Creative Knowledge

« Back to Result | List

JKmari ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ที่ทำเองแบบม้วนเดียวจบ



“ตอนที่เรามีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด ก็คือตอนที่เรามีงบเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย”

จากศูนย์ไปหนึ่ง
ด้วยคิดว่างานขายออนไลน์มีทิศทางที่ดีและมั่นใจว่าอนาคตจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคุ้นเคยอย่างแน่นอน ผมตัดสินใจกระโดดออกจากชีวิตพนักงานโรงแรมมาลุยทำธุรกิจเต็มตัวโดยมีแค่เงินเดือนเดือนสุดท้ายกับแผนธุรกิจที่มั่นใจมากๆ (ฮ่าๆ)  ผมเริ่มต้นจากการไปเป็นพนักงานรับส่งของในสวนจตุจักรครับ เหตุผลหลักเพราะต้องการเรียนรู้ ‘พื้นฐานวิชาการส่งออก’ แบบเร่งรัด ซึ่งผมคิดว่ามาถูกทาง เพราะสายนี้เขามีให้ครบจริง เราไม่ต้องไปนั่งเทียนจินตนาการว่าควรขายอะไร ฯลฯ ที่สำคัญคือยังมีเงินเดือนพอเลี้ยงตัวให้รอดไปในช่วงนั้น  

เมื่อทำงานไปสักพักผมก็ได้รู้จักกับพี่ผู้ผลิตหลายเจ้า ได้ช่วยเหลือเขาเรื่องการส่งสินค้า ฯลฯ จนพี่บางคนมีความเมตตาให้ข้อมูลผมมาลองขายออนไลน์ เมื่อขายได้ก็นำเงินไปให้พี่เขา ส่งสินค้าออก ส่วนเราก็หักกำไรไปโดยที่ไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง  ต่อมาไม่นานเมื่อลูกค้าและผู้ผลิตเริ่มมีความเชื่อมั่น ผมก็ขยับไปขายสินค้าตัวที่มีมูลค่าสูงขึ้น บางตัวก็พัฒนาเป็นระดับขายส่ง สร้างแบรนด์ตัวเอง เริ่มมีสต็อกสินค้าบางส่วน นี่ล่ะครับเส้นทางจากศูนย์ไปหนึ่งของผม ใครสนใจวิธีนี้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ แต่แบกของเหนื่อยหน่อยนะ




แนวทางสร้างธุรกิจ
แนวคิดหลักในการดำเนินธุรกิจของผมคือ ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ หมายถึงผมจำกัดต้นทุนให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะต้นทุนคงที่ รวมทั้งทำการกระจายความเสี่ยง และสร้างรากฐานให้แข็งแรงก่อนจะขยายงานต่อไป  

ที่ผ่านมาแม้ว่าผมจะเขียนแผนธุรกิจเองและคิดว่ามีโมเดลที่ชัดเจนแล้ว แต่กระนั้นผมก็ไม่มีนโยบายจะกู้ยืมเงินใคร แม้บางทีจะต้องเจอปัญหาเรื่องสภาพคล่อง หรือบางครั้งก็เสียโอกาส แต่ข้อดีที่ผมได้กลับมาคือ ‘โนว์ฮาว’ หรือองค์ความรู้จากการแก้ปัญหาด้วยความคิดไม่ใช่ด้วยเงิน  

กับธุรกิจ JKmari นี้ ผมศึกษาการทำเว็บด้วยตัวเองเพราะเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ คือ ‘ไม่มีเงินจ้างใครครับ’ (ฮ่าๆ)  ซึ่งข้อดีของมันคือผมได้เรียนรู้ว่าโดยปกติแล้วคนออกแบบเว็บมักจะใช้ความรู้ความสามารถในการสร้างเว็บให้ดูดี น่าเชื่อถือ ถูกต้องตามหลัก UX ฯลฯ ในขณะที่เจ้าของธุรกิจกลับจะมองไปที่กลยุทธ์การเพิ่มยอดขาย การทำกำไร ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นเว็บแค่ 8 บิต แต่ถ้าสร้างกำไรได้มากกว่า เขาก็จะเลือกทางนั้น

โชคดีที่ในธุรกิจของผม คนสองคนนี้คือคนๆ เดียวกัน  ฉะนั้นเวลาผมมีกลยุทธ์อะไรมันก็จะลงไปที่เว็บโดยตรง ไม่ต้องผ่านการประชุมใดๆ ให้สับสน ผมสามารถเพิ่มข้อมูลที่ต้องการได้ทันที และลบได้ทันทีถ้าหากว่ามันไม่เข้าท่า

สิ่งหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์อย่างมากอนาคต (ในวันที่ผมไม่ต้องทำเว็บเองแล้ว) ก็คือผมจะยังสามารถบอกได้ว่าเว็บนั้น ‘มันใช้ได้หรือไม่’  นี่คือแนวทางการเรียนรู้และการทำงานของผม ซึ่งรวมไปถึงการฝึกถ่ายรูป การเจรจาต่อรอง การตลาด และทุกอย่างที่พอจะศึกษาเองได้

เจอมากับตัว
ปัญหาคลาสสิกของธุรกิจออนไลน์อันดับแรกคือ ‘การตัดราคา’ เรื่องนี้ถ้าเกิดจากคู่แข่งเขาคำนวณแล้วว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่าจริง และแบกราคานั้นได้ระยะยาวได้  อย่างนี้ไม่เป็นไรเพราะมันคือธรรมชาติของตลาด  แต่ที่ทำผมหงุดหงิดคือการตัดราคาอันเกิดจาก ‘ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์’ ครับ  เช่นพอเห็นราคาซื้อราคาขายต่างกันมากก็อุทาน “โอ้วว นี่ฉันขายครึ่งราคาก็ได้กำไรแล้ว ฉันไม่ต้องเอากำไรมาก เน้นจำนวน” ผมเจอพวกนี้บ่อยจึงลองเคาะราคาดู ปรากฎว่าเขาได้กำไรกันไม่ถึง 50 บาท นี่ยังไม่หักค่ารถเมล์ที่เขาขึ้น  ค่าเสียเวลาต่างๆ ตั้งแต่การออกไปเก็บข้อมูลจนถึงไปยืนรอเคาน์เตอร์ไปรษณีย์  ที่สำคัญยังมีอีกต้นทุนที่ผมเรียกว่า ‘ค่าความเสี่ยงที่ไม่ได้คิด’ ซึ่งนักตัดราคาพวกนี้สักพักก็จะเริ่มรู้ตัว แล้วก็หายจากตลาดไป ทิ้งไว้แต่ความเสียหายทางราคาให้พ่อค้าคนอื่นดูเล่น

ความเสี่ยง
ความเสี่ยงของธุรกิจขายของออนไลน์คืออะไร? สมมติถ้าคุณมีหน้าร้านที่ลูกค้าเดินเข้ามาซื้อ จ่ายเงิน แล้วเดินออกจากร้านไป แต่เขาดันไปสะดุดล้มจนทำสินค้าเสียหาย แบบนี้ทางร้านคุณก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไร ถูกมั้ยครับ แต่สำหรับการขายออนไลน์แล้ว (โดยเฉพาะไปต่างประเทศ) เราต้องแบกรับความเสี่ยงทุกอย่างจนกว่าของนั้นจะถึงมือลูกค้า แถมเมื่อถึงแล้วก็ต้องลุ้นกันอีกต่อหนึ่งว่าลูกค้าจะพอใจหรือเปล่า 

ปัญหาที่เป็นคู่เวรคู่กรรมที่สุดกับการส่งของก็คือ ‘การสูญหายอย่างไร้ร่องรอย’  หาอย่างไรก็ไม่พบ แบบนี้ผมมีทางออกเดียวคือคืนเงินให้ลูกค้าทั้งหมด ขอโทษลูกค้า พร้อมกับยืนไว้อาลัยให้กับสินค้าพร้อมค่าส่งของเราที่จางหายไปในอากาศ

ปัญหาอีกข้อคือถ้าสินค้าไปถึงมือลูกค้าในสภาพยับเยินเกินเยียวยา อย่างนี้สำหรับผมก็ต้องคืนเงินให้ทั้งหมดเช่นกัน เพราะนั่นไม่ใช่ความผิดลูกค้าแม้แต่น้อย ในกรณีแบบนี้ผมคิดว่าทุกคนคงจะโมโหคนส่งของแน่นอน ผมก็เช่นกัน แต่อยากให้มองอีกมุมหนึ่งดูครับ เพราะเรื่องนี้มันดราม่ามาก  ผมขอให้คุณนึกภาพพนักงานขนของตัวน้อยๆ ที่ต้องขนย้ายสิ่งของนับพันชิ้นให้ได้ตรงตามเวลา  ทุกๆ วันเขาคงไม่มีเวลามาละเมียด ยก-ย่อ-วาง ทีละชิ้นหรอกครับ  ที่ผมรู้มาก็คือโยนหมด ยกเว้นพวกแก้ว หรือของหนักเกินโยน  มันเป็นแบบนี้เหมือนกันทั่วโลกครับ ไม่ว่าจะบริษัทจะใหญ่เล็กแค่ไหนก็ตาม ทางที่ดีคือเราในฐานะเจ้าของสินค้าจะต้องแพ็กของให้ดีที่สุด หรือถ้าสินค้ามีมูลค่ามากก็ทำประกันเพิ่ม อย่างนี้จะช่วยได้มากกว่า



คำแนะนำ

อันที่จริงปัญหาที่เจอมันมีตลอดทางครับ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ถ้าให้ผมเขียนแค่สองหน้าคงไม่พอ ต้องเป็นเล่มครับ (ฮ่าๆ) ที่ผ่านมาผมก็พยายามศึกษาจากคนที่มีประสบการณ์ จากผู้รู้ แต่สุดท้ายมันก็คือเราที่ต้องตัดสินใจเอง

เช่นเรื่อง niche market ที่ผมคิดว่าผมหนีมานิชแล้ว แต่ก็ยังเจอคนตามนิชด้วยอีกเป็นร้อย  นั่นล่ะครับ ‘หายนะ’ ถ้าคุณยังไม่ได้สร้าง barrier to entry หรือเพิ่งเริ่มจะสร้างแต่ปูนยังไม่แห้งดี ก็รีบดีดตัวออกมานะครับ เพราะพวกเขาจะตัดราคาคุณสนุกสนานมาก  หรือการที่ผู้รู้แนะนำว่า “อย่า hard sale เราต้องสร้างภาพลักษณ์แบรนด์”

อันนี้ผมว่ามันขึ้นอยู่กับชนิดสินค้าและจังหวะของสินค้าด้วยนะครับ  บางทีถ้ามัวแต่กระมิดกระเมี้ยน บอกความนัย ลูกค้าก็ไม่รู้ว่าเราขายอะไรกันแน่  


ปิดท้าย
บรรยายมาเหมือนผู้เชี่ยวชาญมาก แต่จริงๆ แล้วผมยังไม่ประสบความสำเร็จอะไรนะครับ สามารถถ่ายรูปคู่กับรถเฟอรารี่ได้แต่ยังไม่มีปัญญาซื้อ (ฮ่าๆๆ)  แค่หวังว่าอาจมีสักบรรทัดที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน  สำหรับผมเรื่องที่เล่ามานี้คือบันไดขั้นแรกครับ ยังคงมีขั้นต่อๆ ไปที่จะต้องทำ ซึ่งผมมั่นใจว่ามันจะสนุกกว่านี้อีก  แต่เรื่องของเรื่องคือผมไม่สามารถทำคนเดียวได้ครับ ต้องการรู้จัก ‘โปรแกรมเมอร์’ บ้าพลัง ใจถึงๆ สักคนที่จะมากัดก้อนเกลือกินไปด้วยกัน บอกตรงๆ ว่าไม่มีเงินให้นะ มีแค่โรงรถข้างบ้านกับคำพูดที่ว่า “เราจะเปลี่ยนโลกไปด้วยกัน” คำนี้คุ้นๆ นะ (ฮ่าๆๆ)  มีใครสนใจมั้ยครับ ?

เกี่ยวกับ JKmari
ลักษณะงานถึงตอนนี้ถือเป็นงานขายของออนไลน์บวกส่งออก มีสินค้าหลากหลายโดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์งานฝีมือ ที่ผ่านมาดำเนินงานในรูปแบบ ‘Solopreneur’ ทำคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เก็บข้อมูล ถ่ายรูป มาร์เก็ตติ้ง สร้างเว็บ ติดต่อลูกค้า ออกแบบสินค้า วางกลยุทธ์ แพ็คของ และอื่นๆ จิปาถะ (ยกเว้นผลิตและจัดส่ง)


« Back to Result

  • Published Date: 2017-03-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com