Creative Knowledge

« Back to Result | List

Bangkok Urban Hack (แหก) Day เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่ด้วยความร่วมมือและเทคโนโลยีใหม่

เรื่อง กมลกานต์ โกศลกาญจน์ / สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

 

กิจกรรม Bangkok Urban Hack (แหก) Day เกิดขึ้นบนความร่วมมือของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)  ทีมยุพิน (You Pin)  บุญมีแล็บ  Social Technology Institute และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ที่นำทัพนักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ นักคิด นักการตลาด และผู้เชี่ยวชาญจากอีกหลายสาขา เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาเมือง โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความเปลี่ยนแปลง 


ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ และทีมงานยุพิน
  
กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Hackathon (หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นอย่าง Hack day, Hackfest หรือ Codefest) งานอีเว้นท์ที่ชวนผู้คนจากหลากหลายสาขาเข้ามาร่วมกันพัฒนาโปรเจ็คต์ซอฟต์แวร์ ในระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ 1 วันจนถึง 1 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมจะมีโอกาสออกแบบหรือใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาสังคม ด้วยวิธีการนำ คน มาทำงานร่วมกับข้อมูล เพื่อสร้างฐานข้อมูล (database) และระบบ (ecosystem) ที่นำไปประมวลผลต่อได้ รวมทั้งสามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีพลังมากพอในการปรับปรุงโครงสร้างสังคม หรือพัฒนาเป็นระบบบริการใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้
 
กิจกรรมในวันแรกได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาที่มาร่วมกันแชร์ปัญหาหรือไอเดียเกี่ยวกับกรุงเทพในมิติต่างๆ (เพื่อจะกำหนดเป็นโจทย์ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ปฏิบัติกันต่อไป) ต่อด้วยช่วง เจาะเมือง 5 ด้านที่นำเสนอมุมมองเชิงลึกและปัญหาของเมืองในมิติต่างๆ อาทิ

HY7A8074.jpg
คุณอธิบดี เขมะประสิทธิ จาก SmartVC ผู้ออกแบบแผนที่รถเมล์

1) ด้านการเดินทาง
 ได้รับเกียรติจากคุณอธิบดี เขมะประสิทธิ์ จาก SmartVC ผู้ออกแบบแผนที่รถเมล์ (ทั้งในรูปแบบแผนที่ ณ ป้ายรถเมล์ แผ่นพับสำหรับแจก และแอพลิเคชั่นเส้นทางรถเมล์)  SmartVC มองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรถเมล์จำนวนมาก ครอบคลุมในหลายพื้นที่ แต่จำนวนผู้ใช้บริการกลับน้อยลงในทุกๆ ปี สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่รถเมล์มี ภาพจำว่าเป็นขนส่งสาธารณะสำหรับคนจน ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย ขับเร็ว และมีปัญหาเด็กตีกัน  สารพัดเหตุผลเหล่านี้จุดประกายให้คุณอธิบดีอยากทำอะไรบางอย่างให้รถเมล์ไทยกลับมา ดูน่าขึ้นเหมือนในอดีต  เขาตั้งคำถามด้วยการพลิกมุมมองว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ารถเมล์มาตรงเวลา?  ถ้ารถเมล์มีความปลอดภัยทั้งกลางวันและกลางคืน?  ถ้ารถเมล์มีบริการที่ดีเยี่ยม? นำไปสู่แนวคิดที่จะนำข้อมูลผู้ใช้มาจัดการใหม่ สร้างแพลทฟอร์มกลางที่รวบรวมข้อมูลจากรถเมล์ทุกสาย และส่งไม้ต่อให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ไขปัญหาอย่างถูกจุด
HY7A8084.jpg
   คุณยรรยง บุญหลง
 
ต่อด้วยการตีประเด็น 4 ข้อที่น่าสนใจจากคุณยรรยง บุญหลง วิทยากรรับเชิญอีกท่านที่มาร่วมแชร์แง่คิดจากประสบการณ์การเดินทางในกรุงเทพฯ คุณยรรยงมีมุมมองว่า
1) วินมอเตอร์ไซค์ คือพาหนะที่ซ่อนอยู่ในการขนส่งมวลชนในเมือง สามารถซ่อกแซ่กผ่านรถติดเพื่อขนส่งผู้โดยสารไปยังที่หมายแบบคาดคะเนเวลาได้
2) โครงสร้างเหล็กแบบถอดประกอบได้ของร้านอาหารหรือร้านค้าริมถนน คือ โมเดลหนึ่งของการสร้างเมืองใหม่
3) รถพุ่มพวงหรือรถกระบะที่ขายวัตถุดิบปรุงอาหาร (คล้ายตลาดสดย่อส่วนเคลื่อนที่ได้) สามารถมีบทบาทเป็นศูนย์กลางสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชน 
4) เรือคลองแสนแสบที่บรรจุผู้โดยสารได้ 100 คน เท่ากับการลดปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลได้ 100 คัน 
ข้อมูลเหล่านี้คือ ต้นทุนไอเดียที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำไปต่อยอดพัฒนาแพลทฟอร์มความคิด เพื่อสร้างระบบเชื่อมต่อการเดินทางในกรุงเทพฯ ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
  
HY7A8127.jpg 
คุณนัฏฏ์ เนติวร จาก National Democratic Institute (NDI)  
   
2) ด้านการออกแบบเพื่อมวลชน (Universal Design)  คุณนัฏฏ์ เนติวร จาก National Democratic Institute (NDI) กล่าวถึงหัวข้อการแบ่งเขตชุมชนที่มีตั้งแต่การแบ่งตามลักษณะที่อยู่อาศัย (เช่น ชุมชนแออัด ในเมือง ชานเมือง หรืออาคารสูง) ไปจนถึงการแบ่งด้วยการจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน ซึ่งพบว่าทุกวันนี้มีประชากรจำนวนมากที่ไม่ได้จดทะเบียน จึงไม่ได้รับสิทธิตามที่ควรจากสำนักงานเขต นี่เป็นหนึ่งในปัญหาสังคมที่ต้องหาทางออก   NDI มองว่าผู้นำในพื้นที่อย่างเช่น สส. ควรริเริ่มกำหนดวิธีแก้ปัญหา แนะนำให้ผู้คนในชุมชนตระหนักถึงสิทธิพึงมี อาจจะด้วยการจัดตั้งเวทีสาธารณะหรือทำงานร่วมกับเด็กๆ เพื่อให้เด็กเป็นตัวแทนในการสื่อสาร ฯลฯ   ต่อมาคือ ปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aged society) ที่ในไม่ช้าเมืองไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการที่ผู้สูงอายุดูแลตัวเองไม่ได้ ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า จิตตก หดหู่ ทั้งยังขาดคนดูแลอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานของรัฐยังทำให้การเข้าถึงสิทธิ์รักษาพยาบาลขาดประสิทธิภาพ เบี้ยยังชีพไม่เพียงพอ ฯลฯ   คุณนัฏฏ์ปิดท้ายด้วยคำถามสำคัญว่า แล้วปัญหาเหล่านี้จะสามารถจัดการให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีได้อย่างไร?
   
HY7A8150.jpg 
คุณศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ จากมูลนิธิโลกสีเขียว   

3) ด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อม
 คุณศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ จากมูลนิธิโลกสีเขียว เชื่อว่าคนเราทุกคนมี ประตู เข้าสู่โลกแห่งการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน  เขาเล่าถึงโครงการต่างๆ ที่มูลนิธิฯ เคยทำสำเร็จมาในอดีต อาทิโครงการนักสืบสิ่งแวดล้อม หนึ่งในกระบวนการ สิ่งแวดล้อมศึกษา ที่พลิกความร่วมมือของชุมชนมาเป็นเครื่องมือในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยมูลนิธิได้ทำงานร่วมกับเด็กและผู้นำชุมชนในการลงพื้นที่ รวบรวมเป็นชุดความรู้ให้บุคคลทั่วไปสามารถนำไปศึกษา และประยุกต์ใช้กับการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน
  
HY7A8159.jpg 
คุณอนันตา อินทรอักษร จากเครือข่ายต้นไม้ในเมือง (หรือ Big Tree)  

อีกหนึ่งวิทยากรที่มาร่วมแชร์เรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมคือ คุณอนันตา อินทรอักษร จากเครือข่ายต้นไม้ในเมือง (หรือ Big Tree) คุณอนันตาเริ่มต้นจากข้อสังเกตว่า นักออกแบบเมืองทุกวันนี้ทำงานโดยมีคนเป็นโจทย์ แต่ทำไมถึงไม่ออกแบบเมืองโดยมีต้นไม้เป็นโจทย์บ้าง?  กลุ่ม Big Tree เห็นว่าลมหายใจของต้นไม้ใหญ่ในเมืองเป็นเรื่องสำคัญ เป็นประเด็นที่คนเมืองต้องร่วมกันหาทางออก เพราะพฤติกรรมของคนเราทุกวันนี้มีส่วนอย่างมากในการบั่นทอนลมหายใจที่มีค่าของต้นไม้ จึงอยากชวนให้คนเมืองมาร่วมกันค้นหาต้นไม้ใหญ่เพื่อเก็บรักษาไว้  ยกตัวอย่างเช่นโครงการ 100 ต้นไม้มหานคร ที่ผลักดันให้หน่วยงานรัฐช่วยสนับสนุนการออก พรบ. คุ้มครองต้นไม้ใหญ่  โครงการ โรงเรียนต้นไม้ ที่ชวนรุกขกร (หรือหมอต้นไม้) มาให้ความรู้กับประชาชน เพื่อส่งเสริมให้คนเมืองดูแลต้นไม้อย่างถูกวิธี ฯลฯ
 
สำหรับงานนี้คุณอนันตาเสนอแนวคิดว่า น่าจะทำแพลท์ฟอร์มการลงทะเบียนต้นไม้ใหญ่ที่มีลักษณะเป็น Open Data  ให้คนเมืองทุกคนมีสิทธิ์ช่วยกัน ป้อนข้อมูล และช่วยกันพัฒนาคุณภาพพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองในลำดับต่อไป   
 
HY7A8181.jpg
คุณอาทิตย์ โกวิทวรางกูร ตัวแทนเครือข่ายมักกะสัน

4) ด้านชุมชนและการมีส่วนร่วม ได้รับเกียรติจากคุณอาทิตย์ โกวิทวรางกูร ตัวแทนเครือข่ายมักกะสัน ที่มาเล่าถึงโอกาสในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ 500 ไร่ (ของมักกะสัน) ด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลที่กระทบกับชีวิตเราในทุกๆ วัน  คุณอาทิตย์ชี้ว่าหนึ่งในปัจจัยที่เปลี่ยนเมืองก็คือการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น โครงการพื้นที่สาธารณะ มักกะสันสวนสร้างสรรค์ ที่สนับสนุนให้ภาคพลเมืองกับภาครัฐมาจับมือกันออกแบบ และพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นพื้นที่สีเขียวที่อยู่ร่วมกันได้กับพื้นที่เชิงพาณิชย์ สร้างคุณภาพชีวิตในหลากหลายมิติ เกิดมูลค่าเชิงวัฒนธรรม ส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งระดับจุลภาคและมหภาค ฯลฯ

HY7A8188.jpg 
คุณยศพล บุญสม ตัวแทนจาก Friend of River

วิทยากรอีกท่านหนึ่งคือคุณยศพล บุญสม ตัวแทนจาก Friend of River ที่จุดประกายการรณรงค์เรื่อง การพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ ผ่านโลกออนไลน์ โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ข้อมูล ที่กระตุ้นให้สังคมได้ตัดสินใจจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ   Friend of River ไม่เห็นด้วยกับการสร้างทางริมน้ำและเขื่อนกั้นน้ำท่วมบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นสาเหตุที่จะทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทาง ทำให้แม่น้ำแคบลง และส่งผลกระทบตามมาอีกมากมายในหลายมิติ  คุณยศพลกล่าวว่าแม้ข้อมูลจากโลกออนไลน์จะไม่มีอำนาจโดยตรงกับกฎหมาย แต่ก็เป็นหนึ่งของช่องทางการแสดงพลังความคิด เป็นการปูทางไปสู่การพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล เพื่ออนาคตของการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ บนพื้นฐานของการเข้าใจทรัพยากรและชุมชน
  
HY7A8210.jpg 
คุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ จากศูนย์พัฒนาและออกแบบเมือง (UDDC)
 
 
   5) ด้านผังเมืองและการจัดสรรพื้นที่เมือง  คุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ จากศูนย์พัฒนาและออกแบบเมือง (UDDC) กล่าวว่า เมืองเป็นเรื่องสำคัญเพราะ เมืองคือคน...และคนก็คือเมือง เมืองจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ก็เพราะผู้คนในเมืองนั้นมีอำนาจในการตัดสินใจร่วมกัน ไม่ว่าจะเพื่อสร้าง เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือเพื่อทำลาย ฉะนั้น คน จึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของเมืองๆ หนึ่งอย่างแท้จริง
  
UDDC มองว่าในอนาคตเส้นแบ่งระหว่างความเป็นเมืองและชนบทจะเริ่มพร่าเลือน ด้วยแต่ละพื้นที่จะเริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา มีคาแรกเตอร์ แลนด์มาร์ก หรือจุดเด่นต่างๆ ที่หลากหลายและซับซ้อนขึ้นทุกวัน  และเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมืองจะกลายเป็นพื้นที่รวมของปัญหา ความขัดแยัง และทัศนคติที่แตกต่างกัน  ซึ่งในส่วนนี้ เทคโนโลยี สามารถจะเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา เปิดรับข้อมูล เพื่อนำไปใช้ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ผ่าน คนกลาง ที่รับหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้อาศัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
   
คุณอดิศักดิ์ฝากคำถามว่า จะมีอะไรบ้างที่ช่วยยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตในเมืองให้ดีขึ้นได้ เช่น การมีพื้นที่สีเขียว การจราจรไม่แออัด ถนนมีความปลอดภัย มีทางเท้าที่ดีพอ พื้นที่ว่างในเมืองถูกใช้งานอย่างมีประโยชน์กับผู้คน ฯลฯ

สำหรับกิจกรรมวันที่สอง Bangkok Urban Hack (แหก) Day ดำเนินไปอย่างเข้มข้น เน้นหนักที่การบรรยายเรื่อง Design Thinking และ Service Design โดยทีมงาน TCDC   ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสำคัญในวันที่สามที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องสรุปการคิดค้นพัฒนาไอเดียสุดเจ๋ง พร้อมนำเสนอนวัตกรรมต้นแบบเพื่อแก้ไขปัญหาเมืองกันอย่างจริงจัง
 


ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้แบ่งทีมกันออกเป็น 10 ทีม เพื่อทำงานกันอย่างสนุกสนานภายใต้โจทย์หลัก 5 ข้อดังต่อไปนี้

HY7A8577.jpg หัวข้อที่ 1 ด้านการเดินทาง

ทีมที่ 1 : Plantrip
ทีมงานนำหัวข้อปัญหาเรื่องการเดินทางของคนกรุงเทพฯ มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อสังคมในชื่อ Plantrip เพราะบางครั้งคนเราก็ต้องการเดินทางไปยังหลายๆ สถานที่ในวันเดียว ซึ่งถ้างบน้อยก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้รถแท็กซี่ และอาจต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษขณะเดินทาง   แนวคิดของ Plantrip ก็คือการนำเทคโนโลยีแอพลิเคชั่นและเว็บไซต์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกตรงนี้ โดยเริ่มจากการเลือกสถานที่ที่เราต้องการจะไป (เลือกได้มากกว่า 1 แห่ง) ระบุงบประมาณการเดินทางคร่าวๆ  เลือกรูปแบบพาหนะที่ต้องการใช้ (เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ ฯลฯ)  หลังจากนั้นระบบของ Plantrip ก็จะออกแบบเส้นทางการเดินทางจากจุดตั้งต้นไปยังสถานที่ต่างๆ ที่เราเลือกไว้ พร้อมความพิเศษที่ผู้ใช้สามารถสลับลำดับของสถานที่ต่างๆ ได้ตามต้องการด้วย  นอกจากนั้น ถ้าผู้ใช้ต้องการระบุเส้นทางนอกเหนือจากที่ระบบแนะนำไว้ ก็สามารถสร้างเส้นทางใหม่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ท่านอื่นๆ 
  
แถมยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถ Pin แจ้งอุบัติเหตุ เพื่อแนะให้ผู้ใช้รายอื่นหลีกเลี่ยงเส้นทาง  Pin ตำแหน่งโรงพยาบาล ในกรณีเกิดการเจ็บป่วยกะทันหัน  หรือ Pin ป้อมตำรวจ เมื่อต้องการความช่วยเหลือได้    

ในส่วนของโมเดลการหารายได้ ทีมนี้วางแผนจะเชิญคนดังมาร่วมออกแบบเส้นทาง พร้อมแนะนำร้านอาหารหรือร้านขายของที่อยู่ระหว่างทางเป็นการเปิดช่องให้ร้านค้าและธุรกิจเหล่านั้นเข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการได้

HY7A8508.jpg

ทีมที่2 : Loong Sukhum

เชื่อว่าคนกรุงจำนวนไม่น้อยมีปัญหากับการเดินทางด้วยรถเมล์ โดยเฉพาะในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย เพราะนอกจากจะไม่ทราบว่าต้องขึ้นรถเมล์สายไหนแล้ว หลายคนยังมีปัญหาเรื่องระยะเวลาในการรอรถด้วย (หนึ่งคือเราไม่ทราบเลยว่ารถเมล์ที่ต้องการขึ้นจะมาถึงป้ายในกี่นาที และสองคือเราจะต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะถึงจุดหมาย) ด้วยเหตุนี้ทีมงาน Loong Sukhum จึงคิดนำวิธีการสนทนาแบบ Chatbot มาสร้างเป็นงานบริการใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ
 
ในเบื้องต้นทีมงานวางแผนจะใช้ข้อมูลจีพีเอสบนรถเมล์ปรับอากาศ (ที่พัฒนาโดย Plan B) มาเป็นฐานข้อมูลหลัก  เพื่อให้ผู้ใช้ระบบ Loong Sukhum สามารถเข้าถึงข้อมูลสายรถเมล์ที่ถูกต้อง พร้อมทั้งทราบว่าจะต้องรอรถนานกี่นาที จะถึงที่หมายเมื่อไร ฯลฯ  แน่นอนว่าระบบบริการข้อมูลเช่นนี้น่าจะช่วยให้ผู้ใช้รถเมล์สามารถวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น   ที่สำคัญข้อมูลต่างๆ ยังสามารถเก็บเข้า Data Center เพื่อให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่สนใจ นำไปใช้ต่อยอดพัฒนาเป็นงานบริการใหม่ๆ ได้
 
Facebook ลุงสุขุม: Loong Sukhum

HY7A8545.jpg

หัวข้อที่ 2 ด้านการออกแบบเพื่อมวลชน 

ทีมที่ 3 :U-D อยู่ดี  
นำความต้องการของผู้สูงอายุมาเป็นแกนกลางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สายรัดข้อมือ อยู่ดี  โดยออกแบบให้ผู้สูงอายุใช้งานง่าย เพียงแค่กดปุ่มบนหน้าจอสนทนาเมื่อต้องการถาม จากนั้นตัวเครื่องจะทำการค้นหาคำตอบผ่านฐานข้อมูลต่างๆ แล้วส่งคำตอบกลับมาในรูปของเสียง    

แนวคิดหลักของสายรัดข้อมือ อยู่ดีนี้จะมุ่งเน้นการหาข้อมูลด้านการเดินทางและปัญหาสุขภาพเป็นหลัก พร้อมมีระบบตรวจเช็คสุขภาพในตัว (เช่น การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน ฯลฯ) และระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการล้ม ในกรณีที่ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุล้มคว่ำ สายรัดข้อมือก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังญาติๆ พร้อมแจ้งตำแหน่งที่เกิดอุบัติเหตุผ่าน GPS ได้ทันที  ในแง่การผลิต ทีม U-D วางแผนจะใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการผลิตชิ้นงาน (เพื่อลดต้นทุนให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย)  นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่มุ่งหวังให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในสังคมเมืองได้ดียิ่งขึ้น 


HY7A8496.jpg

ทีมที่ 4 : น้องอยู่ดี 

น้องอยู่ดี คือ Chatbot ที่ออกแบบขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ  เปิดช่องให้คนกลุ่มนี้สามารถพูดคุยเล่นกันได้เพื่อคลายเหงา (ผ่านแอพลิเคชั่นหรืออินเทอร์เน็ต) นอกจากนั้นยังนำเสนอกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุและผู้พิการเป็นหลัก ทั้งในด้านการท่องเที่ยว ดูหนังฟังเพลง หรือแม้แต่การหารายได้พิเศษผ่านการทำงานเสริม  โดยทีมงานหวังว่าข้อมูลที่ได้รับจากการใช้งาน Chatbot นี้ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อโดยภาครัฐ เพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุและผู้พิการมากขึ้นในอนาคต
   
HY7A8490.jpg 

หัวข้อที่ 3 ด้านมลภาวะและสิ่งแวดล้อม

ทีมที่5 : Plantree
ทีมนี้ต้องการให้สังคมหันมาสนใจกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวกันมากขึ้น โดยจะพัฒนาแอพลิเคชั่นที่เปิดช่องให้ผู้ใช้สามาารถปักหมุด โพสท์ภาพถ่าย และใส่รายละเอียดของต้นไม้ที่พบ พร้อมแชร์ให้สังคมออนไลน์ได้ทราบว่า มีต้นไม้ใหญ่ต้นไหนอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง  
ไอเดียไฮไลท์คือเมื่อปักหมุดต้นไม้แล้ว คุณจะสามารถนำต้นไม้นั้นไปปลูกใน สวนดิจิตอล บนแอพลิเคชั่นได้  ยิ่งพบต้นไม้มากเท่าไร สวนดิจิตอลของคุณก็จะ อัพเลเวล สูงขึ้น สามารถนำคะแนนไปแลกสิทธิพิเศษกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้อีกต่อ
 
สำหรับไอเดียการต่อยอดเกมเช็คอินต้นไม้นี้  Plantree วางแผนจะพัฒนาแอพฯ ไปสู่สังคมคนรักษ์ต้นไม้อย่างจริงจัง โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้แอพฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดและเรื่องราวของต้นไม้ระหว่างกัน  อันจะนำไปสู่การสร้าง ความมีส่วนร่วม ของผู้คนในการเก็บข้อมูลต้นไม้ กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหวงแหนต้นไม้ทรงคุณค่ากันมากขึ้นและข้อมูลต้นไม้ที่แอพฯ เก็บรวบรวมได้นี้  Plantree มองว่าสามารถใช้เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดพื้นที่สีเขียวของเมือง รวมถึงยังเปิดโอกาสการสร้างกิจกรรม Offline สำหรับกลุ่มคนรักษ์ต้นไม้ได้อีกทาง 



ทีมที่ 6 : KHYA ขยะ 

ไอเดียหลักของ KHYA คือการกระตุ้นให้คนหันมาใส่ใจเรื่อง ขยะ กันมากขึ้น ผ่านแอพลิเคชั่นที่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเมือง มีการให้ความรู้เรื่องเส้นทางการกำจัดขยะ กระบวนการรีไซเคิล ฯลฯ  ซึ่ง KHYA จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ (Trash Talk), กระตุ้นให้คนช่วยกันสอดส่องว่าพื้นที่ไหนขาดถังขยะ (หรือมีถังขยะไม่พอ) ผ่านการปักหมุดบนแผนที่ (Trash Station), แจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่ามีจุดไหนหรือสถานที่ใดที่รับซื้อขยะรีไซเคิลบ้าง (Recycle Station), พร้อมเปิดบริการรับซื้อขยะรีไซเคิลถึงบ้าน/ที่ทำงาน (Grab Station)  นอกจากนั้นยังคิดจะต่อยอดไปสู่การจัดอีเว้นท์และนิทรรศการเรื่องขยะ (Trash Event) อาทิ โครงการ ผ้าป่าขยะ ที่เปิดให้ทุกคนนำขยะที่สามารถรีไซเคิลได้มาบริจาค เป็นต้น 

 

หัวข้อที่ 4 ด้านชุมชนและการมีส่วนร่วม

ทีมที่ 7 : RattanaGoPin
ทีม RattanaGoPin ต่อยอดงานวิจัยพื้นที่บริเวณ คลองบางลำพู มาออกแบบเป็นแอพลิเคชั่นแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  ซึ่งเนื้อหาภายในแอพฯ จะมีทั้งแผนที่และข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับจุดท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ อาคารเก่าที่น่าสนใจ พื้นที่สาธารณะ ร้านค้าต่างๆ   นอกจากนี้ผู้ใช้แอพฯ ยังสามารถโพสท์ภาพ เขียนคอมเม้นท์ หรือปักหมุดสถานที่ต่างๆ เพิ่มเติมได้ เพื่อขยายฐานข้อมูลให้กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมต่อไป   จุดเด่นของ RattanaGoPin คือการนำระบบ Augmented Reality (AR) มาทำให้ผู้ใช้เห็นภาพในอดีต ซ้อนทับ กับเส้นทางปัจจุบัน เช่น ถ้าเส้นทางนี้เคยมีรถรางมาก่อน หน้าจอบนสมาร์ทโฟนก็จะปรากฏภาพรถรางวิ่งอยู่บนถนนด้วย   

ในส่วนของช่องทางการหารายได้ ทีมงานมีแนวคิดหลากหลายตั้งแต่การหาสปอนเซอร์จากร้านค้าที่ปักหมุด การจัดกิจกรรมเวิร์คชอปที่สอดคล้องกับวิถีในพื้นที่ เช่น การสอนทำขนมไทย การสอนดนตรีไทย การวาดภาพ ฯลฯ 




ทีมที่ 8 : We Care

ทีม We Care หยิบยกปัญหาหลักๆ ในชีวิตประจำวันของคนเมืองมาเป็นตัวตั้ง เช่น ทางเท้าชำรุด ถนนทรุด ฝาท่อแตก ป้ายจราจรเอียง ฯลฯ และทำการออกแบบระบบออนไลน์พร้อมแอพลิเคชั่น ให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสปัญหา (ผ่านการปักหมุด / แชร์ภาพ) พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แอพฯ คนอื่นเข้ามาร่วมโหวตว่าปัญหาไหนควรถูกแก้ไขก่อนหลัง  นอกจากนี้ We Care ยังมีแนวคิดที่จะทำสมุดเผยแพร่ภาพปัญหาต่างๆ ให้กับแหล่งชุมชน เพื่อว่าชาวชุมชนที่เข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตจะได้มีส่วนร่วมในการโหวตได้ด้วย   

ในขั้นต่อไป We Care วางแผนจะนำข้อมูลต่างๆ ที่เก็บได้มาประมวลผล และแสดงบทบาทเป็น ตัวกลาง ประสานงานแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   สำหรับแนวทางการหารายได้สนับสนุน ทีมงานเสนอให้แอพฯ เปิดรับการโฆษณาจากร้านค้าต่างๆ ในพื้นที่เป็นหลัก
   

หัวข้อที่ 5 ด้านผังเมืองและการจัดสรรพื้นที่เมือง

ทีมที่ 9 : ดี ฟรี เย็น
ดี ฟรี เย็น จี้ประเด็นให้เห็นว่าการใช้ชีวิตในมหานครอย่างกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้เวลาช่วงวันหยุดเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งแม้จะได้ความสบายจากแอร์ที่เย็นฉ่ำ อาหารที่เอร็ดอร่อย กาแฟที่หอมกรุ่น แต่เงินในกระเป๋าก็หมดไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน   ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงอยากค้นหาวิธีที่จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ แสวงหาพื้นที่พักผ่อนที่ดีพอ ไม่ร้อนเกินไป แถมประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่า
   
แนวคิดการออกแบบแอพลิเคชั่น ดี ฟรี เย็น คือทางเลือกของการเอาตัวรอดในกรุงเทพฯ อย่างสร้างสรรค์ (Bangkok Survival Guide)  โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปดูภาพและข้อมูลของสถานที่พักผ่อนต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพฯ พร้อมอ่านคอมเม้นท์จากเพื่อนสมาชิกที่เข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้พื้นที่ต่างๆ  ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เราพบสถานที่แห่งใหม่ที่ยังไม่ปรากฏในแอพลิเคชั่น เราก็สามารถ Pin สถานที่นั้นเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่สมาชิกท่านอื่นได้ทันที   
อย่างไรก็ดี ทีมงานเน้นย้ำว่าแนวคิดที่พวกเขาคิดขึ้นนี้ จะไม่ใช่แอพฯ เทวดาที่แก้ปัญหาการใช้ชีวิตในเมืองได้ทุกอย่าง  แต่จะเป็นเสมือน เวทีกลาง ที่นำเสนอ ทางเลือกเพิ่มเติม ให้กับคนกรุงเทพฯ  โดยวางแผนการสร้างรายได้จากการจัดอีเว้นท์ คอนเสิร์ต งานจำหน่ายสินค้า และการขอสปอนเซอร์จากร้านค้าต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณแหล่งพักผ่อนยอดนิยม 

HY7A8519.jpg

ทีมที่ 10 : Bangkok Modular
 
Bangkok Modular หยิบยกปัญหาตึกร้างในกรุงเทพมหานครมาพลิกเป็น โฮสเตล สำหรับนักท่องเที่ยวแบคแพค (ที่พักไม่เกิน 3 คืน)  โดยทีมนี้มีแนวคิดเริ่มต้นว่าจะเช่าพื้นที่ตึกร้าง และแบ่งพื้นที่ภายในตึกนั้นออกเป็นสัดส่วน เช่น ส่วนต้อนรับ ส่วนล็อคเกอร์  ส่วนพักผ่อนนอนหลับ ฯลฯ  ต่อจากนั้นก็จะนำวัสดุอุปกรณ์ง่ายๆ ราคาประหยัดมาออกแบบให้เกิดฟังก์ชั่น เช่น นำกล่องกระดาษลูกฟูกมาพับขึ้นรูปเป็นเตียงนอน ใช้ท่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ต่อเป็นฐานที่นอน ฯลฯ  นอกจากนั้น ยังมีแนวคิดที่จะสร้างกิจกรรมหมุนเวียนในพื้นที่ เช่น การจัด Movie Night ฉายหนังบนกำแพงพร้อมบริการเช่าหูฟัง  จัดพื้นที่ส่วนกลางให้แขกที่เข้าพักออกมา chitchat ร่วมวงสนทนากันได้ ฯลฯ  ส่วนเรื่องการตกแต่งภายนอกอาคาร ทีมงานตั้งใจจะเชิญศิลปินกราฟิตี้มาเพ้นท์ตึกให้ดูตื่นเต้นน่าสนใจยิ่งขึ้น
     
สำหรับไอเดียการจองพักโฮสเทลนี้ ทีม Bangkok Modular เสนอให้ผู้ใช้จองผ่านแอพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์เท่านั้น  โดยได้วางแผนจะปันรายได้บางส่วนไปสร้างพื้นที่พักพิงแก่คนเร่ร่อน  นับเป็นไอเดียการ ต่อยอดธุรกิจ จากสิ่งรกร้าง ที่สามารถจะปันผลกำไรไป จัดระเบียบสังคม ได้ในเวลาเดียวกัน

HY7A8684.jpg

ก่อนจบโครงการทีมผู้จัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมโหวตสุดยอด นวัตกรรมเพื่อสังคม ที่โดนใจที่สุด พร้อมเชิญคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้าร่วมการตัดสิน  โดย 3 ทีมที่ได้รับรางวัลได้แก่ 

HY7A8650.jpg
1) รางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote) ตกเป็นของทีม RattanaGoPin กับแนวคิดการท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรม


HY7A8655.jpg
2) รางวัลสุดยอดความคิดสร้างสรรค์ (Best Creativity) ตกเป็นของทีม ดี ฟรี เย็น กับแนวคิดการหาพื้นที่พักผ่อนอย่างสร้างสรรค์สำหรับคนเมือง

HY7A8662.jpg
3) รางวัลสุดยอดการแก้ไขปัญหาสังคม (Best Solution) ตกเป็นของทีม KHYA กับแนวคิดการจัดการขยะมุมมองใหม่ที่สร้างคุณค่าในสังคมได้มากขึ้น                            

« Back to Result

  • Published Date: 2016-08-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com