Creative Knowledge

« Back to Result | List

Thank God It's Organic ผูกใจคนเมืองด้วยปิ่นโตออร์แกนิก 100%

Thank-god01.jpg

“วันนี้กินอะไรดี?” คำถามโลกแตกที่หลายคนเบื่อจะถามและขี้เกียจจะตอบ จนหลายครั้งคำตอบที่เรามีให้กับตัวเองก็คือ “กินอะไรก็ได้” ...ซึ่งนั่นยังไม่ดีพอ  ทุกวันนี้เป็นที่เชื่อกันว่าสิ่งที่เรากินเข้าไปในแต่ละวันนั้น ‘ส่งผล’ ต่อชีวิตเรามากกว่าแค่อิ่มท้อง ดังนั้นข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง จึงไม่ควรเป็นแค่ ‘อะไรก็ได้’  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังที่เทรนด์อาหารสุขภาพกำลังมาแรง  หลายคนอาจจะยังสับสนระหว่างคำว่า ‘ออร์แกนิก’ ‘คลีน’ และ ‘ลดน้ำหนัก’ อยู่ไม่น้อย 

Thank-god02.jpg

Thank-god03.jpg

ปัจจุบันบริการ ‘อาหารสุขภาพส่งถึงบ้าน’ กำลังเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ และ Thank God It's Organic ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดย กฤตยา สัณฑมาศ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจนี้เผยว่า พวกเธอมีความตั้งใจที่จะทำอาหารออร์แกนิกแบบ 100% เพื่อคนไทย เพราะเริ่มสังเกตเห็นว่าในระยะหลังนี้ มีคนใกล้ตัวที่แสดงอาการของ ‘โรคคนเมือง’ กันมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดเกิดมาจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบ การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัว ฯลฯ  กฤตยาและเพื่อนจึงลองค้นหาวิธีเพื่อจะ ‘ปรับชีวิต’ กลับเข้าหาธรรมชาติอีกครั้ง  โดยเริ่มจากการลองทำอาหารที่ปลอดภัยรับประทานกันเอง และเมื่อเธอยิ่งศึกษาลงลึกเท่าไร ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอยากบอกต่อ  ในที่สุดจึงตัดสินใจขยายห้องครัวให้ใหญ่ขึ้น และหวังว่าจะได้แบ่งอาหารดีๆ ให้ผู้อื่นรับประทานด้วย

Thank-god04.jpg

ดีแต่ต้น…จนถึงจาน

เมื่อเลือกใช้วัตถุดิบหลักที่ดีต่อสุขภาพผู้กินแล้ว หุ้นส่วนทุกคนของ Thank God It's Organic ก็คิดตรงกันว่าองค์ประกอบทั้งหมดของครัวนี้ก็ไม่ควรจะเป็นภัยต่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน   กฤษณ์ กันทะวงศ์ และ สุนทรียา ปรียวนิตย์ สองหุ้นส่วนผู้รับหน้าที่พ่อครัว-แม่ครัว ตัดสินใจปรับเมนูใหม่ทั้งหมด  “เราลงลึกเรื่องนี้มาก ลงทุนเดินทางไปถึงท้องนาที่ยโสธร ไปดูวิธีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ จับสัตว์ทะเล …เราตกลงว่าจะคัดสรรวัตถุดิบที่เอามาปรุงอาหารด้วยตัวเองทั้งหมด”  

Thank-god05.jpg

Thank-god06.jpg

สุนทรียาเล่าว่าทีมงานจะคัดเฉพาะพืชผักและเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสารพิษตกค้าง และให้ผลผลิตตามฤดูกาลในประเทศไทยเท่านั้น  ซึ่งความท้าทายก็อยู่ที่การปรับสูตรอาหารและเมนูให้ ‘ลงตัวพอดี’ กับวัตถุดิบที่มีในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น Thank God It's Organic จึงเป็นบริการส่งอาหารที่ไม่มีเมนูให้เลือก ซึ่งถือว่าแปลกพอสมควรในความคิดของลูกค้า  อย่างไรก็ดี ทีมงานอาศัยเวลาเพียงไม่นานก็สามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่า วิธีการนี้จะทำให้ร้านไม่ต้องสต็อกวัตถุดิบไว้เยอะ จึงแทบไม่มีของเหลือทิ้งในแต่ละวัน ถือเป็นการช่วยลดภาระของโลกในทางหนึ่ง แถมลูกค้ายังจะได้มีลุ้นเล็กๆ ทุกวันว่า ‘วันนี้เปิดฝาปิ่นโตมาจะได้พบกับอะไร’
Thank-god07.jpg
Thank-god08.jpg

นอกจากนั้น วิธีการส่งปิ่นโตของ Thank God It's Organic ก็ยังเป็นวิถีรักษ์โลกอีกขั้นหนึ่ง พวกเขาใช้บริการจักรยานของ BikeXenger ในการนำส่งอาหารตามบ้าน (ทั่วกรุงเทพฯ) และเมื่อปิ่นโตเถาใหม่เดินทางไปถึงมือลูกค้าแล้ว ลูกค้าก็มีหน้าที่ส่งปิ่นโตเถาเก่าแลกคืนกลับมา ทั้งนี้เพื่อทีมงานจะได้นำมาหมุนเวียนมาใช้ซ้ำได้อีกนั่นเอง (ในการรับบริการครั้งแรกจะมีน้ำยาล้างจานออร์แกนิกบรรจุขวดแก้วแถมให้เป็น Welcome Set ด้วย)  “ฟังดูอาจจะเหมือนยุ่งยากเป็นอุปสรรคนะคะ แต่เราเชื่อว่าธุรกิจแบบนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจ ถ้าลูกค้ารู้ว่ามันช่วยลดขยะได้ เขาจะรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้เช่นกัน”

Thank-god09.jpg

ฟังก์ชันใช่ ดีไซน์ช่วย
เมื่อมีเป้าหมายที่การส่งเสริมอาหารออร์แกนิกให้เข้าถึงคนหมู่มาก กลยุทธ์ที่ Thank God It's Organic มองว่าสำคัญก็คือ การทำให้ออร์แกนิกลายเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่  ธีระวุฒิ พลารชุน และ ฐมาพร วงศ์เอกชูตระกูล สองหุ้นส่วนผู้รับหน้าที่ออกแบบตั้งแต่โลโก้ไปจนถึงขวดน้ำจิ้ม จึงพยายามหาหนทางที่ทำให้ทุกอย่างมีทั้ง ‘ฟังก์ชั่น’ และ ‘แฟชั่น’ ผสมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว   “Thank God It's Organic มาจากคำคุ้นหูอย่าง Thank God It's Friday คือการจะได้มาซึ่งอาหารออร์แกนิกนั้นไม่ง่าย พอเราได้เจอก็เหมือนเป็นคำอุทานด้วยความดีใจ เราจึงดีไซน์โลโก้เป็นภาพหัตถ์ของพระเจ้า แล้วเติมแครอทสีส้มสดลงไปเพิ่มความขี้เล่น ภาพรวมจะเน้นความร่วมสมัย เพราะเราอยากให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้” ธีระวุฒิเล่าถึงที่มาของชื่อแบรนด์และโลโก้


Thank-god10.jpg

ในขณะที่ฐมาพรเสริมว่าเหตุผลที่พวกเธอไม่เลือกใช้ปิ่นโตอีนาเมลสีสันสวยงามมาเป็นบรรจุภัณฑ์ เป็นเพราะรู้ดีว่าเมื่อใช้ไปนานๆ สารที่เคลือบผิวนั้นจะหลุดออกมาปะปนกับอาหาร  Thank God It's Organic จึงหันไปหาปิ่นโตสเตนเลสที่สวยน้อยกว่า แต่ทนทาน และปลอดภัยที่สุดในบรรดาภาชนะใส่อาหารทั้งหมด  จากนั้นค่อยแก้ปัญหาด้าน ‘ภาพลักษณ์’ ด้วยการดีไซน์ถุงสำหรับใส่ปิ่นโต (ที่เก็บความร้อนได้) อีกชั้นหนึ่ง โดยฐมาพรเล่าต่อว่าที่เลือกใช้สีเขียวเทาเพราะเป็นสีที่เท่ ไม่เปื้อนง่าย ใช้ไปนานๆ ก็ดูไม่เก่า ส่วนกระเป๋าผ้าสำหรับใส่ของ พวกเธอก็เลือกใช้ผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ มีลูกเล่นเป็นรูเหมือนใบผักออร์แกนิกที่หนอนและแมลงมาเจาะกิน ฯลฯ

Thank-god11.jpg

“God ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าอย่างเดียว แต่หมายถึงคนที่อยู่ในวงจรนี้ คนที่ทำให้วิถีออร์แกนิกเติบโตขึ้น” กฤตยาอธิบายถึงลูกเล่นบนป้ายชื่อขนาดเล็กจิ๋วที่ติดแนบไปกับอาหารทุกมื้อ “ป้ายที่ติดบนกระเป๋าของลูกค้าจะพิมพ์ข้อความว่า “Thank ___ It’s Organics” โดยจะใส่ชื่อของลูกค้าลงไป เพื่อขอบคุณเขาที่ช่วยให้วิถีออร์แกนิกในเมืองไทยเติบโตขึ้นด้วย”
 
ในส่วนของการตลาดและประชาสัมพันธ์ Thank God It's Organic ให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ เฟสบุ๊ก ฯลฯ โดยทีมงานเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามปั้นแต่งอะไรมากมาย ซึ่งก็เป็นวิถีเดียวกันกับอาหารออร์แกนิกในปิ่นโตนั่นเอง

สำหรับในอนาคต Thank God It's Organic วางแผนจะเพิ่มบริการส่งสินค้าเกษตรออร์แกนิกถึงบ้านลูกค้าด้วย และพวกเขาย้ำว่าทุกวันนี้ไม่ได้มุ่งหวังจะทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยากจะสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักวิถีออร์แกนิกขึ้น โดยจะคอยจัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ เพื่อขยับขยายวงการนี้ให้เติบโตเป็นสเต็ปต่อไป 

Thank-god18.jpg



Thank God It's Organic  
Website: thankgoditsorganic.com
Facebook: Thank God It's Organic

เกร็ดคิดปิดท้าย
- การเลือกใช้วิธีที่ยุ่งยากอย่างการล้างเก็บภาชนะ ผู้ประกอบการต้องมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความเข้าใจอยู่แล้วพอสมควร เพราะการนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่ตรงใจและมีความหมายเท่านั้น ที่จะทำให้จุดที่อ่อนกลายมาเป็นจุดแข็งได้

- การทำวิดีโอเล่าเรื่องถือเป็นสื่อใหม่ที่มาแรงในปีนี้ Thank God It's Organic จึงใช้วิดีโอในการบอกเล่าที่มาของอาหาร ‘จากต้นสายถึงปลายทาง’ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจแบรนด์นี้อย่างลึกซึ้ง 
- Thank God It's Organic เลือกทำสื่อออนไลน์ให้แข็งแกร่งทั้งเฟสบุ๊กและเว็บไซต์ โดยมีบล็อกเป็นพื้นที่เล่าเรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์ของทีมงาน ซึ่งคาดว่าจะกระจายไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็วและไม่จำกัดเฉพาะแค่คนไทยด้วย

Thank-god12.jpg

Thank-god14.jpg

Thank-god17.jpg

Thank-god16.jpg

Thank-god13.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2016-02-08
  • Resource: www.tcdcconnect.com