Creative Knowledge

« Back to Result | List

TCDC Social Club “Living Music” หลากเส้นทางคว้าฝันในธุรกิจดนตรี

เรื่อง : สมคิด เอนกทวีผล

_MG_0362.jpg

กิจกรรม TCDC Social Club ที่ดำเนินติดต่อกันมาเป็นปีที่สาม ยังคงเน้นพันธกิจหลักเพื่อให้เหล่าสมาชิกหัวคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต ได้มีโอกาสนำเสนอมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ทั้งในฐานะผู้ฟังและผู้พูด  

โดยการพบปะกันครั้งล่าสุดในหัวข้อ "Living Music" เหล่าสมาชิกได้มีโอกาสรับฟังไอเดีย และพูดคุยกับผู้เสวนาที่คร่ำหวอดในวงการเพลงถึง 5 ท่าน อันได้แก่ คุณศรัณย์ ภิญญรัตน์ และคุณปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี สองผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น Fungjai (ฟังใจ), คุณชมธวัช ยงกิติกุล ผู้ก่อตั้งสถาบัน Rockademy และอดีตนักดนตรีวงบาร์บี้, คุณณัฐชา ปัทมพงศ์ ศิลปินนักร้องผู้ร่วมก่อตั้งวง Mellow Motif  และท้ายสุดคือคุณพิมพ์พร เมธชนัน ศิลปินจากวง Yellow Fang  ซึ่งทุกท่านต่างก็ได้แชร์แนวคิดและประสบการณ์ส่วนตัว ที่ทำให้เพื่อนสมาชิกทุกคนได้มองเห็นทิศทางของ “วงการเพลงปัจจุบัน” อย่างลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น

_MG_0324.jpg

Music Streaming โมเดลขายเพลงแห่งยุคนี้
เริ่มกันที่ ศรัณย์ ภิญญรัตน์ และ ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี สองนักสร้างสรรค์จาก Fungjai ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการดาวน์โหลดเพลงแบบ Music Streaming ในปัจจุบัน 

ทั้งสองเล่าให้ฟังว่าโมเดลการทำธุรกิจในตลาดเพลงโลกนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงชัดเจนมาตั้งแต่ปี 1999 รายได้จากการขายสื่อบันทึกเสียงต่างๆ อาทิเช่น เทป ซีดี ฯลฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง  โดยสาเหตุหลักนั้นเกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมออนไลน์อย่างเช่น Napster ซึ่งเปิดประตูให้ทุกคนบนโลกอินเทอร์เน็ตสามารถแชร์ไฟล์เพลง mp3 ระหว่างกันได้ (อย่างผิดกฏหมาย) นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุตสาหกรรมดนตรีต้องเริ่มหันมาขายเพลงกันในฟอร์แมท mp3 ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดรับกับทิศทางเทคโนโลยี  รสนิยม  และพฤติกรรมการบริโภคของผู้ฟังยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปจากอดีตมาก 

ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2013 ธุรกิจเพลงก็เริ่มขยับสู่โมเดลการขายรูปแบบใหม่อีกครั้ง นั่นก็คือการขายในระบบบริการแบบ "Music Streaming"  เน้นการเก็บค่าฟังรายเดือน แล้วไปหารแบ่งกันว่าเพลงไหนถูกฟังมากหรือน้อย  โดยผู้ประกอบการระดับสากลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ "Spotify"  ในขณะที่ประเทศไทยเราก็เริ่มมีผู้ให้บริการที่ขยับตามมาแล้วบ้าง อาทิเช่น KKBox ของ GMM Grammy และ Deezer ของ RS เป็นต้น

ทั้งคู่เล่าต่อไปว่ารายได้ในธุรกิจ Music Streaming นั้นจะมาสองช่องทาง หนึ่งคือจากค่าสมาชิกรายเดือนของผู้ฟัง และสองคือจากค่าโฆษณาในเว็บหรือแอพพลิเคชั่น  โดยทางผู้ประกอบการนั้นจะปันส่วนรายได้ให้กับทางค่ายเพลงหรือศิลปินตามที่ตกลงกัน ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของเว็บ Spotify เมื่อมีคนฟังเพลง 1 ครั้ง ศิลปินจะได้รับส่วนแบ่งที่ 0.06 เหรียญ (ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย) ดังนั้นช่องทางการค้าเพลงเช่นนี้อาจจะ “เหมาะสม” สำหรับค่ายเพลงใหญ่ๆ ที่มีลิขสิทธิ์เพลงเก่าค้างอยู่จำนวนมาก สามารถนำกลับมาหารายได้ใหม่ได้อีกเรื่อยๆ  แต่กับศิลปินวงดนตรีหน้าใหม่หรือพวกวงอินดี้นั้น โอกาสการสร้างรายได้ก็จะน้อยลงกว่าสมัยที่ยังไม่มีการดาวน์โหลดเพลงมาก เพราะนอกจากจะได้ส่วนแบ่งกำไรที่ค่อนข้างต่ำแล้ว  ทุกครั้งที่คุณปล่อยเพลงใหม่ออกขาย คุณก็จะยังถูกนักฟังบางกลุ่ม “ก๊อปปี้ - แจกจ่าย - ฟังฟรี” กันไปแล้วในส่วนหนึ่งด้วย  ซึ่งด้วยเหตุผลนี้ สองผู้ก่อตั้ง Fungjai จึงเสนอแนวคิดว่า ให้เหล่าศิลปินมองช่องทาง Music Streaming เป็นเวทีโปรโมทผลงานแบบ “ทั้งอัลบั้ม” จะดีกว่า  เพราะถ้าปล่อยให้ผู้ฟังเลือกฟังแยกเป็นไฟล์ๆ หรือไปกดฟังจากใน Youtube แล้ว เขาก็อาจจะเลือกฟังแค่เพลงเดียว แล้วก็กดไปฟังวงอื่นๆ ต่อ   

บริการ Music Streaming อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ศิลปินนักดนตรีจะใช้เชื่อมโยงกับผู้ฟัง และผลักดันให้เขาก้าวเข้าสู่วงจร Discover -> Listen -> Love ->Buy ได้ในท้ายที่สุด


Capture.JPG

เมื่อพูดถึงการสร้างจุดแข็งในธุรกิจ สองผู้ก่อตั้ง Fungjai ก็ชี้ว่าบริการของพวกเขานั้นแตกต่างจากเจ้าอื่นตรงที่มันไม่มีกำแพงเรื่อง “ค่ายเพลง” มาเกี่ยวข้อง  พวกเขาจะให้โอกาสกับศิลปินทุกคน ทุกวง และทุกค่ายแบบเท่าเทียมกัน  ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหล่าศิลปินและค่ายเพลงอิสระมีโอกาสจะแจ้งเกิดใน “เวทีกลาง” นี้ได้อย่างเสมอภาค  ดีกว่าการไปขออาศัยพื้นที่ให้บริการของค่ายเพลงใหญ่ๆ ที่เขาก็จะเน้นโปรโมทงานเพลงในสังกัดของเขาเป็นหลัก  ที่สำคัญ Fungjai ยังแบ่งรายได้คืนให้ศิลปินในอัตราที่สูงถึง 50%  ซึ่งสูงกว่าผู้ให้บริการที่มาจากค่ายใหญ่ๆ ทั้งหมด นอกจากนั้น Fungjai ยังมีบริการจัดคอนเสิร์ตให้กับวงดนตรีต่างๆ ซึ่งก็ถือเป็นอีกช่องทางในการ “รีเทิร์นรายได้” ให้กับกลุ่มศิลปินด้วย 

ส่วนในแง่ของผู้บริโภค Fungjai ก็เปิดโอกาสให้ผู้ฟังสามารถสร้าง playlist ได้ตามรสนิยมส่วนตัว ไม่มีข้อแม้ว่าต้องอิงกับค่ายใดๆ  แถมยังมี “ฟังก์ชั่นวิทยุ” ที่เปิดให้คุณฟังเพลงไปได้เรื่อยๆ ตามแนวที่สนใจ (ไม่ต้องถูกยัดเยียดเพลงโปรโมท)  ซึ่งตรงนี้ก็จะช่วยให้ผู้ฟังได้ค้นพบเพลงใหม่ๆ และสามารถเลือกกลับมาฟังซ้ำได้เองตามความชอบที่แท้จริง

นอกจากนั้น สิ่งที่ผู้ให้บริการ Music Streaming ค่ายอื่นๆ ไม่ได้ทำ แต่ Fungjai กลับพยายามทำอย่างสม่ำเสมอ ก็คือ การสร้าง “คอมมูนิตี้” ของวงดนตรีและนักดนตรีอิสระที่ทำเพลงขายเอง เชื่อมโยงให้คนเหล่านี้ได้มีเน็ตเวิร์คระหว่างกัน แชร์ความรู้ แง่คิด ฯลฯ ส่วนเรื่องรายได้ของบริษัทนั้น นอกจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการ Streaming เพลงแล้ว ปัจจุบัน Fungjai ยังได้เงินจากทั้งสปอนเซอร์โฆษณา และการจัดคอนเสิร์ตด้วย (ขายบัตร) โดยพวกเขามีเป้าหมายระยะยาวที่จะทำให้ธุรกิจนี้ขับเคลื่อนด้วย Content, Information, และ Community ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

995219_566494743424415_1515155247_n.jpg

โรงเรียนดนตรีแนวใหม่ เน้นการสัมผัส “ชีวิตจริง”
สำหรับนักดนตรีผู้มากประสบการณ์คนหนึ่งแล้ว การหันเหออกจากชีวิตนักสร้างสรรค์ ไปสู่เส้นทางของการให้ความรู้และการทำ “โรงเรียนดนตรีแนวใหม่” ก็นับเป็นอีกเรื่องราวที่น่าสนใจ  ซึ่งนี่คือเส้นทางชีวิตที่ ชมธวัช ยงกิติกุล  หรือ “แพท วงบาร์บี้” ได้เลือกให้กับตัวเองในวันนี้

ด้วยเคยผ่านปัญหาในฐานะวงดนตรีอินดี้ที่อยู่กับค่ายใหญ่ (ที่ไม่ใคร่ได้ทำตามความฝันจริงๆ นัก)  เมื่อผันตัวมาก่อตั้งสถาบัน Rockademy “โรงเรียนดนตรีของชาวร็อค” ชมธวัชจึงตั้งใจว่าจะไม่สอนแค่การเล่นดนตรีเท่านั้น แต่จะมุ่งสร้างทัศนคติของการเป็น “ชาวร็อคที่แท้จริง” ให้รอบด้าน รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายให้นักเรียนได้รู้จักกัน แบ่งปันข้อมูล และแชร์ประสบการณ์ระหว่างกันด้วย

ชมธวัชเล่าว่า นักดนตรีที่ใจรักและฝีมือดีนั้นมีอยู่มากมาย ส่วนใหญ่จะทำงานกันที่บ้าน ผลิตงานแบบ “Bedroom Studio” หาความรู้ผ่านหนังสือ และการลองผิดลองถูกเอง สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี  แต่บ่อยครั้งมันต้องใช้เวลามาก  เหนื่อยยากจนทำให้หลายคนท้อแท้ล้มเลิกความฝันไป ตัวเขาเองเข้าใจถึงอุปสรรคข้อนี้ จึงมุ่งหวังอยากให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำเพลงแบบ “สตูดิโอจริง” ได้สัมผัสกับ “อุปกรณ์จริง” และ “เวทีจริง” ในแบบที่ศิลปินระดับโปรเขาทำกัน

_MG_0441.jpg

Rockademy ในฐานะ “โรงเรียนของคนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ” จึงไม่ได้สอนแค่ทฤษฎีหรือเทคนิคการเล่นดนตรีเท่านั้น แต่จะมีทั้งห้องเรียน ห้องซ้อม ห้องอัด ห้องแสดง เน้นการผลักดันให้นักเรียนได้ฝึกเขียนเพลง จัดโชว์ โปรโมทตัวเอง ไปติดตามดูการทำงานของวงดนตรีมืออาชีพ ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น ให้ไปดูการซาวด์เช็คเวทีของศิลปินดังๆ   ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักเรียนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรง และนำมาประยุกต์ใช้เมื่อถึงเวลาที่ตนต้องแสดงจริงด้วย 

ชมธวัชเล่าว่าที่โรงเรียน Rockademy แห่งนี้ เขาจะจัดให้นักเรียนต้องออกทัวร์แสดงจริงตามงานต่างๆ อยู่เสมอ  และการสอบปลายภาคก็คือการให้นักเรียนไป “เล่นสด” ในเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ อาทิเช่น Big Mountain และอื่นๆ  ซึ่งทั้งหมดนี้เขามองว่ามันคือหัวใจของการเรียนรู้ที่แท้จริง  เพราะหากคุณฝันอยากจะเป็นนักดนตรีมืออาชีพแล้ว การได้ออกไป “สัมผัสชีวิตจริง” ของนักดนตรี (ด้วยการปฏิบัติ) ก็คงจะเป็นหนทางเดียวที่จะเตรียมความพร้อมให้กับคุณได้  

ในชีวิตจริง นักดนตรีจะต้องเผชิญกับความไม่พร้อมต่างๆ บนเวที  ต้องเจอกับปัญหาความฉุกละหุก มีเรื่องไม่คาดคิดมากมาย  ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้นักเรียนจะต้องหัดแก้ไขให้เป็น อดทนฝ่าฟันทุกอุปสรรค เพื่อให้การแสดงดนตรี “อย่างที่ใจฝัน” นั้นจบลงด้วยดี และได้มาตรฐานตามแบบมืออาชีพ

mellow motif2.jpg

อยากฟังเพลง ก็มาช่วยกันทำเพลง
คุณรู้หรือไม่ว่าการทำเพลงขายในทุกวันนี้ ศิลปินไม่จำเป็นต้องซุ่มเงียบผลิตงานเพลงให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาโปรโมทหาช่องทางการขายในภายหลัง เพราะขั้นตอนทั้งหมดนี้สามารถทำไปพร้อมๆ กันได้ ดังเช่นที่ศิลปินวง Mellow Motif ได้ลองทำมาแล้ว

ณัฐชา ปัทมพงศ์ หรือ “โอ่ง” เป็นตัวแทนของวง Mellow Motif ที่ได้มาแบ่งปันเรื่องราวการ “ทำเพลง” และการ “ขายเพลง” ด้วยโมเดลใหม่  เธอเล่าว่าทุกวันนี้วง Mellow Motif อาจจะถือเป็นศิลปินแจ๊สที่มีชื่อเสียงแล้วระดับหนึ่ง มีผลงานการแสดงสดมากมายทั้งในและต่างประเทศ  แต่ในอีกมุมนั้น พวกเธอก็เป็นเพียงผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ในธุรกิจดนตรี ที่พยายามริเริ่มหาแนวทางการทำธุรกิจด้วยวิธีคิดใหม่  ไล่ตั้งแต่ขั้นตอนการ “หาทุน” กันเลยทีเดียว

ทุกวันนี้การผลิตงานเพลงคุณภาพดีหนึ่งอัลบั้มอาจต้องใช้เงินทุนสูงถึงเกือบ 1 ล้านบาท คิดรวมทุกอย่างทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าห้องอัด ค่าแรงนักดนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

แต่กับการสร้างสรรค์อัลบั้มล่าสุดของวง Mellow Motif นั้น (อัลบั้ม Ao Vivo!)  ทางวงได้ทดลองใช้รูปแบบการหาทุนสไตล์ใหม่ที่เรียกว่า “Crowdfunding” เริ่มจากการประกาศขอทุนสนับสนุนจากแฟนๆ และคนรักดนตรีแจ๊สในโลกออนไลน์ ผ่านระบบมาตรฐานแบบเดียวกับเว็บ Kickstarter หรือเว็บ crowdfunding อื่นๆ มีการแบ่งแพ็คเกจการสนับสนุนออกเป็นหลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับก็จะได้รับ “ผลตอบแทน” การลงทุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน แต่จะเป็นตัวสินค้าหรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ลดหลั่นกันไป

3226678_orig.jpg

ยกตัวอย่างเช่น วง Mellow Motif  ได้แบ่งแพคเกจของตนออกเป็น 4 ระดับ คือ
1) ระดับ “Bronze” 500 บาท ผู้ร่วมลงทุนจะได้รับแผ่น CD เพลง  
2) ระดับ “Silver” 1,000 บาท ได้รับแผ่น DVD พร้อมเพลง  
3) ระดับ “Gold” 3,000 บาท ได้รับ CD + DVD + Flash Drive คลิปคอนเสิร์ตความชัดระดับ HD  
4) ระดับ “Platinum” 25,000 บาท ที่นอกจากจะได้ทุกอย่างข้างต้นแล้ว ยังจะได้เป็นแฟนคลับระดับ Exclusive  ที่สามารถมีส่วนร่วมในการผลิตเพลงและกิจกรรมอื่นๆ ด้วย

_MG_0491.jpg

ที่ผ่านมา ณัฐชาเล่าว่าผู้ร่วมลงทุนในระดับ Platinum (ประมาณ 60 ท่าน) จะได้รับสิทธิ์ให้มาร่วมชมกระบวนการบันทึกเสียงในแบบ “Studio Session” ซึ่งหมายถึงการเล่นจริง ร้องสด พร้อมกันทั้งวง (สมกับชื่ออัลบั้ม Ao Vivo ที่แปลว่า "สด" ในภาษาโปรตุเกสนั่นเอง)  พูดง่ายๆ คือแฟนเพลงระดับนี้จะได้เข้าถึง “ประสบการณ์พิเศษ” ที่คล้ายๆ กับการชมคอนเสิร์ตส่วนตัว เป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความจริงจัง  พร้อมกันนั้นยังได้เรียนรู้ว่าการอัดเสียงของวงแจ๊สระดับมืออาชีพนี้ เขามีวิธีการ ขั้นตอน และบรรยากาศการทำงานอย่างไรด้วย

maxresdefault.jpg

ตั้งวง สานฝัน สไตล์อินดี้
แม้จะมีเสียงบ่นถึงความยากลำบากในการทำธุรกิจเพลงอยู่มาก แต่ยุคนี้ก็ถือเป็นยุคที่เปิดกว้างที่สุดสำหรับคนทั่วไป ที่จะสร้างฝันทางด้านดนตรีในสเกลเล็กๆ ของตัวเอง แล้วค่อยเติบโตสู่ฐานผู้ฟังที่ใหญ่ขึ้นได้  ดังเช่นที่ พิมพ์พร เมธชนัน หรือ “แป๋ง” นักร้องนำและมือกีตาร์จากวง Yellow Fang ได้มาร่วมแชร์เส้นทางการเติบโตในฐานะศิลปินของเธอในวันนี้

พิมพ์พรเล่าว่าตั้งแต่เด็กเธอเป็นคนที่ชอบร้องเพลงเล่นดนตรีอยู่แล้ว พยายามเข้าร่วมงานประกวดต่างๆ มาเรื่อย จนกระทั่งถึงวัยมหาวิทยาลัยจึงได้ตั้งวง Yellow Fang ขึ้น และลองสร้างโปรไฟล์เล่นๆ ไว้บน Myspace ในครั้งนั้นเธอและเพื่อนๆ ถ่ายรูปวงขึ้นเว็บทั้งๆ ที่ยังไม่มีวงจริง แต่ทุกคนก็ตกลงกันแล้วว่าจะแยกย้ายกันไปเรียนกลอง เรียนเบส ฯลฯ เพื่อกลับมาทำวงร่วมกันอย่างจริงจังแน่นอน

_MG_0590.jpg

_MG_0553.jpg

จากความใฝ่ฝันและการ “มโน” บนเครือข่ายสังคมออนไลน์  สมาชิกวง Yellow Fang ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเพื่อร่วมซ้อมดนตรี  ซึ่งช่วงแรกๆ นั้นก็ “ล่มตลอด” แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ ค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนสามารถเล่นจบเพลงได้  หลังจากนั้นพวกเธอไม่รีรอที่จะแชร์คลิป (จากการซ้อม) ไว้บน Myspace  จนเริ่มมีคนรู้จักก็เริ่มได้รับการติดต่อให้ไปเล่นตามร้านต่างๆ ซึ่งพิมพ์พรเผยว่าผลตอบรับจากตรงนั้นก็มีทั้งดีและร้าย คนที่ชอบก็ให้กำลังใจ แต่คนที่ไม่ชอบก็คอมเมนท์แรงเลย เช่น  "ขอเพลงที่ฟังแล้วเข้าใจบ้างได้มั้ย  ถ้าไม่มีก็ร้องเพลงคนอื่นบ้างก็ได้  เกรงใจคนจ้างบ้าง"  ซึ่งทัศนคติแบบนี้เป็นสิ่งที่นักดนตรีหน้าใหม่ต้องยอมรับและก้าวข้ามไปให้ได้

โอกาสครั้งสำคัญของวง Yellow Fang คือการได้ขึ้นเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Squeez Animal หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ไต่ระดับ ได้แสดงบนเวทีที่ใหญ่ขึ้น จริงจังมากขึ้น จนกระทั่งมีแฟนเพลงชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบ ติดต่อพาวงไปแสดงถึงงานเทศกาล “Summer Sonic” ที่ประเทศญี่ปุ่น 

หลังจากนั้น วง Yellow Fang ก็สานฝันของตัวเองต่อ พวกเธอทำอัลบั้มเพลงขายเป็นครั้งแรกที่งาน Fat Festival (ปี 2008) โดยมีศิลปินรุ่นพี่อย่าง เท็ดดี้ วงฟลัวร์ มารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และช่วยมิกซ์งานให้ฟรีๆ    

จวบจนถึงทุกวันนี้วง Yellow Fang ก็เติบโตขึ้นทีละเล็กละน้อย มีคนรู้จักมากขึ้น  มีฐานแฟนเพลงที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ  แต่ถึงกระนั้นสำหรับวงดนตรีเล็กๆ วงหนึ่งแล้ว พิมพ์พรเองมองว่านอกจากการขายเพลงและการรับจ้างแสดงตามงานต่างๆ แล้ว วงอาจจะต้องช่วยกันหารายได้เสริมจากทางอื่นด้วย อาทิเช่น กาทำเสื้อยืด หรือทำของที่ระลึกต่างๆ ออกขาย เป็นต้น

อ่าน TCDC Social Club #6 – Tasty Innovation ตอนที่ 1 : My Job is Pate'
อ่าน TCDC Social Club #5 – Love Your Local ตอนที่ 5: อังคณา พรวิศวารักษกูล ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามบนพื้นฐานของความจริงใจ
อ่าน TCDC Social Club #5 – Love Your Local ตอนที่ 4 : สรณัญช์ ชูฉัตร MIA Collaboration ออกแบบธุรกิจด้วยหลักคิด “ผสามผสานสู่ความสมดุล”


« Back to Result

  • Published Date: 2015-01-15
  • Resource: www.tcdcconnect.com