Articles

« Back to Result | List

บาร์เซโลนา ก้าวเดินพร้อมจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ

 


โบสถ์คาทอลิกหน้าตาแปลกประหลาดที่มียอดแหลมทั้ง 8 หอคอยของอันโตนิ เกาดิ (Antoni Gaudí) หรือผลงานภาพวาดอันทรงพลังของพาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) คือนิยามความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมของเมืองหลวงของแคว้นกาตาลุนญา (Catalunya) อย่าง “นครบาร์เซโลนา” โดยไม่ต้องสงสัย ซึ่งคงไม่ต่างไปกับภาพการเล่นฟุตบอลอันเนียนตาหรือการชูถ้วยแชมป์เหนือศีรษะของบรรดากัปตันทีมในแต่ละยุคที่คงปรากฏชัดเจนในความคิดของคนทั่วโลก หากแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในวันนี้กลับทำให้ภาพเหล่านี้เริ่มเลือนลาง บาร์เซโลนาจำต้องปัดฝุ่นและฟื้นฟูให้ภาพจำของเมืองนี้กลับมาสดใสมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

เป็นมากกว่าศิลปะ
ภายหลังความพยายามต่อสู้เพื่ออธิปไตยที่ไม่เป็นผลมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เมืองหลวงของแคว้นกาตาลุนญาอย่าง “บาร์เซโลนา” ก็กลายเป็นนครที่ไม่เคยกลัวการเปลี่ยนแปลง ความยืดหยุ่นและนิยมในเสรีภาพของชนชาวกาตาลัน (Catalan) นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองด้านการค้า ไม่ว่าจะเป็น การค้าหนังสัตว์ ไม้ และเหล็ก อีกทั้งยังนำมาสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อกำเนิด
            นวัตกรรมที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวกาตาลันไม่ได้หยุดเพียงแค่ด้านการเมืองการปกครองเท่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า บาร์เซโลนาคือสถานที่บ่มเพาะศิลปินชื่อดังของโลก พาโบล ปิกัสโซ และยวน มิโร (Joan Miró) คือตัวอย่างที่จับต้องได้ แต่ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นเมืองคงหนีไม่พ้นอันโตนิ เกาดิ สถาปนิกผู้พลิกประวัติศาสตร์วงการศิลปะโลก
            บาร์เซโลนาเคยใช้เสรีนิยมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมด้วยการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม อาคารบ้านเรือน แหล่งการค้า โรงแรม สิ่งอำนวนความสะดวกด้านกีฬา รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อต้อนรับรอยยิ้มจากคนทั่วโลกในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1992 กระทั่งได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยศิลปะอย่างแท้จริง


© Maurizion Borgesse

อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตการณ์ด้านการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อบาร์เซโลนา รวมทั้งสเปนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้บาร์เซโลนาจำเป็นต้องกอบกู้สถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายไปกว่าเดิมด้วยการกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวและเกิดการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ในอดีต หลังจากละเลยมานานนับทศตวรรษ “วิกฤติครั้งนี้กำลังช่วยดึงพลังของคนในสังคมและการเริ่มต้นมากมายจากคนที่ไม่เกี่ยวข้องในแวดวงการเมือง” ฆูเลีย ปรัตส์ (Julia Prats) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการลงทุนแห่งโรงเรียนสอนธุรกิจ “Lese” ในนครบาร์เซโลนา ให้ความเห็น
            ปรัตส์เป็นหนึ่งในทีมงานที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุน ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม “บาร์เซโลนาโกลบอล” ที่พยายามพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน นวัตกรรม และงานวิจัยเชิงเทคนิคให้เกิดขึ้นในเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา
            ช่วงปีที่ผ่านมาทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นต่างมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือกันในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนของ 27 เทศบาลในเขตเมืองบาร์เซโลนา นั่นทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของเมืองเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 60 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นและงานออกแบบ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นจากความแข็งแกร่งด้านสิ่งทอและสถาปัตกรรมดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ผสานกับความได้เปรียบด้านความคิดสร้างสรรค์ของชาวกาตาลันและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมือง
            บาร์เซโลนาในฐานะเมืองหลวงของแคว้นกาตาลันและเมืองใหญ่อันดับ 2 ของสเปน ยังคงตั้งเป้าหมายที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เวชชีวศาสตร์ รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยทำมา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ ให้สามารถพัฒนาความสามารถของแรงงานในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ยานอวกาศ แอพลิเคชั่น และเทคโนโลยีสารสนเทศ ต่อไปได้ในอนาคต

เป็นมากกว่าเมือง
นอกเหนือจากการลงทุนด้านอุตสาหกรรม การฟื้นฟูเศรษฐกิจของบาร์เซโลนายังมาในรูปแบบของนโยบายที่มุ่งหวังสร้างบาร์เซโลนาให้เป็นเมืองหลวงแห่งความคิดสร้างสรรค์โลกและเมืองแห่งเศรษฐกิจใหม่ภายใต้การนำของยอร์ดิ เอโร (Jordi Hereu) อดีตนายกเทศมนตรีที่ดำรงตำแหน่งช่วงระหว่างปี 2006 ถึง 2011
            เอโรกำหนดแนวทางการพัฒนาผ่านนโยบายหลักของเมือง โดยระบุว่าต้องพัฒนาตัวเมือง พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของชาวเมืองเพื่อดึงดูดศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลงานด้านต่างๆ ทั่วโลกให้มาพักอาศัยและสร้างสรรค์ผลงานที่บาร์เซโลนา ซึ่งนั่นยังส่งผลครอบคลุมไปถึงบรรดานักท่องเที่ยวผู้ตื่นตาตื่นใจในศิลปะให้หลั่งไหลสู่นครแห่งนี้ด้วยเช่นกัน


© Syvain Sonnet / Corbis

            สภาเทศบาลเมืองบาร์เซโลนาจึงผุดโครงการ Risk Capital Funds for Cultural Projects ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวางกลยุทธ์ในระดับมหภาค และเพื่อพิจารณาว่ามิติทางวัฒนธรรมด้านใดที่ควรจะนำมาเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์หลักประจำปีรวมทั้งโครงการ La Fundación Barcelona Cultura  ซึ่งเป็นเป็นองค์กรกลางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และภาคศิลปวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์
            นอกจากนี้ เทศบาลเมืองยังมีบทบาทในการให้การสนับสนุนข้อตกลงเรื่องการอพยพเข้าเมืองเพื่อสร้างสีสันให้กับเมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการผสมผสานกันของศิลปะ โดยได้จัดการลงทุนขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่และปรับปรุงพื้นที่ทางตอนเหนือของเมือง ได้แก่ ย่านโซนา ฟรังก้า (Zona Franca) ซึ่งเป็นท่าเรือ ศูนย์ขนส่งสินค้า และพื้นที่สนามฟุตบอลขนาดเล็ก รวมทั้งเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับแสดงผลงานออกแบบ อีกทั้งยังจัดตั้งเขตที่เรียกว่า 22@  ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมในเขตเอล โปเบิล นู (El Poble Nou) เพื่อใช้เป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมสินค้าและลานกิจกรรมสำหรับคลื่นลูกใหม่ที่เป็นเหมือนพลังขับเคลื่อนทางความคิดสร้างสรรค์ให้กับเมือง

เป็นมากกว่าสโมสร
องค์ประกอบสำคัญอีกอย่างของบาร์เซโลนาที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือ สโมสรฟุตบอล โดยหลังจากได้ก่อตั้งสโมสรขึ้นเมื่อปี 1899 บาร์เซโลนาหรือบาร์ซาก็ได้ผูกภาพลักษณ์สโมสรเข้ากับ “แคว้นกาตาลุนญา” ทางตอนเหนือของสเปนอย่างแนบแน่น และด้วยความที่แคว้นดังกล่าวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในช่วงสงครามกลางเมืองของสเปนในระหว่างปี 1936-1939 การแข่งขันทางวัฒนธรรมและความตึงเครียดทางการเมืองที่รุนแรงจึงส่งผ่านมาสู่อารมณ์ทางสโมสรฟุตบอลโดยปริยาย
             การช่วงชิงความสำเร็จระหว่างบาร์เซโลนากับเรอัล มาดริด (Real Madrid) ทีมที่เป็นเหมือนศูนย์รวมอำนาจกลางของสเปน จึงมีเบื้องหลังมากกว่าการแข่งขันฟุตบอลทั่วไป ทุกครั้งที่ทีมบาร์เซโลนาลงสนามพบกับทีมเรอัล มาดริดซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่าศึก “เอล กลาสิโก (El Clásico)” ก็เหมือนกับการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่าง 2 แคว้นคู่อริซึ่งมีนัยยะลึกซึ้งไปมากกว่าแค่เกมฟุตบอลเกมหนึ่ง ส่งผลให้ทีมบาร์เซโลนาต้องทำหน้าที่ให้มากกว่าดังคำขวัญของทีมคือ “Més que un club”ซึ่งแปลว่า “เป็นมากกว่าสโมสร” อย่างแท้จริง
             แน่นอนว่าการผูกโยงอัตลักษณ์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมมีแนวโน้มที่จะเลื่อนไหลไปตามสมัยได้มาก โดยเฉพาะการเป็นทีมฟุตบอลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมวลชนนั่นทำให้สโมสรจำเป็นต้องรักษาคุณค่าบางอย่างเอาไว้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความภักดีและความศรัทธาของเหล่าแฟนบอล โดยผ่านการสร้างสโมสรที่มีแฟนบอลเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดให้กลุ่มแฟนบอลที่คลั่งไคล้ในสโมสรกว่า 170,000 รายซึ่งเรียกว่ากลุ่มโซซิส (socis) เข้าถือหุ้นของสโมสรบาร์เซโลนาได้ ทั้งนี้การถือหุ้นของสโมสร ผู้ถือหุ้นยังจำเป็นต้องเป็นสมาชิกของสโมสรก่อน เนื่องจากบาร์เซโลนามีสถานะเป็นสมาคม ไม่ใช่บริษัทที่ใครๆ ก็เข้าซื้อหุ้นได้
             รูปแบบการบริหารจัดการทางธุรกิจของบาร์เซโลนาจะใช้ระบบ “สภาแฟนบอล” โดยคัดเลือกแฟนบอล 2,500 คนจากกลุ่มโซซิส และกลุ่มสมาชิกแฟนบอลอาวุโสอีก 600 คน (เรียงตามลำดับอายุ) เพื่อตัดสินใจนโยบายสำคัญๆ ของสโมสร ซึ่งรูปแบบการบริหารเช่นนี้จะเป็นการการันตีได้ว่าผลประโยชน์ของสโมสรจะถูกให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ตัดสินใจและอนุมัติคือ “แฟนบอล” ผู้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ มิใช่กลุ่มทุนหรือมหาเศรษฐีที่ต้องการเข้ามาหากำไรจากสโมสรเฉกเช่นสโมสรชื่อดังอื่นๆ ในทวีปยุโรป
            แม้จะดูเป็นวิธีการที่มอบความยั่งยืนให้กับสโมสรได้มากกว่า แต่ด้วยเหตุวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปอย่างหนักตั้งแต่ช่วงปลายปี 2009 เป็นต้นมา รวมทั้งนโยบายการทุ่มซื้อนักเตะระดับโลกของประธานสโมสรคนก่อนๆ เมื่อรวมกับภาระค่าเหนื่อยนักเตะที่มีมูลค่ารวมกันสูงที่สุดในโลก คือเฉลี่ยรวม 126,236 ยูโรต่อสัปดาห์ จากรายงานล่าสุดของสปอร์ต อินเทลลิเจนซ์ บาร์เซโลนาจึงจำต้องดำเนินนโยบายที่ขัดแย้งกับประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน นั่นคือ การไม่มีแถบโฆษณาใดๆ ที่หน้าอกเสื้อซึ่งแสดงถึงความเป็นองค์กรที่ไม่ได้หาผลประโยชน์จากธุรกิจ ด้วยการจับมือกับองค์กรยูนิเซฟเป็นครั้งแรก


©Charlie Mahoney

               ถึงอย่างนั้น สถานการณ์ของบาร์ซ่าก็ยังกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อตัวเลขในรายงานสรุปรายรับรายจ่ายประจำปี 2010 ของสโมสรเป็นตัวแดงถึง 79.6 ล้านยูโร และเมื่อรวมกับหนี้เก่าก็เป็นผลให้ตัวเลขทะยานขึ้นไปติดลบที่ 400 ล้านยูโร สโมสรจึงต้องตัดสินใจแลกพื้นที่บริเวณหน้าอกเสื้ออีกครั้ง ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปีครึ่งกับมูลนิธิแห่งราชวงศ์กาตาร์ เพื่อแลกกับเม็ดเงินก้อนโตมูลค่า 165 ล้านยูโรในฤดูกาลต่อมา สัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มาพร้อมกับการก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสโมสรของซานโดร โรเซลล์ (Sandro Rosell) อดีตผู้บริหารของไนกี้ที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากในการเลือกตั้งประธานสโมสรในช่วงกลางปี 2010 จากการชูนโยบายปลดหนี้ให้ได้อย่างน้อย 30 ล้านยูโรก่อนปิดฤดูกาล 2010-2011 โดยไม่ต้องขายผู้เล่นคนสำคัญออกจากทีม วิสัยทัศน์ของโรเซลล์ คือการนำพาบาร์เซโลนากลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่โดยต้องไม่มีหนี้สิน ทีมผู้บริหารจึงจำเป็นต้องวางโครงสร้างกลยุทธ์เพื่อนำพาสโมสรไปสู่วงจรแห่งความรุ่งเรืองอีกครั้ง เริ่มต้นจากการมีผู้เล่นชั้นยอดไว้ในทีม โดยเน้นการผลักดันจากชุดเยาวชนมากกว่าทุ่มซื้อตัว เพื่อนำไปสู่การคว้าแชมป์ ซึ่งส่งผลต่อการมีฐานแฟนบอลจำนวนมหาศาล อันเป็นที่มาของรายได้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นก็นำเงินมาซื้อผู้เล่นชั้นยอดหรือผลิตนักเตะเข้ามาในทีมเอง หมุนวนเป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป
              ตลอดปี 2010 บาร์ซาสามารถสร้างรายได้ 178.1 ล้านยูโร จากลิขสิทธิ์ค่าถ่ายทอดสดซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 12  หรือคิดเป็นร้อยละ 44 ของรายได้ทั้งหมด และสโมสรยังได้เซ็นสัญญาลงนามเป็นเวลา 4 ปีในการเป็นพันธมิตรกับมีเดียโปร บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ผูกขาดในการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกของสเปนทั้งดิวิชั่น 1 และ 2 เพื่อเป็นรายได้หลักในการกอบกู้สถานะทางการเงินของสโมสร ปัจจุบันความสำเร็จในแง่การแข่งขันของบาร์ซาพิสูจน์ได้จากการกวาดถ้วยแชมป์มาประดับตู้โชว์ของสโมสรเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลา ลีกา (La Liga) สองสมัยติดระหว่างปี 2009-2011 หรือแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2009 และ 2011 จนได้รับฉายาใหม่ว่า “ทีมต่างดาว” ที่ไม่อาจมีทีมใดเอาชนะได้ง่ายๆ นำมาซึ่งฐานแฟนคลับทั่วโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขจากผลการวิจัยทางการตลาดระบุว่าในปี 2011 มีแฟนบอลของบาร์เซโลนาทั่วโลกประมาณ 44 ล้านคน ซึ่งมากกว่าทีมเรอัล มาดริด และมากกว่าชาวกาตาลันถึงกว่า 6 เท่า ถึงแม้ว่าสเปนและบาร์เซโลนายังคงต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญนี้อยู่ รวมทั้งตัวเลขหนี้สินของสโมสรบาร์เซโลนาที่ยังคงมีอยู่กว่า 400 ล้านยูโร แต่นโยบายและแนวคิดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองตามรอยเสรีภาพแห่งความคิดแบบเกาดิ รวมถึงทิศทางการดำเนินงานของทีมบาร์ซาที่มีโครงสร้างทีมผู้บริหารซึ่งเชี่ยวชาญด้านงานบริหาร อีกทั้งแนวคิดลดรายจ่ายการซื้อนักเตะด้วยการผลักดันเยาวชนขึ้นมาทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ล้วนเป็นประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปถึงอนาคตของเมืองใหญ่ที่มีเดิมพันสำคัญอยู่บนทิศทางการหมุนไปของลูกหนังในครั้งนี้

ลา มาเซีย... แหล่งบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ลูกหนังโลก
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นฐานความสำเร็จของสโมสรบาร์เซโลนาส่วนหนึ่งมาจากรากฐานฟุตบอลที่แข็งแกร่ง ซึ่งคงหนีไม่พ้นการพัฒนาศูนย์ฝึกฟุตบอลสำหรับเยาวชนนาม “ลา มาเซีย” (La Masia) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1979 ณ บริเวณด้านข้างสนามคัมป์ นู (Camp Nou) ตามคำแนะนำของโยฮันน์ ครัฟฟ์ (Johan Cruyff) อดีตตำนานลูกหนังชาวดัตช์ที่เคยค้าแข้งกับทีมบาร์ซาช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกฝนทักษะด้านฟุตบอลครบวงจรให้กับเยาวชนอายุตั้งแต่ 7-18 ปี โดยภายในประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น หอพัก ห้องอาหาร ห้องสันทนาการ รวมทั้งสนามซ้อมมาตรฐาน ซึ่งแต่ละปีต้องใช้งบประมาณในการบริหารจัดการสูงถึงราว 5 ล้านปอนด์ 
            ทุกองค์ประกอบและกลไกในการสร้างทีมบาร์ซาไล่ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหานักเตะ การคัดเลือกนักเตะ หรือการฝึกซ้อม ต่างยึดหลักการเดียวกันเป็นปรัชญาหลัก นั่นคือ การเล่นฟุตบอลแบบ “ติกิ-ตะกะ (Tiki-taka)” ซึ่งหมายถึง การเล่นบอลสั้น การจ่ายบอลที่เฉียบคม การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และการครอบครองบอลให้ได้มากที่สุด


© Matthew Ashton/AMMA/Corbis
                ลา มาเซียเชื่อว่าการเล่นฟุตบอลไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างสูงใหญ่จึงจะได้เปรียบคู่แข่ง แต่พรสวรรค์และการฝึกฝนอย่างเป็นระบบตั้งแต่ชุดเยาวชนต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญสู่ชัยชนะ นั่นเป็นเหตุทำให้ไม่ว่าทีมชุดอายุเท่าใดของบาร์เซโลนาก็จะมีสไตล์การเล่น การต่อบอล และการเข้าทำประตูที่สวยงามคล้ายคลึงกัน อีกทั้งการยึดแผนการเล่นแบบ 4-3-3 เป็นแนวทางการเล่นสำหรับทีมทุกชุด ยังทำให้นักเตะเข้าใจและคุ้นเคยกับแนวทางดังกล่าว โดยที่นักเตะจะสามารถผลัดเปลี่ยนสลับตำแหน่งการเล่นกันได้หมดตามแนวคิด “โททัลฟุตบอล” อีกด้วย
                ไม่เพียงฝึกฝนทักษะด้านฟุตบอลเพียงอย่างเดียว ลา มาเซียยังเน้นการพัฒนาด้านจิตใจควบคู่ไปด้วย โดยการฝึกให้เด็กๆ สามารถแบกรับความกดดันและจัดการกับมันได้ รวมทั้งเน้นการสร้างทัศนคติการเล่นฟุตบอลให้สวยงามบนพื้นฐานที่มุ่งสู่ชัยชนะอันมีศักดิ์ศรี และที่สำคัญคือการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมด้วยการสอนภาษากาตาลันและหล่อหลอมอัตลักษณ์ความเป็นชาวกาตาลันผ่านปรัชญาการเล่นฟุตบอลข้างต้น เมื่อผสานกับความยิ่งใหญ่ของสโมสรแล้ว เยาวชนในลา มาเซียจึงเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในทุกครั้งที่ได้สวมชุดเลือดหมู-น้ำเงินลงแข่งขัน

ที่มา:
BARCELONA Innovative & Creative Business, FINANCIAL TIMES SPECIAL REPORT
Barcelona: Creative City บาร์เซโลน่าเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ โดย สิริมา ศิริมาตยนันท์
The Catalan kings. The management secrets of Barcelona Football Club, จาก www.economist.com
Inside Barca's Talent Factory  จาก www.blueprintforfootball.com

เรื่อง วรุฒม์ โอนพรัตน์วิบูล

« Back to Result

  • Published Date: 2012-06-06
  • Resource: www.creativethailand.org