Creative Knowledge

« Back to Result | List

Social Enterprise… เพราะความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจไม่พอ

เคยมีคำกล่าวจากบุคคลเปลี่ยนโลกคนหนึ่งว่า “การทำเพื่อสังคมไม่ใช่เพียงแค่การหยิบยื่นปลาหรือสอนวิธีการตกปลาให้ผู้อื่นเท่านั้น แต่บุคคลผู้นั้นจะไม่ยอมหยุดจนกว่าเขาจะได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมตกปลา” คนๆ นี้ก็คือ บิล เดรย์ทัน (Bill Drayton) หนึ่งในผู้บุกเบิกเรื่องกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิอโชก้า องค์กรที่สนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมจากทั่วโลก คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่เพียงความต้องการอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับสังคมเท่านั้น แต่การนึกถึงผลตอบแทนทางธุรกิจเพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอดก็เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งใจดีนี้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

Social-Enterprise1.jpg
© epeoplessupermarket.org                 © facebook.com/DoiTungClub

แม้ว่ากิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในปัจจุบัน เพราะได้มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้เห็นเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งธุรกิจรายใหญ่และรายเล็ก จากต่างประเทศและในประเทศ ตัวอย่างเช่น “The People’s Supermarket” ซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชนจากประเทศอังกฤษที่มีโมเดลการทำธุรกิจคล้ายสหกรณ์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 โดยซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้จะนำผลผลิตทางการเกษตรจากคนในชุมชนมาขายในราคาที่เป็นธรรม แถมสมาชิกยังได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่า เกิดการจ้างงานในตำแหน่งใหม่ๆ ภายในชุมชน และมีรายได้เพียงพอในการดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน และหากข้ามมาที่ฝั่งไทยเองแล้วแบรนด์ “ดอยตุง” ที่ผลิตสินค้าและบริการจากฝีมือและแรงงานของกลุ่มชาวบ้านในชุมชนดอยตุงก็เป็นที่ยอมรับในเรื่องคุณภาพ และทุกครั้งที่ได้ซื้อสินค้าจากดอยตุงก็จะรู้สึกว่า เงินที่เสียไปจะไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน พร้อมกับการได้คืนทุนให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปได้พร้อมๆ กัน ดังนั้นแล้ว ผู้บริโภคยุคใหม่จำนวนมากขึ้นจึงเริ่มหันมาสนับสนุนหรืออยากจะเป็นส่วนหนึ่งของกิจการเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า แสวงหากำไรเพื่อนำมาพัฒนาให้ทั้งธุรกิจและสังคมอยู่ด้วยกันได้อย่างยั่งยืน

ก้าวแรกต้องเข้าใจ
แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะธุรกิจเพื่อสังคมเองก็เหมือนกับธุรกิจโดยทั่วไปที่จำเป็นต้องสร้างสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ โปร่งใส และจะดีขึ้นไปอีกหากธุรกิจนั้นๆ มีนวัตกรรมที่แตกต่าง จนผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกมาซึ่งสินค้าหรือบริการที่ดีจริงๆ มากกว่าจ่ายเพราะความรู้สึกสงสาร ดังนั้นแล้ว การเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคมให้ประสบความสำเร็จจึงต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจทั้งจากปัญหาที่แท้จริงของสังคมที่ต้องการแก้ไข และความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการที่จะต้องดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดได้

Social-Enterprise2.jpg

องค์ประกอบสำคัญ 4 ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมประสบความสำเร็จ

1. เข้าใจโจทย์ปัญหาอย่างแท้จริง
- ศึกษาลงไปถึงรากเหง้าหรือต้นตอของปัญหาทางสังคมที่ต้องการช่วยเหลือ

2. เข้าใจความแตกต่างทางสังคม (นวัตกรรมทางสังคม)
- เข้าใจถึงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ เพื่อหานวัตกรรมทางสังคมที่สร้างเรื่องราวและความแตกต่างให้ธุรกิจ

3. มีผู้ประกอบการสังคมที่มีทักษะผู้ประกอบการ
- มีผู้ประกอบการสังคมอยู่อย่างน้อย 1 คนที่จริงจัง และไม่ยอมจำนนต่อปัญหา และสามารถพึ่งพาตัวเองได้ (ไม่ใช่แค่รอความช่วยเหลือจากภายนอก)

4. มีรูปแบบการทำธุรกิจที่ชัดเจน
- มีระบบการทำธุรกิจให้สามารถผลิตสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่าย ไม่ใช่ซื้อเพราะความสงสาร

ที่มา: ส่วนหนึ่งของการบรรยายให้ความรู้เรื่องกิจการเพื่อสังคมแก่ชุมชนทอผ้า จังหวัดน่าน
โดย คุณณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.)


ก้าวต่อไปต้องช่วยกัน
คงจะดีไม่น้อยหากจะมีคนที่มองเห็นคุณค่าคนในชุมชนที่แฝงไปด้วยความสามารถ ฝีมือและแรงงานที่สะท้อนไปถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่รวมไปถึงเอกลักษณ์ของชาติให้ดำรงอยู่ ทั้งยังสามารถเป็นกำลังขับเคลื่อนให้คนในชุมชนมีอาชีพหรือมีธุรกิจที่มั่นคงพอที่จะเลี้ยงตัวเองและลูกหลานต่อไปได้ หนึ่งในนั้นคือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ที่คอยเป็นกำลังขับเคลื่อนให้หลายชุมชนในประเทศไทยมีการท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างยั่งยืน และล่าสุดกับความพยายามของ ดร. พรสุข จงประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาขีดความสามารถการท่องเที่ยว ของ อพท. ที่ได้เข้าไปศึกษาชุมชนทอผ้าที่มีอยู่หลายกลุ่มในจังหวัดน่าน เช่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านนาปงพัฒนาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวง และกลุ่มทอผ้ามหาโพธิ ซึ่งเป็นกลุ่มทอผ้าเล็กๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพและฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์ในจังหวัดน่าน การมองเห็นคุณค่าของกลุ่มทอผ้านี้จึงเป็นการจุดประกายความหวังให้ชุมชน ด้วยการเริ่มต้นให้ความรู้และเสนอแนวทางใหม่ๆ เรื่องการทำธุรกิจเพื่อสังคมและโอกาสในการพบเจอกับนักออกแบบรุ่นใหม่และความต้องการของลูกค้าในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อหวังให้กลุ่มทอผ้าในจังหวัดน่านได้เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจภายในชุมชนให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

Faces of New Hope

Social-Enterprise3.jpg
 
ฟื้นงานปัก คงความดั้งเดิม เพิ่มเติมสีสันแห่งยุคสมัย
จากเดิมที่จบโปรดักส์ดีไซน์ แล้วได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นพนักงานในออฟฟิศมาสักพักแต่ก็ตัดสินใจลาออก เพราะด้วยความที่ใจรักงานปักมาตั้งแต่เด็กๆ จากการคลุกคลีอยู่กับคุณแม่ที่เป็นช่างเย็บผ้ามาก่อน คุณไต้ฝุ่น (พีระวัฒน์ ถาเป็ง) จึงตัดสินใจมาทำงานกับแม่ภัท (ภัทราภรณ์ ปราบริปู – ผู้ดูแลโฮงเจ้าฟองคำ เรือนไม้สไตล์ล้านนาโบราณ และพื้นที่เรียนรู้การทอผ้าพื้นเมือง) ที่ท่านยังอนุรักษ์งานทอและงานปักดั้งเดิมไว้อยู่ และได้เข้ามาช่วยฟื้นงานปักให้ “เนื่องจากเห็นดิ้นที่เหลือแล้วเกิดความคิดว่าน่าจะเอามาทำอะไรได้ จึงเดินทางไปหาผู้เฒ่าผู้แก่ให้สอนวิธีการทำ แล้วฝุ่นก็คิดลายปักหน้าใส่เข้าไป ซึ่งมีผลงานที่ได้ไปต่อยอดกับ อพท. ที่หลวงพระบาง ส่วนเรื่องลายปัก คนทางเหนือสอนกันมาว่า เมื่อโตแล้วให้ไปแตกกอดอกเอาเอง เหมือนดอกไม้ที่แตกยอดเอง ซึ่งจะยังใช้เทคนิคโบราณในการปักอยู่ แต่พวกลายจะสามารถครีเอทเองได้”

Social-Enterprise4.jpg

ถักทอด้วยสายใยชีวิต
เด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่ตัดสินใจไม่เรียนต่อด้านสิ่งทอที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะไม่อยากจากชุมชนทอผ้าของเขาไปไกล ในวันนี้ น้องดรีม (กรกฎ แปงใจ) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวแรงใหญ่ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านซาวหลวงที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ 40 คน ซึ่งน้องดรีมก็ทำหน้าที่ดูแลบริหารและจัดการเรื่องการผลิตและการขายควบคู่ไปกับพวกแม่ๆ ภายในกลุ่ม และได้ลองเปิดหน้าร้านขายผ้าซิ่นในเฟซบุ๊กด้วย ถ้าถามว่าชุมชนทอผ้าแห่งนี้มีจุดแข็งอย่างไร น้องดรีมตอบว่า “กลุ่มวิสาหกิจทอผ้าบ้านซาวหลวงยังคงอนุรักษ์การทอผ้าแบบดั้งเดิมเอาไว้ ตั้งแต่กระบวนการปลูกฝ้าย ปั่นฝ้าย ย้อม และทอด้วยมือทั้งสิ้น ดังนั้นการซื้อผ้าซิ่น 1 ผืน ก็หมายถึงการได้ช่วยสนับสนุนคนปลูกฝ้าย ปั่นฝ้าย คนย้อม และทอ ส่วนในอนาคต ก็อยากให้กลุ่มของเรามีผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบมากขึ้นนอกจากผ้าซิ่นสำหรับผู้หญิงนุ่ง เช่น หมอน ชุดเครื่องนอน ฯลฯ ตอนนี้ที่กลุ่มเราต้องการก็คือ ช่องทางการตลาดและไอเดียการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะถ้าผมออกแบบเองฝ่ายเดียว ก็อาจจะไม่มีลายสมัยใหม่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าจริงๆ แล้วต้องการลายแบบไหน”

Social-Enterprise5.jpg
© localateliers.com

ดีไซน์ประสานสองหัวใจ
“ผ้าฝ้ายทอมือน่านเป็นผ้าที่มีเอกลักษณ์ มีลวดลายที่หาที่ไหนไม่ได้ อย่างลายบ่อสวกที่เราเริ่มทำเป็นโปรเจกต์แรกด้วยกันกับชุมชนซาวหลวง ตัวลายนั้นช่างทอผ้าได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายไหโบราณ ที่มีอายุ 700 ปี พบจากการขุดค้นทางโบราณคดี และมีความเชื่อกันว่า ผ้าลายนี้จะนำความมั่งคั่งมาแก่ผู้สวมใส่ เราจึงออกแบบเป็นกระเป๋าให้เข้ากับการใช้ได้จริงในชีวัตประจำวัน สามารถปรับรูปแบบตามการใช้งานให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบบ Cross body สำหรับวันสบายๆ หรือถ้าอยากออกงานก็ถอดสายสะพายจะกลายเป็นกระเป๋า Clutch สำหรับถือไปงานได้ โดยที่ยังคงความหมายที่ดีของลายทอ”

เบื้องหลังผลงานกระเป๋าผ้าฝ้ายทอมือน่านที่ใส่ดีไซน์ร่วมสมัยนี้ เกิดขึ้นโดยคุณแพร (แพร สฤษดิชัยนันทา) และคุณนุ่น (สุรัชนา ภควลีธร) สองสาวคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นในคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยและอยากเป็นคนกลางประสานโอกาสและต่อยอดคุณค่านี้ โดยทั้งคู่ได้ก่อตั้ง “โลเคิล แอทธีเลียร์ส” (localateliers.com) แพลทฟอร์มที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนนักสร้างสรรค์ นักออกแบบ ช่างฝีมือ และนวัตกรในท้องถิ่น มีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาสินค้าซึ่งจะช่วยร่วมรักษาและต่อยอดภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาในท้องถิ่น รวมทั้งช่วยสร้างช่องทางการตลาดให้เกิดการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

Did you know?
- การทอผ้าเกี่ยวพันกับชาวไทยวนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยผู้หญิงชาวไทยวนจะทอผ้าสำคัญในชีวิตอยู่ 3 ผืน ผืนแรกใช้นุ่งตอนแต่งงาน ผืนที่สองจะทอให้ลูก ถ้าเป็นลูกสาวให้ใส่ตอนแต่งงาน ถ้าเป็นลูกชายก็จะทอเป็นผ้าปรกหัวนาก และผืนสุดท้ายจะใส่ตอนตัวเองเสียชีวิต โดยชาวไทยวนเชื่อกันว่า หากได้นุ่งผ้าที่ทอด้วยตัวเองเกิดมาชาติหน้าจะได้เกิดเป็นชาวไทยวนอีกครั้ง

- สายใยฝ้ายคือสายใยรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เพราะเชื่อกันว่าหากผู้หญิงคนไหนทอผ้าไม่เป็นก็จะไม่ได้ออกเรือน ในสมัยก่อนตอนกลางคืนผู้หญิงจะปั่นฝ้ายอยู่ชานบ้าน เมื่อผู้ชายมาเที่ยวหาก็จะร้องเพลงจีบกัน

เรื่องและภาพ: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ

« Back to Result

  • Published Date: 2017-08-16
  • Resource: www.creativethailand.org
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง