Articles

« Back to Result | List

อิสราเอล พันธสัญญาเหนือผืนทราย

 

จากชนชาติที่ถูกกระทำอย่างเจ็บปวดที่สุดเท่าที่มนุษยชาติพึงจะกระทำต่อกันในประวัติศาสตร์โลก ชาวยิวเดินฝ่าความขมขื่นเพื่อร่วมกันสร้างดินแดนในแผ่นดินที่ยึดถือว่าเป็นพันธสัญญาของพระเจ้าภายใต้ชื่ออิสราเอล แต่ลมฝนจากทะลเมดิเตอร์เรเนียนก็ไม่อาจบรรเทาความแห้งแล้งจากเบื้องบน เมื่อทะเลทรายกินพื้นที่เกือบครึ่งประเทศ และอีกด้านคือทะเลสาบเดดซี ทะเลแห่งความตายที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่รอด ซ้ำยังถูกขนาบข้างด้วยปัญหาการแบ่งแยกดินแดนปาเลสไตน์และพื้นที่ฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อยาวนาน ถึงอย่างนั้นก็กลับไม่มีข้อกังขาใดในผลิตผลทางปัญญาของชาวยิว เพราะในดินแดนที่เต็มไปด้วยอุปสรรคนี้ เทคโนโลยีการเกษตรและระบบชลประทานสมัยใหม่ได้แผ้วถางความกันดารและนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผืนทราย จากดินแดนที่มีพันธะต่อพระเจ้า สู่พันธสัญญาใหม่เพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนบนโลกใบนี้

ที่พึ่งหลังสุดท้ายแห่งศรัทธา
         อิสราเอลเป็นประเทศที่เผชิญหน้ากับความขัดแย้งมาโดยตลอด ทันทีที่สหประชาชาติได้แบ่งแยกดินแดนปาเลสไตน์ออกเป็น 2 ส่วน เมื่อปี 1947 โดยส่วนหนึ่งให้เป็นที่อาศัยของชาวยิว และอีกส่วนเป็นพื้นที่ของชาวอาหรับ หนึ่งปีต่อมาชาวยิวได้สถาปนารัฐอิสราเอลขึ้น และเป็นเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับทวีความรุนแรงขึ้น กลุ่มอาหรับ ที่ประกอบด้วยอียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน และเลบานอนได้สนับสนุนการตั้งองค์การเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ (Palestine LiberationOrganization: PLO) และเมื่อยัสเซอร์ อาราฟัต เข้ามาเป็นผู้นำพร้อมนโยบายแข็งกร้าว ดีกรีความขัดแย้งก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น เขาพยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของชาวปาเลสไตน์และพยายามแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมในการกอบกู้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์คืนจากอิสราเอล ในปี1972 กลุ่มนักรบปาเลสไตน์ได้ลงมือในปฏิบัติการที่เขย่าขวัญคนทั้งโลกในขณะที่มหกรรมโอลิมปิกเกิดขึ้น ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ด้วยการบุกเข้าหอพักนักกีฬาโอลิมปิก และจับตัวนักกีฬาชาวอิสราเอลจำนวน 11 คนเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษการเมืองชาวปาเลสไตน์ 234 คน และอีก 2 คนที่ถูกคุมขังอยู่ที่เยอรมนี เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงที่ความสูญเสีย และปัญหาระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งลุกลามขึ้นไปอีก และแม้นานาชาติจะได้พยายามทุเลาความเลวร้ายต่างๆ ผ่านเวทีเจรจาสันติภาพอย่างต่อเนื่องนานหลายสิบปี รวมถึงมีโครงการพัฒนาความร่วมมือมากมายที่หลั่งไหลเข้าไปเพื่อกอบกู้และเยียวยาด้านมนุษยธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย แต่ก็ทำได้แค่เพียงบรรเทาเท่านั้น เพราะเหตุการณ์รุนแรงมักจะปะทุขึ้นเสมอๆ

ขณะที่มหากาพย์แห่งความขัดแย้งรอบเขตแดนดำเนินไป แต่ภายในประเทศ รัฐบาลอิสราเอลยังคงมุ่งมั่นที่จะฟูมฟักความแข็งแกร่งของชาติด้วยวิทยาการทันสมัยทุกแขนง ตั้งแต่การเพาะปลูกเพื่อความอิ่มท้องจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อประกาศศักดิ์ศรี นับจากการตั้งประเทศเมื่อปี 1948 อิสราเอลคือรัฐที่เติบโตจากการอพยพเพื่อการตั้งถิ่นฐานอย่างแท้จริง จำนวนประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง 5เท่า เป็นราว 7.3 ล้านคนในปัจจุบัน กว่าร้อยละ 80 คือคนเชื้อสายยิว และอีกราวร้อยละ 20 เป็นเชื้อสายอาหรับ พวกเขาอพยพมาจาก 5ทวีป จากกว่า 100ประเทศ และได้นำเอาวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นติดตัวมาด้วย อิสราเอลจึงมีความหลากหลายของการแสดงออกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนีแบบรัสเซีย บทประพันธ์อย่างอังกฤษ หรือกระทั่งสถาปัตยกรรมแบบเบาเฮาส์จากเยอรมนี ที่รวมอยู่ภายใต้ความเป็นอิสราเอลซึ่งให้ความสำคัญกับรากฐานที่แข็งแกร่งของชุมชน เมื่อประกอบกับประวัติศาสตร์บนดินแดนที่ยาวนานกว่า 3 พันปีเช่นเมืองหลวงเยรูซาเล็ม จึงทำให้อิสราเอลมีองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่ทั้งเสื่อมสลายและยังมีชีวิตอยู่ โดยมีเมืองเทลอาวีฟ ศูนย์กลางทางการเงินที่ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางแห่งพลังชีวิตของหนุ่มสาว การเริ่มต้นธุรกิจ  ความทันสมัย ทั้งแฟชั่น อาหาร และศิลปะ ขณะที่เมืองไฮฟา เมืองท่าสำคัญก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม และเมืองเบเออร์เชวา กลายเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจทางตอนใต้ของประเทศ และแม้จะอยู่ในภาวะยุ่งเหยิง แต่การท่องเที่ยว ก็ถือเป็นหนึ่งในรายได้หลักของประเทศ โดยในปี 2011 มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางไปอิสราเอลถึงกว่า 3.45 ล้านคน


© Nathan Benn / Otto chrome / Corbis

อิสราเอลปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะสลัดภาพจำจากฉนวนกาซา และความคุกรุ่นจากกลิ่นอายความขัดแย้ง ประเทศจึงได้เปิดรับการลงทุนใหม่ๆ จากต่างชาติอย่างกว้างขวาง โดยมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่ลุ่มๆ ดอนๆ ปริมาณการลงทุนจากต่างชาตินั้นสูงประมาณปีละเกือบพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เรื่อยมา และเพิ่มสูงถึง 25,000 ล้านเหรียญในปี 2006 โดยประเภทของธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ (R&D) และธุรกิจด้านการเงิน ซึ่งมีกองทุนต่างชาติขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินการอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะอิสราเอลมีชื่อเสียงด้านการบริหารกองทุนและการเงินไม่แพ้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ดี ความถดถอยในเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของอิสราเอลได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเศรษฐกิจของอิสราเอลเอง ขบวนประท้วงและนัดหยุดงานจึงเกิดขึ้นบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาล ขณะเดียวกัน คลื่นผู้อพยพลี้ภัยจากแอฟริกาก็เริ่มสร้างความปั่นป่วนในสังคม เมื่อความแออัดนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม และชาวเมืองเริ่มต่อต้านคนแปลกหน้าเหล่านี้ แต่รัฐบาลยังคงมั่นใจว่าจะก้าวข้ามความยุ่งยากต่างๆ ไป เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจเลวร้ายแบบช็อกโลกเมื่อปี 2008อิสราเอลก็สามารถส่งผ่านช่วงเวลาวิกฤตินั้นได้อย่างนุ่มนวล เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นกับธุรกิจสินเชื่อหรือภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่กลับใช้เทคโนโลยีและการวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน และเพิ่มผลผลิตของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การมีบริษัทด้านเทคโนโลยีมากกว่ายุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน  ในขณะที่พลเมืองของอิสราเอลนั้นน้อยกว่ารัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐอเมริกา  ก็ยังทำให้อิสราเอลสามารถดึงดูดการลงทุนในกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital Fund)ได้มากกว่าอเมริกาถึง 2.5เท่า


© Ed Kashi / Corbis

ส่วนเหตุผลที่ความสามารถของชาวอิสราเอลเป็นที่ต้องตาต้องใจนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาเก่งกาจเหนือกว่าเหล่าเด็กโอลิมปิกวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ซึ่งมีอยู่มากมายในอินเดียและสิงคโปร์ หรือผู้คนจากประเทศที่มีเศรษฐกิจน่าประทับใจอย่างเกาหลี แต่สิ่งที่อิสราเอลทำนั้น เริ่มตั้งแต่การวางนโยบายเพื่อการวิจัยและพัฒนา โดยถือเป็นประเทศที่ทุ่มเทงบประมาณเพื่องานวิจัยมากเป็นอันดับ 4 ของโลกและสิ่งที่สำคัญก็คือการสร้างระบบนิเวศของเทคโนโลยีขึ้นในชีวิตประจำวันของชาวอิสราเอล ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากระบบห้องปฏิบัติการของบริษัท แต่เป็นวัฒนธรรมการฝึกฝนในชีวิตประจำวันที่เด็กทุกคนจะต้องเรียนรู้ เช่น คนหนุ่มสาวซึ่งเข้าเป็นทหารที่จะต้องผ่านการฝึกด้านการทำงานเป็นทีม วิธีการบริหารและจัดการกับความทุกข์ยาก การเอาชนะเงื่อนไขต่างๆ ภายใต้ความบีบคั้นอย่างภาวะทรัพยากรไม่เพียงพอและข้อมูลไม่สมบูรณ์ นอกจากนั้น พวกเขายังถูกฝึกให้ท้าทายผู้บังคับบัญชาได้ในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้อง

การฝึกความอดทน การเอาชนะธรรมชาติด้วยความรู้และตรรกะ เป็นเรื่องที่เด็กๆ ชาวอิสราเอลถูกฝึกฝนในระบบนิเวศที่สร้างให้พวกเขาเติบโตขึ้นด้วยความกล้าที่มากพอในการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ และท้าทายต่อสภาวการณ์ที่อาจไม่เป็นใจ

พิชิตทะเลทราย
ถึงแม้ประเทศจะมีขนาดเล็ก แต่อิสราเอลประกอบด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ต่างกันสุดขั้ว ด้านหนึ่งติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรับอากาศร้อนชื้น ทางตอนเหนือเป็นที่ราบสูงมีหิมะตกในฤดูหนาว และพื้นที่เกือบครึ่งประเทศเป็นทะเลทรายที่มีอากาศร้อนและแสงแดดตลอดปี ปริมาณฝนอันน้อยนิดและไม่ทั่วถึงสร้างปัญหาใหญ่ด้านการเพาะปลูก ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ทั้งประเทศยังมีแหล่งน้ำจืดจำกัด และแหล่งดินคือเนินหินทรายที่เต็มไปด้วยผลึกตะกอนเค็มสีขาว และบางส่วนก็เป็นกรวดปนทรายที่พอจะเพาะปลูกได้คิดเป็นร้อยละ 11 ของประเทศ

และเมื่อมนุษย์ไม่อาจมีข้อโต้แย้งหรือคำร้องขอใดๆ จากธรรมชาติได้ ชาวอิสราเอลจึงจำต้องดำเนินชีวิตบนความจำกัดเช่นนี้ พวกเขาจัดการบริหารพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชนและพื้นที่การเกษตรอย่างเป็นระบบ ด้วยการบริหารจัดการแบบรวมกลุ่มที่เรียกว่า คิบบุตซ์ (Kibbutz) และ โมชาฟ (Moshav) โดยคิบบุตซ์เป็นรูปแบบของการนิคมสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง และรายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรจะถูกนำมารวมกันเพื่อแบ่งปันกำไรเท่าๆ กัน ขณะที่ โมชาฟ คือชุมชนจัดตั้งที่มีการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร เพื่อช่วยกันทำมาหากินแบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างมีกติกาในรูปแบบคล้ายสหกรณ์ แต่ละแห่งมีสมาชิกประมาณ 60-200 ครอบครัว แต่ละครอบครัวสามารถมีที่ดิน บ้าน และเครื่องมือทำการเกษตรเป็นของตนเอง โดยโมชาฟจะรับผิดชอบด้านการตลาด การจัดซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ให้สมาชิกในราคาถูก รวมทั้งจัดการให้สมาชิกทุกคนได้ใช้น้ำและที่ดินอย่างเท่าเทียมกัน 


© Reuters / lbraheem Abu Mustafa

         เมื่อสามารถบริหารพื้นที่การเพาะปลูกและอยู่อาศัยได้ การบริหารจัดการทรัพยากรก็ตามมา อิสราเอล ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรในทุกขั้นตอนและทุกมิติ เริ่มตั้งแต่การวางแผนการผลิตก่อนปลูกพืช โดยฝ่ายการตลาดจะวิเคราะห์ว่าพืชชนิดใดที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง  จากนั้นก็จะส่งมาให้หน่วยงานวิจัยศึกษาถึงความเป็นไปได้ และคำนวณหาตัวแปรที่จะมีผลกับการเติบโตและคุณภาพของพืชชนิดนั้นๆ เช่น เมื่อวางแผนจะปลูกดอกไม้เมืองหนาวที่มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ฝ่ายวิจัยจะคิดหาพันธุ์ที่มีความแข็งแรงและงอกงามได้ภายในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้  ทั้งยังมีการออกแบบโรงเรือนและวัสดุต่างๆ เช่น ตาข่ายมุ้งหลังคาที่มีสีและขนาดความถี่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของพืชซึ่งต้องผ่านขั้นตอนการวิจัยและทดสอบ ทั้งการควบคุมความชื้น แสง และแมลง แต่กระบวนการคิดจะยังไม่จบแค่การเพาะปลูกในโรงเรือนเท่านั้น เพราะยังต้องคำนึงถึงระยะทางการขนส่ง ซึ่งทำให้ฝ่ายวิจัยต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้กลีบดอกมีความแข็งแรงมากขึ้น เพื่อความสดที่นานขึ้น ขนส่งได้ไกลขึ้น และขยายตลาดได้มากขึ้น นอกจากนี้เพื่อระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงได้ลงทุนทำถนนที่แข็งแรงและราบเรียบเพื่อการขนส่งพืชผลทางการเกษตรไว้ทั่วประเทศอีกด้วย

               การวางแผนการเพาะปลูกจะถูกกำหนดเป็นรายปีหลังจากได้รับโจทย์จากฝ่ายการตลาด เพื่อควบคุมผลผลิตไม่ให้ล้นตลาด และขายได้รายได้งาม รวมทั้งเพื่อการจัดสรรน้ำสำหรับการเพาะปลูกในแต่ละฤดูกาล เนื่องจากแหล่งน้ำแหล่งเดียวของประเทศคือทะเลสาบกาลิลี ซึ่งรับน้ำมาจากแม่น้ำจอร์แดนกับทะเลสาบคินเนเรตนั้นเป็นน้ำกร่อยที่มีคลอไรด์หรือเกลือปนอยู่ในระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร ส่วนน้ำในทะเลสาบคินเนเรตก็มีระดับเกลือสูงถึง 200 ไมโครกรัมต่อลิตร และน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินก็มีระดับคลอไรด์ที่เข้มข้นถึง 1,500 ไมโครกรัมต่อลิตร ดังนั้น น้ำที่จะนำมาใช้ในการเพาะปลูกจึงต้องผ่านนวัตกรรมการบำบัดน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืดก่อนที่ถูกส่งต่อไปยังพื้นที่แต่ละแห่งและแปลงของเกษตรกรแต่ละราย ซึ่งเกษตรกรจะต้องเข้าใจธรรมชาติของพืชว่าต้องการน้ำในปริมาณเท่าใดสำหรับพันธุ์พืชที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาลเพาะปลูกด้วย

          ทรัพยากรน้ำที่จำกัดยังผลักดันให้้อิสราเอลคิดค้นเทคโนโลยีระบบ Micro Irrigation หรือ ระบบการให้น้ำแบบหยดเพื่อการเพาะปลูกที่ได้ประสิทธิภาพโดยสูญเสียน้ำน้อยที่สุด โดยฝ่ายวิจัยจะศึกษาว่าพืชแต่ละชนิดต้องการน้ำปริมาณเท่าใด และดินที่ใช้ปลูกซึมน้ำได้เร็วแค่ไหน และเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นทรายละเอียด การให้น้ำอย่างมากก็จะไหลผ่านชั้นรากพืชไปอย่างรวดเร็ว จนรากพืชอาจดูดซับไว้ไม่ทัน ดังนั้นเกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำลงไปครั้งเดียว แค่ปล่อยน้ำผ่านระบบน้ำหยดให้น้ำค่อยๆไหลลงไป รากพืชก็จะมีเวลาดูดซับน้ำได้ทัน การสูญเสียน้ำจึงน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

 
© Richard T. Nowitz / Corbis

           ทั้งนี้ ขั้นตอนในการควบคุมการผลิต ตั้งแต่ปริมาณน้ำ การวัดความชื้นในโรงเรือน และปัจจัยอื่นๆ เกือบทั้งหมดจะถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติ เช่น วาล์วน้ำจะถูกสั่งเปิดจากคอมพิวเตอร์ทันทีที่เครื่องวัดความชื้นในดินรายงานว่าพืชต้องการน้ำ และเครื่องพ่นหมอกจะปล่อยละอองน้ำในโรงเรือนเมื่อตัววัดความชื้นรายงานว่าอากาศเริ่มแห้งเกินไป ส่วนพัดลมดูดอากาศจะทำงานทันทีที่ความชื้นภายในโรงเรือนมากเกินกว่าความต้องการของพืช คงเหลือแต่กระบวนการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีมูลค่าสูงและต้องการลดความบอบช้ำซึ่งจะใช้แรงงานฝีมือในการเก็บเกี่ยว  แบบแผนเกษตรกรรมตั้งแต่การศึกษาความต้องการของตลาด การวิจัย เพาะปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์นี้ เป็นระบบที่ใช้ในฟาร์มปศุสัตว์และการประมงชนิดอื่นๆ ด้วย โดยในทุกๆ ปีของฤดูกาลเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ เจ้าของฟาร์มจึงมีงานทดลองทุกปี เพื่อนำไปพัฒนาการเกษตรในฤดูกาลต่อไป เช่น การเปรียบเทียบสายพันธุ์ เปรียบเทียบวัสดุปลูก หรือเปรียบเทียบโรงเรือนที่แตกต่างกันบนตรรกะเช่นนี้ทำให้อิสราเอลไม่ขาดแคลนอาหาร อีกทั้งยังเป็นผู้ส่งออกพืชผลเกษตรรายใหญ่ที่สุดให้แก่ภูมิภาคยุโรปอย่างต่อเนื่อง

             นอกจากนวัตกรรมด้านการเกษตร ชาวยิวผู้รอบรู้ยังได้พัฒนาระบบนวัตกรรมเทคโนโลยีน้ำเพื่อครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่ชาญฉลาดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทั้งระบบการเปลี่ยนน้ำเค็มให้เป็นน้ำดื่ม  กระบวนการบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมมาเป็นน้ำใช้ และยังถือเป็นประเทศที่มีการรีไซเคิลน้ำได้มากที่สุดในโลกถึงร้อยละ 75 ของน้ำอุปโภคบริโภคทั้งหมด (มีสเปนเป็นอันดับสองอยู่ที่ระดับร้อยละ 20) พร้อมกันนี้ อิสราเอลยังเป็นประเทศที่มีการส่งออกระบบเทคโนโลยีเรื่องน้ำ ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  โดยหนึ่งในนั้นคือนวัตกรรมผลิตน้ำดื่มจากน้ำทะเลในระบบรีเวิร์ส ออสโมซิส ของบริษัท ไอดีอี-แอชเคลอน ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ไอดีอี เทคโนโลยีของอิสราเอลกับโวลลา วอเตอร์ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งใช้เทคนิคการปั้มน้ำทะเลด้วยแรงดันสูงผ่านเข้าไปในระบบกรองของไส้กรองเมมเบรนที่สกัดเอาเกลือออกจากน้ำทะเล ในอัตราส่วนน้ำทะเล 2 คิวบิกเมตร เพื่อให้ได้น้ำดื่ม 1 คิวบิกเมตร โดยโรงงานขนาดใหญ่ 2 แห่ง สามารถผลิตน้ำได้ครอบคลุมถึงร้อยละ 50 ของปริมาณน้ำเพื่อการบริโภคของคนอิสราเอลทั้งหมด และสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 เมื่อตั้งโรงงานแห่งที่ 3 แล้วเสร็จในอนาคต 

            นอกจากนี้ ทุกๆ 3 ปี อิสราเอลจะจัดมหกรรมแสดงแสนยานุภาพทางนวัตกรรมด้านการเกษตรเพื่ออนาคตที่เรียกว่า “Israel Agriculture Innovation & Agritech” ขึ้น โดยจะมีประเทศต่างๆ ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อมวลมนุษยชาติ อาทิ จีน เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น รวมถึงยังมีงานแสดงเทคโนโลยีการเกษตรอื่นๆ ที่จัดขึ้นกลางทะเลทรายอะราวาเพื่ออวดความสามารถของระบบทดน้ำ ตลอดจนความสวยงามของดอกไม้และเมล็ดพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่สามารถปลูกได้ดีแม้ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรอย่างเช่นกลางทะเลทราย ไปจนถึงงานแสดงผลงานทางอุตสาหกรรมน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง WATEC เพื่อแสดงนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องของการแสวงหาแหล่งน้ำ การบำบัดน้ำ เรื่อยไปจนถึงการควบคุมสภาวะแวดล้อม และพลังงานทางเลือก ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำเสนอความรู้ และความเข้าใจในหลักการและความคิดเบื้องหลังเทคโนโลยีเพื่อนำมาประยุกต์ใช้เมื่อประเทศต้องประสบกับวิกฤตจากน้ำ

กิ่งก้านแห่งวิทยาการ

ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์จากแหล่งทะเลทรายในอิสราเอลทำให้โลกต้องอิจฉา ไม่เพียงสำหรับความอิ่มท้องของชาวอิสราเอล แต่ยังแตกกิ่งก้านสาขาไปงอกเงยในแห่งอื่น


© Reuters / Amir Cohen

·        ศูนย์ความร่วมมือการพัฒนาระหว่างประเทศเกษตรกรรม (CINADCO) ตั้งขึ้นในปี 1950 เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการพัฒนาทางการเกษตรแก่ประเทศกำลังพัฒนา เช่น เซเนกัล ,อินเดีย ,เอลซัลวาดอร์ , จีน และคาซัคสถาน .องค์กรดังกล่าวได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้กับวิกฤตอาหารทั่วโลก เพื่อช่วยให้ประเทศที่ขาดแคลนอาหารได้บรรลุผลผลิตจากที่ดินทำกินของพวกเขาด้วยวิธีการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร

·        อุตสาหกรรมพลาสติกโพลีแซค เกิดขึ้นในปี 1974 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการกับความท้าทายในการรักษาผลผลิตทางการเกษตรท่ามกลางความร้อนสูงของประเทศ โพลีแซคพัฒนาผลิตภัณฑ์และสามารถทำการตลาดได้กว้างขวาง ผ่านตาข่ายป้องกันยูวีสำหรับการใช้งานด้านการเกษตร เช่น การป้องกันพืชและให้ร่มเงา  การจัดการแสงสเปกตรัม ตลอดจนคลื่นความถี่ โพลีแซคยังมีส่วนร่วมในโครงการเกษตรทั่วโลก เช่น รัสเซีย ,ยูเครน ,ไทย ,เม็กซิโก และบราซิล เป็นต้น

·      เนต้าฟิม (Netafim) บริษัทผู้บุกเบิกและพัฒนาระบบชลประทานน้ำหยด เริ่มดำเนินการในปี 1965 เพื่อปฏิวัติการใช้น้ำในพื้นที่ขาดแคลน บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมรุ่นใหม่ๆ มาโดยตลอด ล่าสุดได้พัฒนาระบบน้ำหยดสำหรับพื้นดินน้อย โดยเนต้าฟิมได้ดำเนินการหลายโครงการทั่วโลก เช่น การฝึกอบรมทางการเกษตรรัฐอานธรประเทศของอินเดีย เพื่อเพาะปลูกอ้อย มะม่วง มะนาว และฝ้าย ในพื้นที่กว่า 6,000 เฮกเตอร์ ซึ่งได้ผลผลิตดีเยี่ยม

· นวัตกรรมเครื่องกรองน้ำพกพา Sulis ของบริษัท Water Sheer ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ โดยสามารถกรองน้ำจากเกือบทุกแหล่งน้ำจากพื้นดินให้สะอาด ด้วยการใช้เม็ดคลอรีนกรองสารปนเปื้อนออก ซึ่งอุปกรณ์หนึ่งชิ้นสามารถกรองน้ำได้ถึงครั้งละ 700 ลิตร โดยนำไปต่อกับปากขวด ก๊อก หรือแท็งก์น้ำทั่วไปได้สะดวก และยังมีขนาดที่เล็กและเบานอกจากนี้ บริษัทหลายแห่งยังได้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อการเข้าถึงแหล่งน้ำคุณภาพสูงในทุกสถานการณ์ ที่ผ่านมาอิสราเอลส่งเครื่องกรองน้ำพกพาและระบบกรองน้ำลิตรไปยังพม่าในปี 2008 เมื่อคราวเกิดพายุไซโคลนไต้หวันในปี 2009 และเฮติ ในปี 2010 และยังได้พัฒนาระบบกรองน้ำฉุกเฉินให้สามารถกรองได้แม้แต่น้ำทะเลหรือน้ำปัสสาวะ

·      เทคโนโลยีฟาร์มโคนมของอิสราเอล ถือว่าทันสมัยและให้ผลผลิตน้ำนมสูงที่สุดในโลก โดยพวกเขาศึกษาถึงพฤติกรรมการมีอารมณ์แปรปรวนและก้าวร้าว เพื่อลดทอนปัญหาและหาทางทำให้แม่วัวสบายใจที่จะมอบน้ำนม  ด้วยเหตุนี้วัวในอิสราเอลจึงให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 1.2หมื่นลิตรต่อปี ขณะที่ฟาร์มในยุโรปผลิตน้ำนมได้เพียง 5-6พันลิตรต่อปี และฟาร์มไทยเพียง 2 พันลิตรต่อปี

· เกษตรออร์แกนิก อิสราเอลได้จัดพื้นที่ฟาร์มออร์แกนิกขึ้น โดยสินค้าที่ผลิตได้จากฟาร์มเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าปกติถึงร้อยละ 30-40มีตลาดใหญ่คือสหภาพยุโรปที่นำเข้ามันฝรั่งถึง 31,000 ตัน รวมถึงผักผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นซีตรัส อะโวคาโด และอินทผาลัม มูลค่าของการส่งออกราว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากยอดการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด

ที่มา: “Israel: A World Leader in AgriculturalTechnology” จาก www.theisraelproject.org

           จากการระดมศักยภาพของชาวยิวทั่วทุกแห่งในโลกที่ได้อพยพกลับมาเพื่อตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ยึดมั่นด้วยศรัทธา และไม่มีวันที่จะเดินจากไปไม่ว่าจะถูกสถานการณ์รุมล้อมมากเพียงใดก็ตาม พวกเขาหลอมรวมความหิวโหย ทุกข์ยาก และแร้นแค้น เข้าด้วยกัน แล้วเปลี่ยนเป็นจิตสำนึกและเล่ห์เหลี่ยมในการเอาชนะอุปสรรคที่มาจากมนุษย์หรือธรรมชาติก็ตามที และในวันหนึ่งข้างหน้า ที่หนทางการต่อรองกับธรรมชาติอาจริบหรี่ลง อิสราเอลจะยังมีเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตมากมาย ที่ไม่ได้เกิดจากผืนดินหรือผืนทราย แต่หากบ่มเพาะด้วยปัญญาของพวกเขาเอง

ที่มา :
Israel's lively start-up culture keeps economy thriving(2009) โดย Dan Senor และ Saul Singerจาก articles.cnn.com
What next for the start-up nation?(2012) โดย Yossi Vardiจาก economist.com  คุณ +1 รายการนี้สู่สาธารณะ
Keep out(2012) จาก economist.com 
ตะลุยเมืองเกษตรกลางทะเลทราย (2555) โดย ดลมนัส กาเจ จาก www.komchadluek.net
น้ำ กับชีวิตที่อิสราเอลโดย ปิยมิตร ปัญญา จากหนังสือพิมพ์มติชน (12 มิถุนายน 2554)
เอกสารสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ (พฤษภาคม 2552)

เรื่อง ศิริอร หริ่มปราณี

Tags: Israel

« Back to Result

  • Published Date: 2012-08-09
  • Resource: www.creativethailand.org