรรมของฮินดู ความมีสติแบบพุทธศาสนา เป็นแนวคิดของงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และแฟชั่นของ Goodearth ซึ่งมีแฟลกชิปสโตร์ใหญ่ที่มุมไบ และยังเพิ่มไลน์การผลิตด้วยแบรนด์ Amritam สำหรับเครื่องประทินผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ

รถไฟ...อัศวินแห่งชมพูทวีป
จะทำอย่างไรเมื่อมีชีวิตประชาชน 20 ล้านคนในกำมือ และทุกคนต้องแข่งกันเพื่อกินอยู่หลับนอนบนเมืองที่แออัดยัดเยียด ผู้มั่งคั่งย่อมโชคดีกว่า แต่สำหรับคนทั่วไป มุมไบได้แสดงศักยภาพแห่งการขนย้ายถ่ายเทที่สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำที่สุดในโลกให้อัศจรรย์ใจ ระบบรถไฟเป็นยิ่งกว่าเส้นเลือดของมุมไบ มันคือชีวิตที่ร้อยต่อเข้าด้วยกันเป็นโครงข่าย ประดิษฐกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นหรือพอจะเกิดขึ้นได้บ้าง และก่อนที่โลกจะเชื่อมต่อกันรวดเร็วด้วยเคเบิ้ลใยแก้ว หรือดาวเทียม รถไฟของมุมไบได้ทำหน้าที่ของมันมาอย่างซื่อสัตย์และเสมอต้นเสมอปลาย
          การรถไฟกลางอินเดีย (Central Railways of India) ก่อตั้งขึ้นในปี 1951 โดยมีสำนักงานใหญ่ในบอมเบย์ ก่อสร้างในสไตล์กอธิก “ฉัตรปาตีชีวจี (Chhatrapati Shivaji Terminus)” หรือ “CST” เป็นการผสมผสานของสถาปัตยกรรมยุโรปกับงานตกแต่งแบบอินเดีย โดยภายในมีงานสลักไม้ กระเบื้องไม้ ลูกกรงทองเหลือง และเหล็กที่ใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งลูกกรงช่องขายตั๋ว ราวบันไดขนาดใหญ่ และเครื่องตกแต่งอื่นๆ จากฝีมือของนักเรียนจากโรงเรียนช่างศิลป์บอมเบย์ (Bombay School of Art) สถานี CST ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโกในปี  2004 และเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟที่จอแจที่สุดในประเทศ
          ในปี 2003 การรถไฟอินเดียได้พัฒนาเครือข่ายเส้นทางให้เป็นระบบเชื่อมโยงทั่วถึงมากขึ้น รวม 5,818 กิโลเมตร จำนวน 476 สถานีทั่วภูมิภาค มีผู้โดยสารกว่า 18 ล้านคนต่อวัน โดยรถไฟอินเดียสร้างขึ้นในปี 1853 และเป็นระบบรถไฟที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปเอเชีย ปัจจุบันรถไฟชานเมืองมุมไบเป็นระบบการขนส่งสาธารณะที่สำคัญของเมือง มากกว่า 6.9 ล้านคนคือจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการในระบบนี้ทุกวัน จึงเป็นระบบรถไฟที่มีความหนาแน่นสูงสุดในบรรดาระบบรถไฟใดๆ ในเขตเมืองทั่วโลก และเป็นวิธีการเดินทางติดต่อที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในเมือง โดยเริ่มวิ่งตั้งแต่เวลา 04.30 น.จนถึง 01.30 น.

ในทุกๆ เที่ยงของวัน  รถไฟทั่วมุมไบจะเกิดปรากฏการณ์จัดส่งอาหารกลางวันที่แม่นยำที่สุดในโลก ดับบาห์วาลา (Dabbawala) คือกลุ่มคนส่งปิ่นโตกว่า 5,000 คน ที่ทำหน้าที่ขนส่งปิ่นโตกว่า 200,000 เถาทั่วเมือง พวกเขาจะรวบรวมปิ่นโตอาหารในตอนเช้าในช่วงเวลา 7.00-9.00 น. และนำไปยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด แต่ละคนสามารถบรรทุกปิ่นโตได้มากที่สุดถึง 40 เถา น้ำหนักรวมราว 65 กิโลกรัม ระยะการเดินทางบนรถไฟอาจมากถึง 60 ไมล์ต่อวัน และต้องเปลี่ยนมือผู้ส่งถึง 3-4 ครั้งกว่าปิ่นโตจะถึงมือผู้รับ และโดยเฉลี่ยดับบาห์วาลาแต่ละคนมีรายได้ 5,000-6,000 รูปีต่อเดือน
          กิจการนี้ย้อนหลังไปถึงทศวรรษที่ 1890 เกิดขึ้นเพื่อรองรับการไหลบ่าของผู้คนจากที่ต่างๆ ทั่วอินเดียที่เข้ามาหางานทำที่นี่  ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีร้านค้าหรือภัตตาคารราคาถูก จึงต้องห่ออาหารเที่ยงจากที่บ้านมาทานเอง นอกจากนั้น วัฒนธรรมอาหารของผู้คนก็ต่างรสชาติกันออกไป  อาหารที่ปรุงจากบ้านจึงถูกปากมากที่สุด  แม้ว่าธุรกิจดับบาห์วาลาจะก่อตั้งมานาน แต่เพิ่งจดทะเบียนเป็นธุรกิจในปี 1968 ซึ่งนับว่ามีอัตราการเติบโตที่ดีมากราวร้อยละ 9-10 ต่อปี โดยมีคนทำงานบริษัทเอกชนเป็นลูกค้าหลัก ตามมาด้วยกลุ่มนักเรียน นักศึกษา


© Frederle Solftan/Sygms/Corbis

           ดับบาห์วาลามีระบบการทำงานแบบเครือข่าย โดยไม่ใช้เทคโนโลยีใดๆ ช่วย อาศัยเพียงรหัสตัวเลขไม่กี่หลักบนปิ่นโตเท่านั้น ก็สามารถจัดส่งปิ่นโตถึงมือผู้รับได้ถูกคนถูกที่และตรงเวลาโดยไม่มีผิดพลาด ดับบาห์วาลา จึงเป็นตัวอย่างของระบบลอจิกติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนอินเดียอย่างยอดเยี่ยม โดยความผิดพลาดของการขนส่งมีเพียงแค่ 1 ใน 16 ล้านครั้งเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุให้นิตยสารฟอร์บส์มอบรางวัล Six Sigma ให้ในปี 2001 และระบุว่า ดับบาห์วาลาทำงานได้เที่ยงตรงแม่นยำถึงร้อยละ 99.99 ดับบาห์วาลา ยังเป็นกรณีศึกษาในด้านของการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพของ Berkeley University ด้วย แม้แต่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร ยังเสด็จทอดพระเนตรเยี่ยมชมการทำงานของพวกเขา เมื่อครั้งเสด็จเยือนอินเดียในปี 2003
           รถไฟอินเดียไม่เพียงรับใช้ชาวเมือง แต่ยังเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวอันมีเสน่ห์ การจองตั๋วรถไฟอินเดียมีประสิทธิภาพมาก สามารถจองตั๋วรถไฟออนไลน์สำหรับชั้น 1 หรือ AC รถหรูชั้นบนรถไฟอินเดียสำหรับครอบครัวทั้งหมด โดยค่าโดยสารของรถไฟจะเทียบเท่าค่าตั๋วเครื่องบินสำหรับ 1 ที่นั่งเท่านั้น นักท่องเที่ยวต้องหลีกเลี่ยงการขึ้นรถไฟในช่วงวันธรรมดาซึ่งแออัด วันที่เหมาะสมที่สุดที่จะเพลิดเพลินไปกับรถไฟคือวันอาทิตย์ที่ฝูงชนจะเงียบสงบ ทำให้สามารถเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ของชาวมุมไบผู้ทุกข์เข็ญ กับฉากอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัยระดับเฟิร์สคลาส อันเป็นตัวแทนความอลังการของเศรษฐกิจอินเดีย

            ด้วยความแออัด สถิติการเสียชีวิตจากการเดินทางโดยรถไฟของอินเดียจึงเป็นตัวเลขที่สูงจนน่ากลัว ปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตเกือบ 15,000 คน เฉพาะในมุมไบ ช่วงปี 2002-2011 มีจำนวนถึง 36,152 คนบาดเจ็บ 36,688 คน เฉลี่ยมีผู้เสียชีวิตวันละเกือบ 10 คน หรือปีละเกือบ 3,000 คน ดังนั้น มุมไบจึงได้พัฒนาระบบขนส่งมวลชนภายในอื่นๆ เช่น บริษัท Best&Co. เป็นผู้จัดบริการรถประจำทางไปทั่วทุกหนแห่งของมุมไบ ซึ่งเป็นพาหนะที่ราคาถูกและสามารถเดินทางไปตามที่ต่างๆ ได้ทั้งใกล้และไกล

ที่มา:   สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ กระทรวงการต่างประเทศ
           สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ
          Reborn In India จากนิตยสารวอลล์เปเปอร์, กรกฎาคม 2011
         Mumbai: City of heavens and hells จากเดอะ นิวยอร์ก ไทม์, พฤศจิกายน 6, 2008
         Life and Death at Leopold's, Mumbai's Café of Letters Tom Freston
         จากนิตยสารวานิตี้ แฟร์, กุมภาพันธ์ 3, 2012
         Literary Mumbai จาก bbc.com

เรื่อง ศิริอร หริ่มปราณี

Tags: India, Mumbai

« Back to Result

  • Published Date: 2012-05-10
  • Resource: www.creativethailand.org