Creative Knowledge

« Back to Result | List

.ONCE กาลครั้งหนึ่งเพื่อผู้พิการทางสายตา

จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย  นักศึกษาจากคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ .ONCE แบรนด์แฟชั่นเพื่อผู้พิการทางสายตา ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์จากคนใกล้ตัว ต้องบอกว่าเรื่องเล่าจากแนวคิดที่น่าชื่นชมนี้ โดนใจทีมงาน TCDC จนอยากแบ่งปันให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ และหวังว่าบางทีพวกเราอาจจะได้นำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้เป็น “แรงบันดาลใจในการทำอะไรเพื่อผู้อื่น” บ้าง ไม่มากก็น้อย



การตอบเเทน
เบื้องหลังในการทำแบรนด์สินค้าสำหรับคนตาบอด เกิดจากประสบการณ์ตรงของจิระที่คลุกคลีอยู่กับคุณลุง คุณป้า มาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่ท่านทั้งสองเป็นผู้พิการทางสายตา ทำให้จิระรู้สึกได้ถึงความยากลำบากในการทำกิจกรรมประจำวัน แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น การเลือกเสื้อผ้า (ที่มีอยู่เต็มตู้!) ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้อย่างถนัดหรือมั่นใจนัก เพราะการสัมผัสสำหรับคนตาบอดช่วยได้เพียงแค่การรับรู้ทั่วไป  เช่น ลักษณะคอเสื้อและเนื้อผ้าเป็นแบบไหน แต่จะไม่สามารถรับรู้เรื่องสีและขนาด ทำให้บ่อยครั้งคุณลุงคุณป้าต้องอาศัยหลานๆ มาช่วยเลือกแทน ทำให้จิระเริ่มคิดว่า ควรจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณท่านทั้งสอง นำไปสู่การทดลองออกแบบเสื้อผ้าที่อำนวยความสะดวกสำหรับคนตาบอดในการเลือกสีและขนาด ช่วยให้การใช้ชีวิตของผู้พิการทางสายตาง่ายขึ้น  ในช่วงเริ่มต้น แม้จิระจะไม่ได้เป็นนักศึกษาด้านออกแบบโดยตรง แต่จากการอบรมหลักสูตรเสริมทางด้านแฟชั่น ทำให้การทดลองทำแบรนด์เสื้อผ้าไม่ใช่งานที่ยากจนเกินไป จิระและเพื่อนๆ จึงเริ่มลงมือทำงาน ประกอบกับช่วงนั้นทางมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ (มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) มีโครงการ ‘ไอเดียแลกล้าน’ ทีมของจิระจึงนำเอาโปรเจคนี้ไปเสนออาจารย์ ปรากฏว่า ได้รับอนุมัติเงินทุนก้อนหนึ่งมาลองทำ แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป การทำแบรนด์.ONCE เอาเข้าจริงพบว่า มีปัญหามากมายทั้งเรื่องเพื่อนๆและการบริหารจัดการ ไหนจะต้องรับมือกับปัญหาของการทำงานเป็นทีม แล้วก็ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับของอาจารย์ด้วย แต่จิระก็ไม่เคยท้อ เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะการได้ไปสัมผัสกับบรรยายกาศ พูดคุยกับเด็กในโรงเรียนสอนคนตาบอด จนทำให้เกิดแรงฮึดทำแบรนด์จนสำเร็จในที่สุด

คิดเพื่อตอบโจทย์ คิดเพื่อคนอื่น
ถึงแม้ว่าแรงบันดาลใจแรกของ .ONCE จะมาจาก “ความอยากทำ” เพื่อช่วยเหลือคุณลุงคุณป้า แต่จิระก็อยากให้แบรนด์สามารถตอบโจทย์เพื่อผู้พิการทางสายตาคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งจิระมองว่า “เพราะความไม่เท่าเทียมในสิทธิหลายๆ ด้านของผู้พิการเหล่านี้ .ONCE fashion for sharing จึงอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านการออกแบบตัวเสื้อ” ทำให้คนตาบอดสามารถเลือกใช้งานเสื้อผ้าได้เหมือนกับที่คนตาดีใช้  ด้วยแนวคิดเช่นนี้ แบรนด์จึงทำการบ้าน+หาวิธีการออกแบบที่เหมาะสม เลือกใช้อักษรเบลล์มาช่วยในการส่งสารให้กับคนตาบอด ความนูนของตัวอักษรที่บอกข้อมูลของเสื้อผ้า ยังช่วยให้เสื้อยืดในสไตล์มินิมอลของ .ONCE มีความน่าสนใจมากขึ้น นอกจากเสื้อใส่ง่ายแล้วแบรนด์ยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น หมวกและแอสเซสซอรี่อีกด้วย  จิระยังมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรัชญาการผลิตสินค้าของแบรนด์ว่า “การออกแบบทุกอย่าง เราจะคำนึงถึงทั้งผู้พิการและผู้สวมใส่ โดยเนื้อผ้าจะเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของทุกคน ที่สำคัญคือ เราจะเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่มาจากคนไทยเท่านั้น เพื่อสนับสนุนแรงงานและสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับพวกเขา ในส่วนการออกแบบกราฟฟิกบนตัวเสื้อ เราก็เลือกสื่อสารความหมายที่เกี่ยวกับคนตาบอดให้คนทั่วไปได้เข้าใจด้วย อย่างคอลเลกชั่นแรก เราสร้างสัญลักษณ์เท่ากับขึ้นมา มีทั้งสีดำและสีขาวอยู่ด้วยกัน โดยเราให้ความหมายว่าสีดำแทนคนตาบอด สีขาวแทนคนตาดี เมื่อเราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อยู่กันอย่างเข้าใจแล้ว ก็จะเกิดความเท่าเทียมขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ .ONCE ตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นด้วย"

ในส่วนของการสร้างโมเดลธุรกิจ จิระเล่าถึงความตั้งใจที่ชัดเจน นั่นก็คือ “การทำธุรกิจของแบรนด์จะอยู่ในรูปแบบของ Social enterprise เป็นธุรกิจเพื่อสังคม โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางหลัก ยึดมั่นในความพอเพียง แต่แบรนด์ก็ไม่ใช่มูลนิธิ หมายความว่า การที่ลูกค้ามาซื้อเสื้อผ้าจึงไม่ใช่การบริจาคเงิน ดังนั้นเมื่อเรามีรายได้แล้ว เราจะคืนกลับสู่สังคม นำไปสร้างโครงการที่สามารถพัฒนาผู้พิการทางสายตาได้จริง รายได้ก็จะมีการแบ่งเป็นอัตราส่วน 70:30 ของกำไรสุทธิ โดย 70% จะนำกลับมาพัฒนาธุรกิจ ส่วนที่เหลือจะนำไปสร้างโครงการช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน” จิระหวังว่าแนวคิดในการทำแบรนด์เช่นนี้ (การทำโครงการเพื่อสังคม+ทำธุรกิจควบคู่กันไปให้สามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง) จะทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องพึ่งเงินบริจาค


สือสารให้เข้าใจเเละโดนใจ
“ในช่วงแรกกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งไว้ คือ ต้องการให้แบรนด์สื่อสารกับกลุ่มคนที่มีจิตใจชอบช่วยเหลือสังคม อยู่ในวัยทำงาน ช่วงอายุตั้งแต่ 30-50 ปี แต่ตอนนี้เราพยายามที่จะขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น โดยโฟกัสไปที่เด็กวัยรุ่นบ้าง ช่วงอายุ 15-25 ปี ซึ่งจริงๆ อันนี้เป็นความตั้งใจของเราเช่นกัน ที่จะสร้างวัยรุ่นไทยให้มีจิตใจคิดถึงผู้อื่น โดยจะออกแบบเสื้อผ้าให้เข้ากับวัยของเขา นำลวดลายและความน่าสนใจใส่ลงไปในงานออกแบบ การเลือกใช้ช่องทางการสื่อสาร เลือกตามกระแสนิยมของคนรุ่นใหม่ เช่น ช่องทาง online ต่างๆ เป็นหลัก เพื่อให้การเปิดตัวแบรนด์ในระยะแรกเป็นที่รู้จักได้รวดเร็วขึ้น เรามีแฟนเพจเฟสบุ๊ค (FB: theonceproject) มีโปรไฟล์ในอินสตาแกรม (IG: theon.ce) และกลุ่มแชทในไลน์ (line: @theonce) เพื่อสร้างช่องทางการเข้าถึงแบรนด์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความยากของคนทำแบรนด์เสื้อผ้าทุกคน ก็คือ การเริ่มต้น และ.ONCE เองก็เช่นกัน “เพราะเราเริ่มต้นกับแบรนด์มาได้ไม่นาน คนส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์ในฐานะของสินค้าแฟชั่นที่มีคอนเซปเรื่องการแบ่งปัน -Fashion for sharing- ซึ่งคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับตรงนี้ แต่เราก็จะเป็นแบรนด์แฟชั่นที่มีจุดยืนชัดเจนในการแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาอย่างจริงจังต่อไป มีเหมือนกันที่บางครั้งหลายคนไม่เข้าใจในสิ่งที่ .ONCE ทำเพื่อผู้พิการทางสายตา ดังนั้นเราจึงพยามสร้างการรับรู้ในหลายช่องทางมากขึ้น  ทั้งคลิป viral ในเพจ และการประชาสัมพันธ์ไปยังสื่ออื่น การให้ความรู้ต่างๆผ่านรูปภาพและบทความ รวมถึงการลงไปทำจริงให้เห็นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพื่อที่กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าใจและโดนใจ ตามความตั้งใจแรกของเราที่จะสร้างวัยรุ่นไทยให้มีจิตใจคิดถึงผู้อื่น”



สร้างเครือข่ายสร้างธุรกิจ
การมีเครือข่ายเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะภายใต้เครือข่าย มันคือความช่วยเหลือที่จิระได้รับมาตลอดตั้งแต่เริ่มโปรเจคนี้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดแนวคิดที่ชัดเจนด้วยคำแนะนำของอาจารย์หลายท่าน รวมทั้งเพื่อนในมหาวิทยาลัยและต่างมหาวิทยาลัยที่มาช่วยดูเรื่องการออกแบบและเติมเต็มในสิ่งที่ขาดไป การสร้างเครือข่ายยังทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปากว่าแบรนด์กำลังทำอะไร อย่างเช่นการที่มาเข้าร่วมในงาน Debut talk ที่ TCDC ก็เช่นกัน ซึ่งจิระมองว่า “แรงสนับสนุนจาก TCDC ในครั้งนี้ที่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการบอกกล่าวเรื่องราวของเราอีกด้วย เพราะ.ONCE เองก็ติดตามข่าวสารของ TCDCCONNECT มาตลอด เพราะการทำธุรกิจเราจะต้องมีสังคมที่อยู่ร่วมกัน ช่วยกันพัฒนา การได้รู้จักแบรนด์อื่นๆ ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น และสามารถกระจายแนวคิดทั้งในด้านการช่วยเหลือผู้พิการ+แนวคิดในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กลุ่มธุรกิจในเครือข่ายได้เข้าใจ และร่วมกันพัฒนาสังคม รวมถึงธุรกิจตนเองให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น” 

ความเท่าเทียม
แผนการในอนาคตของจิระที่วางไว้ คือ การสร้างแบรนด์ .ONCE ให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้จริงๆในโลกธุรกิจเพราะ .ONCE ไม่ใช่มูลนิธิ แต่ทำธุรกิจตามหลักการ Social enterprise จึงต้องมีการพัฒนาสินค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สินค้าน่าซื้อน่าใช้ “เราวางแผนที่จะออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง และตอบโจทย์กับผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงการใส่ดีไซน์ให้กับตัวเสื้อผ้า เพิ่มความน่าสนใจในแบบของเราเอง และที่สำคัญมากก็คือ การผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพสำหรับผู้พิการทางสายตาอย่างมั่นคง และยั่งยืนด้วย เช่น การให้ผู้พิการเป็นตัวแทนจำหน่ายเสื้อของแบรนด์ตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งก็จะต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาอีก รวมถึงเงินทุนในส่วนนี้ด้วยที่เรายังต้องพยายามทำกันต่อไป”ซึ่งจิระเชื่อว่า หากไม่ท้อถอย ใส่ความพยายามลงไป และยึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางสำคัญ การสร้างความยั่งยืน ความเท่าเทียม และความเข้าใจให้กับผู้พิการทางสายตาในสังคมจะเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต

“การทำอะไร เราต้องรู้จักพอดี และเมื่อเรามี เราก็ควรแบ่งปัน แต่ละคนมีจุดพอดีที่แตกต่างกัน แต่เราต้องหามันให้เจอ”

เกร็ดคิดปิดท้าย
-ถ้าสิ่งนั้นดี จงเชื่อในสิ่งที่ทำ
-แรงบันดาลใจหาได้เสมอในทุกๆที่ และหากสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำอะไรเพื่อผู้อื่นได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก
-เราเชื่อว่าธุรกิจไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือในการหาเงิน แต่ยังเป็นเครื่องมือในการช่วยคนได้อีกด้วย
-การมีเครือข่ายการทำงาน เครือข่ายธุรกิจ เป็นสิ่งสำคัญเพราะภายใต้เครือข่าย มันคือความช่วยเหลือ
-การสร้างแบรนด์ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนเสมอ คนจึงจะเชื่อและจดจำได้

คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ ONCE

« Back to Result

  • Published Date: 2017-06-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com