Creative Knowledge

« Back to Result | List

‘Business Model Canvas’ ร่างแผนธุรกิจ…คิดเป็นแผนภาพ

โลกธุรกิจซับซ้อนขึ้นทุกวัน ปัจจุบันเรามีระบบการหารายได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังมีคู่ค้าที่ร่วมมือกันเป็นเครือข่ายเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งการวางแผนธุรกิจ (business plan) นั้นไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเปิดกิจการก็ล้วนมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ หรือในบางทีเราอาจจะเขียนแผนจนซับซ้อนเกินไป จึงยากที่จะสื่อสารให้ทีมงานหรือคู่ค้าเข้าใจได้

อย่างไรก็ดี ล่าสุดก็มีผู้คิดค้นวิธีออกแบบแผนธุรกิจที่ทั้งเข้าใจง่ายและเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เราเรียกมันว่า ‘Business Model Canvas’ ครับ (คิดค้นขึ้นโดยนาย Alex Osterwalder)  Business Model Canvas ที่กล่าวถึงนี้มีลักษณะเป็นแผนตาราง 9 ช่องที่ดูง่ายสบายตา สามารถอธิบายถึงกิจกรรมทางธุรกิจ และความสัมพันธ์ของธุรกิจนั้นๆ กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า ซัพพลายเออร์ ฯลฯ นอกจากนั้นยังระบุได้ถึงวิธีการไหลเวียนของเงินในธุรกิจ เช่นว่าต้นทุนเรามีอะไรบ้าง กระแสรายรับของเรามาจากทางไหน ฯลฯ โดยในแต่ละช่องนั้นเราสามารถจะเขียนข้อความ ตัวเลข หรือจะใส่ภาพลงไปก็ได้ ที่สำคัญ Business Model Canvas ยังเป็นวิธีคิดที่ใช้การได้ดีตั้งแต่บนกระดาษ A4 (คิดคนเดียว) เรื่อยไปจนกระทั่งบนกระดานห้องประชุมเลยทีเดียว (คิดเป็นทีม)

Business_Model_Canvas.png

เข้าใจหมวดหมู่ของ Business Model Canvas
Value Propositions :
เริ่มจากช่องแรกด้านบนตรงกลาง คือ Value Propositions ในส่วนนี้พูดง่ายๆ ก็คือ เราทำอะไรให้ลูกค้าบ้าง?’ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำเคสมือถือขาย เราอาจไปเหมาซื้อหน้ากากมือถือจำนวนมากมาในราคาถูกๆ แล้วนำมาทำสี ตกแต่ง นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์ และขายความคิดสร้างสรรค์ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่หากธุรกิจใดที่คิดอธิบายช่องนี้ไม่ค่อยออก เช่นว่าเป็นแค่คนกลางที่รับมาอย่างไรก็ขายไปอย่างนั้น ก็พึงระลึกไว้เลยว่าแผนธุรกิจของคุณนั้นค่อนข้างอ่อนแอ คงจะทำกำไรหรือเอาชนะคู่แข่งได้ยาก เป็นต้น

Customer Segments : ต่อไปทางขวามือจะเป็นฝั่งของลูกค้า โดยในช่องขวาสุดที่เป็น Customer Segments นั้น คือการอธิบายว่าเราจะสร้าง Value นี้ไปเพื่อใครบ้าง โดยอาจระบุเป็นลักษณะทางเดโมกราฟิก หรือลักษณะการใช้ชีวิตและบุคลิกก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำร้านเสื้อผ้าสำหรับเด็กเล็ก Customer Segments ของเราอาจจะระบุว่าเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อ อะไรอย่างนี้เป็นต้น

Customer Relationships และ Channels : ระหว่างช่อง Value Proposition กับ Customer Segments จะถูกเชื่อมด้วยอีกสองช่องคือ Customer Relationships (การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า) และ Channels (ช่องทางการขายวิธีขายและรับเงิน รวมถึงที่ตั้งร้าน) โดยในส่วนนี้จะมีหัวข้อย่อยลงไปอีก เช่น Awareness คือการอธิบายว่าลูกค้าจะรู้จักเราได้ทางไหนอย่างไร, Purchase ลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือบริการของเราจากที่ไหนได้บ้าง จ่ายเงินอย่างไร, Delivery คือเราจะส่งสินค้าไปให้ลูกค้าทางไหน รวมไปถึงเรื่อง After-Sales หรือบริการหลังการขายด้วย

Business_Model_Canvas2.jpg


Key Partners, Key Activities และ Key Resources : ต่อไปถ้าเรามองไปทางด้านซ้ายมือของ Value Propositions ก็จะเป็นเรื่องของคู่ค้าในธุรกิจและกิจกรรมในธุรกิจทั้งหมด โดย Partners ของเราจะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ 

1) “ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงแต่มีวิธีคิดหรือขายสินค้าคล้ายๆ กับเรา เช่น ร้านมือถือกับร้านขายเคสก็ควรจะอยู่ใกล้กัน เป็นต้น

2) “เป็นคู่แข่งแต่ใช้ทรัพยากรร่วมกันยกตัวอย่างเช่น ร้านเสื้อผ้าหลากหลายแบรนด์ที่ตั้งใจไปอยู่ในพื้นที่โซนเดียวกันเพื่อให้ลูกค้าหาเจอง่าย

3) “ร่วมมือกันแล้วจึงเกิดเป็นธุรกิจเช่น การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนคนละอย่างที่ในที่สุดแล้วต้องมาใช้งานร่วมกัน

4) “พึ่งพากันจึงอยู่รอดอาจจะหมายถึงการที่ธุรกิจคนละแบบต้องอยู่ร่วมกันภายในหนึ่งอีโคซิสเต็มเพื่อจะดึงดูดลูกค้า เป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดนี้เราก็ต้องเขียนลงไปในแผนด้วยว่าเรามี Key Activities หรือกิจกรรรมอะไรระหว่างกันบ้าง รวมถึงเราแบ่งปันทรัพยากรหรือ Key Resources กันอย่างไร


« Back to Result

  • Published Date: 2015-03-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com