Creative Knowledge

« Back to Result | List

Digital Venture in Contemporary Craft จุดเปลี่ยนสำคัญของงานคราฟท์ยุคดิจิตอล

digicraft2.jpg

สำหรับหลายๆ คนคำว่า
ดิจิตอลกับ คราฟท์อาจจะฟังเหมือนอยู่คนละโลกและไม่น่าจะไปด้วยกันได้เท่าไหร่ ด้วยว่าภาพจำของสิ่งที่เป็นดิจิตอล (Digital) นั้นมักจะเชื่อมโยงอยู่กับความเป็นสมองกล หุ่นยนต์ ขั้นตอนที่เป๊ะๆ ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งมันโคตรจะตรงกันข้ามกับนิยามของคราฟท์’ (Craft) ในมิติที่เราคุ้นเคย อันเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ความลื่นใหล มีความบังเอิญหรือการลองผิดลองถูกเข้ามาเกี่ยวข้องได้ นอกจากนั้นเรายังเชื่อกันว่างานคราฟท์ก็ต้องทำมือกันล้วนๆ ต้องอาศัยเวลา น้ำอดน้ำทน และใส่จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ลงไปแบบเต็มๆ  อย่างไรก็ดีเมื่อโลกในวันนี้ก้าวเข้าสู่ยุคที่อะไรก็ดิจิตอล’ ไปหมด ไม่เว้นแม้แต่โลกของคราฟท์’ ที่สุดท้ายก็ต้องโดนผลกระทบไปด้วย  ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่างานคราฟท์นั้นกำลังเคลื่อนผ่านไปสู่มิติที่ร่วมสมัยมากขึ้น นิยามของมันเปิดกว้างออกไป เช่นว่ามันอาจไม่ต้องยึดโยงอยู่กับความเป็นวัตถุ’ หรือ งานมือล้วนๆ’ ก็ได้ แต่สามารถครอบคลุมถึงงานฝีมือ’ ทุกประเภท ที่บางทีก็เกิดขึ้นจากการหลอมรวมศาสตร์ดิจิตอลแขนงใหม่ๆ เข้ามาด้วยเช่นกัน 

แม้ขอบเขตของนิยามจะเปิดกว้างขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่โลกการสร้างสรรค์ปัจจุบันยังเห็นพ้องต้องกันอยู่ก็คือ ไม่ว่าชิ้นงานคราฟท์นั้นจะปรากฏให้โลกเห็นในรูปแบบใด แต่ความคราฟท์ก็ยังคงมีหัวใจอยู่ที่กระบวนการผลิต และธรรมชาติของการทำสิ่งนั้นขึ้นด้วยสัมผัสแห่งมนุษย์ ยังคงเป็นการทำงานที่อาศัย มือ ใจ และ ตา สามอวัยวะสำคัญที่จะทำให้ช่างฝีมือคนหนึ่งสามารถส่งผ่านเอกลักษณ์ความงามส่วนตัวออกมาได้ ไม่ว่าเครื่องมือหรือวัตถุดิบที่เขาใช้จะมาจากโลก แอนาล็อกหรือโลกดิจิตอลก็ตาม

Fabolous Fabrication: ดิจิตอลคราฟท์ในวันที่ใครๆ ก็ทำได้
เมื่อเทคโนโลยีดิจิตอลเปิดโลกใบใหม่ให้คนที่ (อยาก) ทำงานคราฟท์สามารถจะทำในหลายๆ สิ่ง ที่เคยเป็นไปไม่ได้ในอดีต  ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นงานคราฟท์ในภาษาใหม่มากมายที่ทยอยเปิดตัวออกมาสวัสดีชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มข้าวของเครื่องใช้ ของเล่น หรือแม้แต่ของกิน ฯลฯ โดยนักออกแบบและช่างฝีมือหัวก้าวหน้าเหล่านี้เขายินดีจะผสานทักษะใหม่ๆ จากโลกดิจิตอล (เช่นซอฟแวร์และสมองกลต่างๆ) เพื่อที่จะได้เล่นสนุกกับไอเดีย และต่อยอดความเป็นไปได้ของงาน คราฟท์ร่วมสมัยออกไปแบบไม่สิ้นสุด และนั่นก็นำไปสู่การสร้างกายภาพใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำเกินกว่าแค่มือจะรังสรรค์ได้ด้วย


11002623_432277853588258_1226691820675880009_n.jpg

ในประเทศไทยเรา ล่าสุดเราก็มี Fabrication Lab น้องใหม่นามว่า FAB Café Bangkok เปิดตัวขึ้นแล้วในย่านซอยอารีย์ (พหลโยธิน) ซึ่งเป็นทั้งแหล่งความรู้ ห้องทดลอง FabLab และร้านกาแฟ ที่เปิดประตูต้อนรับทุกคนที่สนใจในพัฒนาการของ Digital Fabrication โดยกลุ่มผู้ก่อตั้ง FAB Café เขามองว่า วัฒนธรรมการคราฟท์สิ่งต่างๆ ด้วยเครื่องมือดิจิตอลนั้นกำลังจะเบ่งบานทั่วโลก มันจะเติบโตไปพร้อมๆ กับเด็กรุ่นใหม่ที่มี 3D Printer เป็นของใช้ธรรมดาในชีวิต (ก้าวต่อไปจากเด็กยุค iPad) และมันก็ถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรจะได้ร่วมเรียนรู้ถึงวิถีใหม่นี้กันอย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะแค่ในแวดวงการศึกษา หรือในอุตสาหกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้น  

ธุรกิจใหม่นี้จึงเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการ-สถานลองฝึกหัดที่จะแปรความคิดและจินตนาการของคุณให้เกิดเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์ แม้ในจำนวนน้อยๆ หรือเพียงแค่ชิ้นเดียวก็ได้ซึ่งคนทุกเพศทุกวัย (ขอแค่อายุ 3 ขวบขึ้นไป) ก็สามารถจะเข้าไปเล่น ไปเรียนรู้ และลองสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ของตนได้ที่ FAB Café แห่งนี้

กัลยา โกวิทวิสิทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง FAB Café เผยว่าปัจจุบันเครื่องพิมพ์ Laser Cut สามารถจะสั่งพิมพ์งานลงบนวัสดุได้หลากชนิดหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็นการสลักข้อความลงบนขนม ช็อกโกแลต ไข่ หรือกระทั่งผลไม้ นอกจากนั้นสำหรับคนที่ต้องการอยากสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ หรืออยากพัฒนาผลงานให้แตกต่างและมีชิ้นเดียวในโลก (ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์หลายแขนง เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม หรือระบบไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง) ทาง FAB Café ก็จะมีวิศวกรที่ปรึกษา และผู้รู้ในสาขาต่างๆ คอยให้คำแนะนำได้

การออกแบบงานผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หากไปทำในระบบอุตสาหกรรมก็ต้องขึ้นรูปกันเป็นแสนเป็นล้านบาท แต่ถ้าคุณมาทำที่ FAB Café ค่าใช้จ่ายก็จะลดลงมหาศาล เพราะคุณทำแค่ชิ้นเดียวก็ได้ ไม่ต้องพึ่งพา Economy of Scale เหมือนในระบบอุตสาหกรรม เช่นถ้านักศึกษาคิดอยากจะทำกล้องถ่ายรูปดิจิตอล หรือทำเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในแบบของตัวเอง เขาก็สามารถจะดีไซน์ชิ้นส่วนในคอมพิวเตอร์ และสั่งให้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์ชิ้นส่วนเหล่านั้นออกมา (ด้วยผงพลาสติกหรือวัสดุอื่นใดที่ต้องการ) ส่วนเรื่องแผงวงจร เลนส์ ฯลฯ เราก็จะมีผู้รู้ให้คำแนะนำ และถ้ามันยากมากจริงๆ ก็จะขอให้ที่ปรึกษาจาก สวทช. เข้ามาช่วยได้

MUJI Hack @ FAB Café: เมื่อนัก DIY อาจกลายเป็น Mini Entrepreneur
แน่นอนว่าเมื่อเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติที่กำลังก้าวเข้ามาเคาะประตูหน้าบ้านเรามีสนนราคาต่ำลงเรื่อยๆ เช่นตอนนี้เครื่อง 3D Printer มีขายกันตั้งแต่ราคาไม่ถึงแสนด้วยซ้ำ นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในแง่พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ในวันหน้า  ที่แน่ๆ คือเด็กเจเนอเรชั่นใหม่ของเราจะเป็นเจเนอเรชั่นที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมการ Hack มากขึ้น (Hacking Culture) พวกเขาจะสัมผัสกับวิถีความเป็น Craftsmen กันตั้งแต่เด็ก โดยเรียนรู้ที่จะออกแบบของเล่นกันเอง รวมไปถึงปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมมันเองได้ด้วยซ้ำ 

แม้ว่าวันนี้จะยังไม่ใช่วันที่เราพิมพ์รองเท้าออกมาเองได้เป็นคู่ๆ  แต่ในอนาคตไม่ช้าไม่นานจากนี้ความเปลี่ยนแปลงที่เราจะเห็นเด่นชัดที่สุดในแวดวงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็คือ สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ผลิตขึ้นในระบบแมสจะถูก hack กันเป็นว่าเล่นด้วยชิ้นส่วนที่พิมพ์ขึ้นจาก 3D Printer และมันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ฟังก์ชั่นใหม่ รวมถึงวิธีการบริโภคใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยนึกถึงมาก่อน

เพื่อจะสื่อสารถึงแนวคิดที่ว่านี้ ล่าสุด FAB Café Bangkok เพิ่งจับมือกับแบรนด์ MUJI จัดนิทรรศการและเวิร์คชอป ‘MUJI Hack’ เพื่อให้คนที่สนใจได้ออกกำลังสมองและใช้จินตนาการ customize สินค้า MUJI ด้วยเครื่อง 3D Printer และ Laser Cutter  โดยงานนี้ MUJI ได้นำของใช้ง่ายๆ จำนวนหนึ่งมาให้ใช้เป็นโจทย์ตั้งต้น และเปิดให้ผู้ร่วมเวิร์คชอปได้ลองออกแบบและนำชิ้นส่วนพลาสติกที่ พิมพ์ขึ้นใหม่’ (ไม่เกินสองสามชิ้น) มาผสมผสานเข้าไปกับตัวสินค้าเดิม จนเกิดเป็นสินค้าใหม่’ ที่มีฟังก์ชั่นต่างออกไป และมีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใครด้วย

คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าวัฒนธรรมการบริโภคของเรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่สำคัญอีกครั้ง และ ดิจิตอลคราฟท์ก็คือวิถีที่จะเข้ามาอยู่ใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้น  ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการไทยมันก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่คุณต้องกระโดดเข้าร่วมในกระแสวัฒนธรรมใหม่นี้ เพราะในตลาดของการสร้างสรรค์ยังมีช่องว่าง’ และ ‘ขุมทอง’ รอให้คุณขุดค้นอีกมากตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ลองนึกดูง่ายๆ ว่าถ้าตัวคุณเองมีปัญหาจุกจิกกับของใช้ประจำวัน และคุณมีศักยภาพที่จะพิมพ์วัตถุสามมิติ’ ขึ้นเพื่อแก้ปัญหานั้นได้ ...คุณอยากจะทำอะไรขึ้นมาบ้างมั้ยล่ะ?

ไม่แน่นะว่าไอเดียอันเฉียบแหลม หลุดโลก หรือฮาแตกของคุณ อาจจะกลายเป็นสิ่งที่
สร้างอาชีพให้กับคุณเลยก็ได้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FAB Café

ก่อตั้งโดยกลุ่มอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม 3 ท่าน ได้แก่ กัลยา โกวิทวิสิทธิ์  สมรรถพล ตาณพันธุ์  และชุตยาเวศ สินธุพันธุ์  ทั้งสามมีแนวคิดอยากสร้างโมเดลธุรกิจที่เปิดให้นักศึกษาหรือคนที่คิดจะผลิตงานสร้างสรรค์ ได้มีแหล่งรองรับที่จะผลิตงานนั้นๆ ออกมา เป็นชิ้นเป็นอันในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ที่เข้าถึงได้ง่าย  มีต้นทุนต่ำลง  และใช้วัสดุได้มากแบบ  ปัจจุบันนี้ทั่วโลกมีบริการ FAB Café อยู่ทั้งหมด 5 สาขา อันได้แก่ ในประเทศญี่ปุ่น 1 สาขา ไต้หวัน 1 สาขา สเปน 2 สาขา และประเทศไทย 1 สาขาเป็นสาขาล่าสุด

 

« Back to Result

  • Published Date: 2015-03-12
  • Resource: www.tcdcconnect.com