Creative Knowledge

« Back to Result | List

Experience Economy - ความสุขซื้อได้ ด้วยประสบการณ์

77777777.JPG 

นักเศรษฐศาสตร์เคยแสดงผลการศึกษาว่า ความสุขเป็นตัวบ่งชี้ความมั่นคงของสังคมได้ แต่หลายต่อหลายครั้งที่คนในสังคมเองก็ยอมรับว่าความสุขนั้นซื้อไม่ได้ด้วยเงินเสมอไปหรอก เพราะเมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราถูกตอบสนองได้หมด สิ่งของหลายๆ อย่างที่เราซื้อมาด้วย เงินก็กลับดูธรรมดา ไม่พิเศษเหมือนกับครั้งแรกที่ตาเห็น (และอยากได้ใจจะขาด) อีกต่อไป มันเป็นความสุขเพียงชั่ววูบเท่านั้นที่เงินซื้อได้

สมมติฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า ในอดีตนั้นสิ่งของที่จับต้องได้ (Physical objects) มักดึงดูดให้ผู้คนตัดสินใจ ซื้อได้อย่างรวดเร็ว เพราะการเห็นของเป็นชิ้นเป็นอันมักจะทำให้เราคิดไปว่าความสุขที่เราจะได้รับนั้นจะอยู่กับเราไปอีกยาวนาน (เมื่อเทียบกับการใช้เงินแลกซื้อ  ประสบการณ์ บางอย่างที่อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป) ด้วยทัศนคติเช่นนี้ผู้คนสมัยก่อนจึงเลือกที่จะเสียเงินไปกับการ ซื้อแผ่นไวนิลมากกว่าที่จะซื้อตั๋วไป ดูคอนเสิร์ตหรือมักตัดสินใจออกไปช้อปปิ้งในวันหยุด มากกว่าจะออกไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด แต่สมมติฐานนี้กำลังจะเปลี่ยนไป 

444444.JPG

Dr. Thomas Gilovich ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล (สหรัฐอเมริกา) ได้ศึกษาและตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุขมาเป็นระยะกว่า 20 ปี เขาพบว่านัยสำคัญของการซื้อความสุขในสังคมสมัยใหม่นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก ทุกวันนี้มีผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ยินดีจะจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง ประสบการณ์แห่งความสุขมากกว่าจะเสียเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่จับต้องได้ซึ่งนั่นก็หมายความว่าแทนที่คนจะซื้อรถยนตร์คันใหม่หรืออุปกรณ์ไฮเทคสุดล้ำไว้ในบ้าน พวกเขากลับเลือกที่จะจ่ายเงินไปกับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ การเล่นกิจกรรมกลางแจ้ง การได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รวมถึงการได้ออกเดินทางท่องเที่ยว ทั้งนี้เพราะความสุขจากประสบการณ์ที่คนเราได้รับนั้น มันจะเชื่อมโยงเราเข้ากับคนอื่นได้ยาวนานกว่าสิ่งของ เช่นว่าเรามักจะมีความทรงจำกับคนในทริปล่าสุดของเราที่วังเวียง มากกว่าจะจำได้ว่าเราไปซื้อทีวีในห้องรับแขกเครื่องนี้กับใคร เป็นต้น

999999999.JPG

ผู้บริโภคจะจดจำประสบการณ์ที่ตนเองได้มีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เพราะต่อให้คนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่เขาสามารถบอกเล่ากับคนอื่นๆ ได้” Gilovich กล่าว และประสบการณ์เช่นนั้นเองก็คือพื้นฐานของแนวคิดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ถูกต่อยอดมาสู่สิ่งที่เรียกว่า Experience Economy

Experience Economy ถูกเขียนถึงครั้งแรกในปีค.ศ.1998 โดย Joseph B. Pine และ James H. Gilmore ซึ่งได้นิยามแนวคิดนี้ไว้ในบทความ The Experience Economy ในฐานะแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แห่งอนาคต โดยทั้ง Pine และ Gilmore กล่าวว่า ธุรกิจจำเป็นจะต้องสร้างสิ่งที่สามารถแปรเป็นความทรงจำให้กับผู้บริโภคได้ และความทรงจำนั้นเองก็จะกลายเป็นสินค้าในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าประสบการณ์

55555.JPG

asdf.jpg

กลับมาดูพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปี 2015 ที่ความเป็นดิจิทัลได้เข้าครอบงำทุกมิติของการใช้ชีวิต ผู้คนสมัยนี้เช็คมือถือกันทุกๆ 3 นาที เพื่อมองหาความรู้สึก เรื่องราว และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะฟีดขึ้นมาได้จากหน้าจอเล็กๆ นั้น  ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจแล้ว มันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องประยุกต์วิถีดิจิทัลนี้ให้กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับกลุ่มเป้าหมายให้ได้  และต่อไปนี้ก็คือสามกลยุทธ์เด่นที่ผู้ประกอบการยุคดิจิทัลควรรู้ไว้ เพื่อเป็นรากฐานในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค

1. มองแบบภาพกว้าง ก่อนที่เราจะมอบประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้าได้ ธุรกิจของเราจำต้องรู้ชัดก่อนว่ากลุ่มลูกค้าของแบรนด์นั้นเป็นใครหมายความว่าในทุกครั้งที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เราต้องแน่ใจว่าปฏิสัมพันธ์นั้นได้ถูกบันทึกและสามารถติดตามได้ เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมากที่แบรนด์จะต้องเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างถ่องแท้ และเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบรนด์ (จากประสบการณ์การใช้งานของพวกเขา) ด้วย นี่คือหนทางแรกในการสร้างความทรงจำพิเศษที่จะทำให้ลูกค้าของเราอยากกลับมาซื้อหรือใช้บริการของเราซ้ำๆ อีก

2. ฟังอย่างตั้งใจ การฟังก็เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญ ธุรกิจทุกวันนี้จำเป็นต้องรู้อยู่ตลอดเวลาว่าลูกค้ากำลังต้องการอะไร ซึ่งโชคดีว่าเหล่าผู้บริโภคในปัจจุบันเขามีที่ทางมากมายในการแสดงความคิดเห็น เทคโนโลยีการสื่อสารได้ทำให้ เสียงของทุกคนถูกเผยแพร่และเชื่อมต่อถึงกันอย่างรวดเร็ว แถมฝ่ายผู้ประกอบการเองก็สามารถจะ อ่านความคิดของผู้บริโภคได้ผ่านพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งจากการโพสต์ การกดไลค์ อันไลค์ ฯลฯ  ดังนั้นถ้าเราตั้งใจฟังเสียงเล็กๆ เหล่านี้ให้ดีแล้ว ธุรกิจของเราก็จะได้ยินถึงสิ่งที่ลูกค้าพยายามจะบอกก่อนหน้าคนอื่นได้

3. ปรับตัวและเปลี่ยนแปลง อย่าหยุดที่จะเปลี่ยนตัวเองไปกับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคสมัยนี้ฉลาดล้ำกว่าแต่ก่อนมาก พวกเขารู้อย่างรวดเร็วว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกคืออะไร (ก่อนที่ฝ่ายขายในบริษัทจะรู้) รู้วิธีการแก้บั๊กส์ในโปรแกรม (ก่อนที่ฝ่ายไอทีจะรู้ว่ามันมีอยู่) รู้ความผิดพลาดของการตั้งราคา (ก่อนที่ฝ่ายการเงินจะคำนวณได้) และที่สำคัญพวกเขามีพลังในการสร้าง คอมมูนิตี้ที่ทรงอิทธิพลมากพอในการจะคว่ำแบรนด์หนึ่งให้ตาย หรือสนับสนุนอีกแบรนด์หนึ่งให้รุ่งได้อย่างเหลือเชื่อ

เกร็ดคิดปิดท้าย
กลยุทธ์เหล่านี้ธุรกิจต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้เพื่อทำให้สินค้าของตนไม่ได้เป็นแค่เพียง
สิ่งของ’ (ที่สร้างความตื่นเต้นได้ไม่กี่วัน) หากแต่จะกลายเป็นสินค้าที่ผูกพันกับผู้คนด้วยเรื่องราว และสร้างความทรงจำดีๆ ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้อย่างยาวนานในอนาคต

เครดิตภาพ
digitaldetox.org
hivesters.com
yogadork.com/

 

« Back to Result

  • Published Date: 2015-04-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com