Creative Knowledge

« Back to Result | List

ความไม่แน่นอน คือความแน่นอน

kodak.jpg
wired.com

ถ้าเปรียบกิจการหรือธุรกิจเป็นเหมือนรถยนต์ หลายครั้งรถยนต์นั้นก็แล่นอยู่ ณ จุดกึ่งกลางถนนที่เส้นทางถูกแบ่งเป็นสองเลน คือเลนแห่งความสำเร็จ และเลนแห่งความล้มเหลว แต่การจะประคับประคองให้ธุรกิจวิ่งอยู่ในเส้นทางแห่งความสำเร็จได้ตลอดไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลายครั้งที่ธุรกิจต้องไปวิ่งอยู่ในเลนแห่งความล้มเหลวเนื่องมาจากหลากหลายปัญหาที่แก้ไม่ตก ปัญหาที่ว่า อาจเกิดจากการที่ผู้บริหารขาดประสบการณ์ คาดการณ์ทิศทางตลาดผิดพลาด ปัญหาจากคู่แข่ง ไปจนถึงการขาดเงินลงทุนที่จะต่อยอดหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเพียงพอด้วยความผันแปรของสภาพเศรษฐกิจ การถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ปัญหาแรงงาน และเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฯลฯ ทุกองค์ประกอบล้วนดึงให้ธุรกิจก้าวเข้าไปสู่เลนแห่งความล้มเหลวทั้งสิ้น

สถิติจาก American Bankruptcy Institute รายงานว่า ในปี 2016 มีกิจการประเภทต่างๆ ที่ถูกศาลตัดสินให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลายรวมกันมากถึง 733,884 กรณีในสหรัฐอเมริกา และรานงานจาก United States Courts เผยว่า ในปี 2016 ในสหรัฐฯ มีตัวเลขธุรกิจนิติบุคคลที่ล้มละลายถึง 25,227 ธุรกิจ และหากเฉลี่ยแล้วจะพบว่า มีธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทปิดตัวลงถึง 69 ธุรกิจต่อวันเลยทีเดียว

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งธุรกิจมีอายุยาวนานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอัตราส่วนการล้มเหลวมากขึ้นเท่านั้น โดยการสำรวจของเว็บไซต์ Statisticbrain พบว่า ในสหรัฐฯ ธุรกิจที่เริ่มกิจการในปีแรก จะมีโอกาสล้มเหลวร้อยละ 25 ส่วนธุรกิจที่ดำเนินกิจการมาถึงปีที่ 10 กลับมีโอกาสล้มเหลวมากถึงร้อยละ 71

โกดัก...รู้ตัวเมื่อสายเกิน
ถึงแม้ความล้มเหลวในการดำเนินธุรกิจนั้นจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การเข้าใจถึงสาเหตุและที่มาที่ไปของความผิดพลาดต่างๆ อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถระมัดระวังไม่ให้ธุรกิจของตนที่กำลังขับเคลื่อนอยู่นั้น แล่นไปในแดนของความล้มเหลว เพราะไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะเก่าหรือใหม่ ก็อาจผิดพลาดจากกับดักเหล่านี้ได้ทั้งนั้น
     
กรณีความสำเร็จและความล้มเหลวของ โกดัก (Kodak) บริษัทผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการถ่ายภาพคือตัวอย่างคลาสสิกตลอดกาลที่หลายคนยึดไว้เป็นบทเรียน เพราะแม้จะเป็นบริษัทรายแรกๆ ที่สามารถผลิตกล้องดิจิทัลออกมาวางจำหน่ายได้ แต่ด้วยแนวคิดของผู้บริหารในขณะนั้นที่มองว่าการถ่ายภาพแบบดิจิทัลคือศัตรูตัวฉกาจของธุรกิจขายฟิล์ม ทำให้โกดักตัดสินใจไม่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทกล้องดิจิทัลต่อ จนกลายเป็นการทิ้งโอกาสให้คู่แข่งรายอื่นอย่าง SONY และ HP แซงหน้าไปอย่างน่าเสียดาย โดยนับตั้งแต่ปี 2001 ตลาดกล้องฟิล์มที่เคยรุ่งโรจน์ของโกดักต้องพ่ายแพ้ให้กับกล้องดิจิทัลที่มียอดขายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนบริษัทต้องประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องนานถึง 7 ปี และเป็นหนี้ถึง 6,800 ล้านบาท ก่อนจะถูกฟ้องล้มละลายในปี 2012 ถือเป็นตัวอย่างความล้มเหลวที่เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่คาดการณ์ทิศทางตลาดผิดพลาด
    
“เมื่อเทคโนโลยีภาพถ่ายจากยุคของฟิล์มกำลังจะก้าวไปสู่ยุคดิจิทัล โกดักกลับไม่มีไหวพริบ และไม่กล้าพอที่จะก้าวออกจากจุดเดิม แต่กลับเลือกที่จะยึดติดอยู่กับธุรกิจฟิล์ม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิม ในฐานะบริษัทผลิตฟิล์มรุ่นเก่า โกดักได้พลาดโอกาสมากมายในการก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล อย่างแรกคือโกดักประเมินผลกระทบของดิจิทัลที่จะมีต่อธุรกิจของตนเองต่ำเกินไป และเพิกเฉยต่อสิ่งที่จะเอื้ออำนวยต่อธุรกิจของบริษัท เมื่อโกดักพยายามกระโจนเข้าสู่โลกดิจิทัล ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว” โรเบิร์ต ซาโลมอน (Robert Salomon) ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาธุรกิจจากมหาวิทยาลัยสเติร์น นครนิวยอร์ก ให้ความเห็นในกรณีนี้

ปัจจุบันโกดักสามารถทยอยใช้หนี้จนพ้นจากสถานะล้มละลายได้แล้ว พร้อมปรับขนาดของบริษัทให้เล็กลงเพื่อฟื้นฟูบริษัท และเปลี่ยนมาลงทุนพัฒนาในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น จนเริ่มเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ธุรกิจที่เปลี่ยนไป แต่การล้มละลายของโกดักก็ยังคงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่มหาวิทยาลัยด้านธุรกิจต่างๆ ยังคงให้ความสนใจในการวิเคราะห์อยู่เสมอ

pokemon.jpg

โปเกมอน โก และความยั่งยืน
แอพพลิชั่นสุดฮิตอย่างโปเกมอน โก (Pokemon Go) ที่เคยพลิกโฉมหน้าของวงการเกมไปโดยสิ้นเชิง ผลงานสุดสร้างสรรค์ ของ Nintendo และ Niantic Labs ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฏาคม 2016 และทำยอดดาวน์โหลดสูงถึง 650 ล้านดาวน์โหลดภายในเวลา 2 เดือน มียอดผู้เล่นต่อวันสูงสุดถึง 40 ล้านคนทั่วโลก กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา เพราะไม่นานตัวเลขมหาศาลนั้นก็ลดฮวบฮาบลง จนหลายคนตั้งข้อสังเกต จากรายงานโดย Comscore ในเดือนธันวาคม 2016 พบว่าตัวเลขผู้เล่นโปเกมอน โก ทั่วโลกที่ยังคงเข้ามาเล่นอย่างสม่ำเสมอนั้นเหลือเพียง 5 ล้านคน และยังมีแนวโน้มลงลดเรื่อยๆ
     
จากการสำรวจโดย Mobile Marketing Data Labo (MMD) บริษัทวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่า จากการสุ่มตัวอย่างคนที่เลิกเล่นเกมนี้ 284 คน เหตุผลอันดับหนึ่งคือร้อยละ 42 ระบุว่าทำให้แบตเตอรี่มือถือหมดเร็ว ร้อยละ 38 ไม่สามารถเล่นได้เวลาอยู่บ้าน และร้อยละ 37 รู้สึกเบื่อที่ต้องทำอะไรซ้ำๆ เดิม อันกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้โปเกมอน โก ไม่สามารถคงความนิยมเหมือนครั้งแรกได้ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกอื่นๆ ที่ไม่สนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนในหมู่ผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดที่ตัวเกมสร้างขึ้น ความยากในการหาโปเกสต็อปเพื่อเก็บลูกบอล รูปแบบการเล่นแบบเดิมๆ การพบแต่โปเกมอนที่ซ้ำจำเจ หรือการที่ต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อใช้งาน ซึ่งส่งผลให้ผู้เล่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดนั้นค่อยๆ ลดจำนวนลง จนกลายเป็นคนเฉพาะกลุ่มไป 

แต่ถึงอย่างนั้น จำนวนผู้เล่นที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของโปเกมอน โก ก็นับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณค่าอย่างมากของบริษัท โดย Niantic ได้พยายามจัดกิจกรรมกับฐานลูกค้าเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับกลุ่มผู้ใช้ที่เหนียวแน่น เช่น การจัดงาน Pokémon Go Fest ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2017 และได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลามมากกว่า 20,000 คน จนทำให้เกิดปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายในงานเลยทีเดียว หรือเมื่อวันที่ 9 – 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา Niantic ก็ได้จัดกิจกรรม Pikachu Outbreak ในเมืองโยโกฮาม่าของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ของโปเกมอน โก ให้มาเข้าร่วมงานได้มากกว่า 2 ล้านคนจากทั่วโลก ที่ตั้งใจใช้เวลาเดินทางข้ามเมืองมาเพื่อจับโปเกมอนตามสวนสาธารณะต่างๆ ระหว่างทาง จนเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จอีกครั้งของเกมดังกล่าวนี้ 

ปัจจุบัน โปเกมอน โก สามารถทำรายได้รวมตั้งแต่เปิดตัวได้มากถึง 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมียอดดาวน์โหลดเกมถึง 752 ล้านครั้ง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 กันยายน 2017 จากเว็บไซต์ thinkgaming.com ยังระบุว่า โปเกมอน โก ยังคงอยู่ในอันดับที่ 11 ของเกมที่ทำรายได้สูงที่สุด (Top Grossing Game Apps) และมียอดดาวน์โหลด 28,000 ต่อวัน ซึ่งถือว่าสูงมากในโลก แม้จะผ่านเวลาการเปิดตัวมานานถึงหนึ่งปีแล้ว และตัวแอพพลิเคชั่นจะไม่ได้ติดอันดับ 1 ใน 10 แอพฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเหมือนที่เคยเป็นมาก็ตาม แต่ในความไม่แน่นอนที่ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลานี้ ก็ทำให้ต้องจับตาติดตามสถานการณ์ของโปเกมอน โก ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป  

อาจเรียกได้ว่าในธุรกิจไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ทุกองค์ประกอบอาจเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้เกิดความล้มเหลวหรือสนับสนุนการดำรงอยู่ของธุรกิจได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนต้องใช้ความรอบคอบในการบริหาร และคำนวณให้ถี่ถ้วนในการเดินบนเส้นทางสายธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวอย่างระมัดระวัง

เรื่อง: ชาคริต นิลศาสตร์

ที่มา:
บทความ “Startup Business Failure Rate By Industry” จาก statisticbrain.com
บทความ "Reason why startups fails" จาก forbes.com
บทความ "2016 Bankruptcy Filings" จาก uscourts.gov
บทความ “When did digital photography become more popular than film photography?” จาก quora.com
บทความ “Survey Reveals that most people stopped playing Pokémon go and here’s why” จาก worldofbuzz.com
บทความ “The number of Pokémon Go players still logging in everyday has plummeted by over 80%”  จาก vg247.com
รายงาน "Nationwide bankruptcy filings by state and jurisdiction" โดย abi.org

« Back to Result

  • Published Date: 2017-09-01
  • Resource: www.creativethailand.org