Creative Knowledge

« Back to Result | List

“เคลมเร็ว…โตแรง” เรื่องเล่าบนวิถีสตาร์ทอัพ (Startup) กับแอพ ‘เคลมดิ’ (Claimdi)

รับฟังแนวคิดในหัวข้อ ‘วิถีแห่งสตาร์ทอัพ’ โดย กิตตินันท์ อนุพันธ์ ผู้ก่อตั้งแอพ ClaimDi  ‘แอพเรียกประกัน’ ที่สามารถลดขั้นตอนในการเรียกเจ้าหน้าที่ประกันมาทำเคลมรถได้   กิตตินันท์ขึ้นเวทีเสวนา ‘ฟังแล้วรวย’ (ภายใต้โครงการ CHANGE SMEs - เปลี่ยนแล้วรวย ของ TCDC) เพื่อบอกเล่าถึงนิยามและการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบัน



สตาร์ทอัพ (Startup) คือ บริษัทเล็กๆ ที่พร้อมจะโตเร็วแบบก้าวกระโดด มีศักยภาพที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ (หรือบริการ) ที่สามารถทำซ้ำได้ ขยายเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และไม่จำกัดแค่ในสถานที่เดียวด้วย ที่สำคัญกระบวนการทำงานแบบเร่งสปีดนี้ยังต้องเน้นคุณภาพในทุกด้าน และสามารถหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ อยู่เสมอ” นี่คือมุมมองต่อความหมายของสตาร์ทอัพในแบบกิตตินันท์   เขาเล่าว่าที่ผ่านมาเขาเปิดบริษัท SME มา 15 ปี แต่ละปีโตไม่เกิน 15% แต่พอเปลี่ยนแนวทางมาทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพ บริษัทของเขากลับเติบโตได้ถึง ‘สิบเท่า’ ภายในปีเดียว

Claimdi03.jpg

Claimdi02.jpg

ปัจจุบันแอพ ‘เคลมดิ’ ของกิตตินันท์มีฐานลูกค้าเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์กว่า 30 ราย และมีฐานผู้ใช้เป็นลูกค้าจำนวนมากของบริษัทเหล่านั้น นอกจากนั้นแล้ว เขายังต่อยอด ClaimDi ออกไปไม่หยุดนิ่ง เช่น มีแอพ ClaimDi Assist ที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถแจ้งเหตุรถเสียฉุกเฉินได้ (แม้ไม่ใช่ลูกค้า),  มีโครงการ ClaimDi Bike ให้ชาววินมอเตอร์ไซค์ (หรือใครก็ได้) สามารถสมัครเป็นพนักงานเคลม, มีแอพบริการสาธารณะทั่วไป Police I Lert You เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุกับตำรวจได้ง่ายขึ้น ฯลฯ

สตาร์ทอัพต่างจาก SME อย่างไร?
กิตตินันท์เล่าว่าตั้งแต่เล็กจนโต เขาชอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว เช่นแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ที่ค่อยๆ หายไป กลายมาเป็นซีดี กลายมาเป็นแฟลชไดรฟ์ หรือโทรศัพท์บ้านที่ค่อยๆ หมดบทบาท เปลี่ยนมาเป็นมือถือ และสมาร์ทโฟนในที่สุด วิถีเช่นนี้ทำให้กิตตินันท์มองว่า ‘ความเปลี่ยนแปลง’ หรือ ‘Change’ ทั้งหลายในโลกใบนี้สามารถ พลิกมาเป็น ‘Chance’ หรือ ‘โอกาส’ สู่ความร่ำรวยได้

Claimdi04.jpg 

อย่างไรก็ดี ชีวิตการเป็นผู้ประกอบการนั้นก็ไม่ใช่จะราบรื่นไปเสียทั้งหมด เพราะบริษัทของเขาเคยผ่านการ ‘เจ๊ง’ มาแล้วถึงสองครั้งสองครา จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้อ่านหนังสือ ‘บทเรียนร้อนๆ จาก Silicon Valley’ ของ กระทิง พูนผล  กิตตินันท์จึงได้พบกับ ‘วิธี’ และ ‘วิถี’ ที่บริษัทเล็กๆ จะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และมีโอกาสจะต่อกรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้แบบพอฟัดพอเหวี่ยง

จากนั้นไม่นาน เมื่อค่ายมือถือรายใหญ่ของไทยเริ่มจัดประกวดแข่งขันแผนธุรกิจสตาร์ทอัพ กิตตินันท์ก็พาบริษัทของตัวเองไปลงสนามด้วย โดยเลือกเข้าแข่งในเวที DTAC Accelerate เขาเสนอไอเดียการพัฒนาแอพ ClaimDi เพื่อจะเปลี่ยนขั้นตอนการเรียกเคลมประกันรถให้เร็วและง่ายขึ้น ลดเวลารอเคลมจาก 30 นาทีให้เหลือเพียง 3 นาที เท่านั้น (!) 

Claimdi05.jpg

“รถชนเหรอ ก็เคลมดิ” คือ วรรคทองอันเป็นที่มาของชื่อแอพนี้ และด้วยระบบที่เวิร์คกับความเป็นจริงบนท้องถนนไทย (ที่มีการเคลมประกันรถถึง 14 ล้านคันต่อปี) ไอเดียของแอพ ClaimDi จึงชนะเลิศและได้รับเงินทุนจากดีแทค 1.5 ล้านบาท  แต่กิตตินันท์ก็ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘ห้องแห่งกาลเวลา’ ที่ขับเคี่ยวให้ทั้งแอพและองค์กรของเขาต้องพัฒนาสู่ความสำเร็จให้ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม มีการทดสอบมหาโหดมากมายหลายขั้นตอน ฯลฯ  “ทุกคนเหนื่อย บีบคั้น แต่ก็ต้องเหยียบคันเร่งกันสุดๆ ต้องพัฒนาแอพให้เสร็จ ต้องหาลูกค้าเพิ่ม หานักลงทุนเพิ่ม จนพนักงานของผม 25 คนเริ่มทนไม่ไหว ลาออกไปถึง 8 คนเลยทีเดียว”  นี่คือภาพความเป็นจริงที่กิตตินันท์ย้ำกับผู้ฟังว่า “วิถีสตาร์ทอัพนั้นจะต้องโตให้เร็วที่สุด” เมื่อผ่านช่วง 2 เดือนสุดโหดไปได้ ผ่านวงจร Lean Startup (Idea > Build >Test)  ไปได้  บริษัทของเขาก็ได้รับเงินร่วมทุนอีกหลายครั้ง จนกระทั่งมูลค่าธุรกิจตอนนี้พุ่งสูงถึงหลัก 10 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่าสามร้อยล้านบาท) และกิตตินันท์เองยังสามารถถือครองความเป็นหุ้นใหญ่ได้อยู่  “คนอื่นๆ พอประชุมกับลูกค้าเสร็จอาจจะกลับไปนั่งทำ presentation แล้วอีกสัปดาห์ค่อยไปเจอลูกค้าครั้งที่สอง แต่คนสตาร์ทอัพต้องออกจากห้องประชุมแล้วนั่งทำข้อมูลเลย ทำให้เสร็จหน้าห้องประชุมนั่นแหละ แล้วส่งกลับไปให้ลูกค้าในวันเดียวกันให้ได้”  กิตตินันท์อธิบายเพิ่มเติม

Claimdi06.jpg

นอกจากนั้นแล้ว เขายังเล่าถึงเรื่องราวการสร้างความได้เปรียบแบบ ‘Unfair Advantage’ เช่น การสร้างแบรนด์ที่ลูกค้าหลงรัก การสร้างผลิตภัณฑ์ (หรือบริการ) ที่ยากที่จะถูกลอกเลียน การมีสูตรลับที่ไม่มีใครทำซ้ำได้ การสร้างทีมงานที่เก่งระดับเทพ หรือสร้างเครดิตและส่วนแบ่งในตลาดให้ได้มากๆ ฯลฯ   ท้ายที่สุดกิตตินันท์มองว่าในอนาคตแม้เขาจะต้องขายกิจการนี้ออกไป  การ ‘Exit’ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีสตาร์ทอัพด้วย  (เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายรายในโลกเขาทำกันเป็นธรรมดา) เปรียบเสมือนการปล่อยลูกจากอ้อมอกเพื่อให้เขาได้ไปเติบใหญ่ในโลกกว้าง ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์การ Exit ที่ดีย่อมสร้าง ‘ความมั่งคั่ง’ มหาศาลให้กับเจ้าของเดิมหรือผู้ขายได้

เกร็ดคิดปิดท้าย
- สตาร์ทอัพคืออะไร? ถ้ามีร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีหม้อเดียว สูตรเด็ดอร่อยมาก แต่ขายที่เดียว ต่อให้ลูกค้าแน่นแค่ไหน รวยแค่ไหน ร้านนี้คือ SME ไม่ใช่สตาร์ทอัพ แต่ทันทีที่มีการนำสูตรหรือรูปแบบไปเปิดเป็นสาขาได้ไม่จำกัด โคลนนิ่งโมเดลธุรกิจได้  คุณจะกลายเป็นสตาร์ทอัพทันที ยกตัวอย่างเช่น ชายสี่หมีเกี๊ยว เป็นต้น

- สตาร์ทอัพจำเป็นต้องหาสูตรบางอย่างมาช่วยให้โตเร็ว (เรียกว่าการทำ Growth Hacking) ยกตัวอย่างเช่น บริการฝากไฟล์ของ Dropbox ที่มีการแถม ‘พื้นที่เพิ่ม’ ให้กับคนที่ชวนเพื่อนๆ มาใช้บริการ ยิ่งชวนมาก ยิ่งได้แถมมาก ฯลฯ


Website: www.claimdi.com
App Store: CLAIM Di i lert u
Google Play: Claim Di

    

« Back to Result

  • Published Date: 2016-03-30
  • Resource: www.tcdcconnect.com