Articles

« Back to Result | List

Slow Money: เงินช้า…แต่ชัวร์

ขงจื้อกล่าวไว้ว่า “ไม่สำคัญว่าคุณจะก้าวช้าแค่ไหน ตราบใดที่คุณก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง”

วูดดี้ แทสช์ ชาวอเมริกันผู้จุดประกายและก่อตั้งองค์กร Slow Money คงเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้น แนวคิด “วงเงินช้า” นี้ ฟังแค่ชื่อก็ดูจะขัดกับสถาบันการเงินทั่วไปที่พยายามเสนอการได้รับผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว แต่ระบบเงินช้านี้มีความแตกต่างที่น่าสนใจมาก ถ้าคุณเคยสงสัยว่า เงินออมที่คุณนำไปฝากไว้กับธนาคารนั้นไปไหน เงินที่คุณลงทุนในกองทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวไปกับสถาบันการเงินต่างๆ นั้นถูกนำไปใช้ทำอะไร คุณมีความมั่นใจในตัวองค์กรเหล่านั้นได้ขนาดไหน การลงทุนในระบบวงเงินช้าจะทำให้คุณรู้ได้เลยว่าเงินที่ลงทุนไปนั้นอยู่ที่ไหน และมีกระบวนการอย่างไรในการทำให้เกิดดอกออกผล

เริ่มจากในปี 2552 ที่สหรัฐอเมริกาประสบปัญหาทางการเงินและเศรษฐกิจอย่างหนัก แทสช์เสนอความคิดในการกระตุ้นเศรษฐกิจย่อยแนวใหม่ โดยระดมเงินเพื่อการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารให้มีการหมุนเวียนภายในท้องถิ่น โดยเขาต้องการให้ประชาชนที่ลงทุนไปเห็นได้ชัดเจนว่า เงินที่ตัวเองได้วางไปนั้น เอาไปใช้ทำอะไร และได้ผลตอบแทนกลับมาที่ชัดเจนภายในท้องถิ่นของตน โดยเป็นการลงทุนที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ และมีความเสี่ยงน้อย

ปัจจุบันแนวคิดระบบเงินช้านี้กำลังได้รับความนิยมในหลายรัฐ ในปี 2554 สมาชิกของระบบได้ร่วมกันลงขันทั้งหมด 9 ล้านบาท ซึ่งกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียน 180 ล้านบาทในธุรกิจอาหารขนาดเล็กทั่วประเทศ ปัจจุบันในเมืองซานฟรานซิสโก มีผู้ระดมทุน 9 รายรวบรวมเงิน 1.2 ล้านบาทไปลงทุนกับฟาร์มสัตว์ปีกและไข่ Soul Food Farm ส่วนในรัฐเมน บริษัท Maine Organic Milling Cooperative และธุรกิจอาหารเล็กๆ อีกหลายเจ้าได้รับเงินลงทุนรวมแล้วกว่า 10 ล้านบาท มีเงินกู้ให้ธุรกิจฟาร์มอีก 5 เจ้าในวงเงินตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน นอกจากนี้ แนวคิดวงเงินช้ายังเริ่มกระจายไปนอกสหรัฐฯ เช่น ในสวิตเซอร์แลนด์ สมาชิกของระบบได้รวบรวมเงินไปลงทุนในผู้ผลิตชีสรายแรกของประเทศที่เริ่มใช้พลังงานแสงอาทิตย์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “วงเงินช้า” น่าสนใจคือ สถานการณ์ในปัจจุบันที่ราคาอาหารสูงขึ้นทั่วโลกเป็นประวัติการณ์ ในบ้านเราเอง ตัวเลขดัชนีผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงเดือน ม.ค. ชี้ให้เห็นว่าสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นถึง 7.7% ส่วนในระดับโลก องค์การอาหารและเกษตรกรแห่งสหประชาชาติรายงานเมื่อเดือน ก.พ. ว่า ราคาอาหารสูงขึ้นกว่า 2% ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว น้ำมันเป็นสินค้าที่มีการพุ่งตัวสูงที่สุดถึง 3% ตามด้วยซีเรียล น้ำตาล ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์ และมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหนึ่งเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายระยะยาวต่อภาคเกษตรกรรม

อีกเหตุผลที่น่าคิดคือ การที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร พร้อมสภาพอากาศที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ดีในการริเริ่มนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ โดยผู้ลงทุนนั้นเป็นใครก็ได้ ตั้งแต่ชาวนา ชาวสวน ข้าราชการ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าในทุกพื้นที่ เพียงเริ่มจากการมองหาเจ้าของกิจการอาหารหรือกลุ่มอาชีพเกษตรกรรมต่างๆ ในชุมชนของตน โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นบริษัทใหญ่หรือโรงงานเท่านั้น คุณอาจจะร่วมลงทุนสนับสนุนร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โรงเลี้ยงหมู สวนผลไม้ หรือฟาร์มปลูกผักปลอดสารพิษเล็กๆ เพื่อให้กิจการนั้นๆ มีทุนหมุนเวียนในการดำเนินการและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลตอบแทนก็จะกลับมาหาตัวผู้ลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปแบบของเงินเสมอไป ผู้ลงทุนอาจได้รับปันผลเป็นเนื้อหมูฟรีทุกเดือนหรือผลไม้สดจากสวนก็ได้

สินเชื่อหรือการลงทุนที่รวดเร็วเกินไป สถาบันการเงินขนาดใหญ่เกินไป ระบบการเงินที่ซับซ้อนเกินความเข้าใจของคนทั่วไปและสะสมความเสี่ยงไว้มากมายในปัจจุบัน คือหนึ่งในปัจจัยที่นำมาซึ่งวิกฤตการณ์และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระบบการเงินโลก อาจถึงเวลาที่เราจะเริ่มเดินเงินให้ช้าลง หันมาลงทุนในท้องถิ่นในรูปแบบที่เราสามารถเห็นการทำงานของเงินที่ชัดเจน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนที่ได้รับในระยะยาวนั้นคุ้มค่า เพราะแหล่งอาหารเป็นปัจจัยหลักและสำคัญต่อทุกชีวิต ทั้งยังสามารถเสริมสร้างชุมชนเกษตรกรรมไทยให้เข้มแข็ง เพื่อต่อยอดเป็นแหล่งอาหารสำคัญของโลกต่อไปได้

ที่มา: จากบทความชื่อ Slow Money Movement…เติมเงินสู่ผืนดิน โดย ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ www.slowmoney.org และ www.fao.org


« Back to Result

  • Published Date: 2012-03-23
  • Resource: www.tcdc.or.th