Creative Knowledge

« Back to Result | List

Luang Prabang : Sunrise Over The River Flow

ใครต่อใครที่ได้มาเยือนหรือมาพำนักอยู่ที่หลวงพระบาง (Luang Prabang) อดีตเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนี้ต่างก็ให้คำนิยามถึงความเป็นท้องถิ่นที่สงบ อบอุ่น มีไมตรีจิต และชีวิตเนิบช้า อีกทั้งยังเป็นเมืองมรดกโลกซึ่งมีบรรยากาศกลมกล่อมแบบผสมผสาน ด้วยทุกอย่างถูกจัดวางในตำแหน่งและน้ำหนักที่พอเหมาะพอควร กล่าวคือมีโครงสร้างหลักทางวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตพื้นเมืองของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทรกเสริมด้วยกลิ่นไอของดินแดนอาณานิคมตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19-20

          ความพิเศษของตัวเมืองที่ทอดขนานกับแม่น้ำโขงแม่น้ำคาน และโอบล้อมด้วยขุนเขาเขียวขจีแห่งนี้ อาจดูเป็นความธรรมดา แต่ในความธรรมดาเหล่านั้นกลับให้ความรู้สึกลึกซึ้ง ให้ค้นหาและเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ แม้ว่าจะใช้เวลาเพียงสั้นๆ หรือพักอาศัยอยู่เป็นเวลายาวนาน สิ่งที่ผู้มาเยือนจากทั่วโลกจะสัมผัสได้คือความรู้สึกเสมือนว่า หลวงพระบางเป็นบ้านที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเรียงร้อยอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนกว่าการเห็นจากภาพถ่ายหรือคำบรรยายที่รับฟังกันมาแบบปากต่อปากหลายเท่าทวี

The Ordinary Slow Life
โมงยามของการเริ่มต้นชีวิตในวันใหม่ของหลวงพระบางไม่ต่างจากที่อื่นๆ คือดำเนินไปพร้อมๆ กับเมื่อแสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า วิถีชีวิตปฏิบัติที่ทำซ้ำกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันของชาวเมือง คือการตื่นเช้าขึ้นมาล้างหน้าล้างตา จับจ่ายสินค้าในตลาดเช้า หุงหาอาหารเพื่อถวายพระและรับประทานกันในครอบครัว สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทยหรือชาวพุทธทั่วโลก แต่สิ่งที่ต่างสำหรับที่หลวงพระบางแห่งนี้คือการตักบาตรข้าวเหนียว ซึ่งแต่เดิมเป็น“วิถีปฏิบัติของท้องถิ่น” แต่ปัจจุบันนั้นได้กลายเป็นกิจกรรมทางศาสนาที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษ จนคล้ายกับว่าเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับผู้มาเยือน” 


© flickr/M. Lehmkuhler

            ทุกๆ เช้าตามถนนสายหลักอย่างที่สี่แยกถนนสีสะหว่างวง (Srisavangvong) เราจะเห็นบรรดานักท่องเที่ยวนั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อบริเวณทางเท้า ในมือมีภาชนะบรรจุข้าวเหนียวหรือห่อใบตองเตรียมพร้อมที่จะถวายแด่พระสงฆ์ กล่าวกันว่าวิถีปฏิบัติที่กลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินี้กำลังอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเมื่อศรัทธาเริ่มมีธุรกิจการท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง คงยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องการควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งเรื่องพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ผู้ค้า การแต่งกาย หรือแม้แต่สุขอนามัยของอาหารและภาชนะที่ร้านค้าหรือเกสต์เฮ้าส์เตรียมมาเพื่อจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว  ถึงกระนั้น ท่ามกลางกระแสความนิยมที่เริ่มจะบิดเบือนไปนี้ ด้านดีคือชาวเมืองหลวงพระบางโดยแท้ยังคงมั่นคงอยู่บนวิถีปฏิบัติเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีการติดป้ายรณรงค์ให้รักษาวิถีอันงดงามนี้ด้วยประโยคสั้นๆ ที่เตือนสตินักท่องเที่ยวว่า “ช่วยเราเคารพประเพณีการตักบาตร” 

            น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตทั้งใกล้และไกลนี้ ระหว่างความเคารพศรัทธาและธุรกิจฉาบฉวย สิ่งใดจะยังคงอยู่และเสื่อมสลายไปเร็วกว่ากัน

ง่ายขึ้นและช้าลงคือความสุขแบบหลวงพระบาง
ชาวเมืองหลวงพระบางได้รับคำชื่นชมเสมอว่าเป็นคนใจเย็น ใจดี เป็นมิตร ยิ้มง่าย และมักไม่เอาเปรียบใคร แต่ในความเรียบง่ายและความเนิบช้าของการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือความมีระเบียบเคร่งครัดในข้อปฏิบัติต่างๆ อาทิการแต่งกายที่สุภาพโดยเฉพาะสตรีที่มักนุ่งผ้าซิ่นยาวคลุมเข่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั่วทั้งเมืองจะพบการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวทั้งชายและหญิงแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่ และไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างชายหญิงในที่สาธารณะ หรือการรณรงค์ให้หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกที่ปลอดบุหรี่ เพราะเมื่อชาวเมืองปฏิบัติให้เห็นโดยเคร่งครัดแล้ว ย่อมเป็นแนวทางที่ชัดเจนให้นักท่องเที่ยวได้ปฏิบัติตามเพื่อยังคงรักษาวัฒนธรรมการดำรงอยู่แบบหลวงพระบางเอาไว้


© flickr/Pondspider

            สำหรับนักท่องเที่ยวไทย การตกหลุมรักหลวงพระบางยิ่งเป็นเรื่องง่าย เพราะเมื่อกำแพงทางภาษาไม่ใช่อุปสรรค และไทย-ลาวยังคงเป็นเมืองพี่เมืองน้องที่สื่อสารกันอย่างเข้าใจ ขณะที่ค่าครองชีพก็ที่ไม่ต่างจากบ้านเรามากนัก ทั้งอาหารการกินก็ถูกปากด้วยรสชาติและเมนูที่คนไทยคุ้นเคย หารับประทานได้ทุกตรอกซอกซอย  ศิลปวัฒนธรรมใกล้เคียงกับทางภาคเหนือและภาคอีสานตอนเหนือของไทย ความคุ้นเคยเหล่านี้จึงให้ความรู้สึกอบอุ่นใจ จนบางคนถึงกับกล่าวว่าหลวงพระบางเป็นเสมือนจังหวัดหนึ่งของไทย ไปไหนๆ ก็ไม่ต้องกลัวหลงทาง เพราะที่หลวงพระบาง “ทางอยู่ที่ปาก” คือไม่ว่าจะไปที่ไหนหากติดขัดสงสัยเรื่องเส้นทางหรือคำแนะนำก็สามารถจอดแวะถามได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางสัญจรด้วยยานพาหนะขนาดเล็กอย่างรถสามล้อ จักรยานยนต์ จักรยาน หรือการเดินเท้า และแม้แต่เรือหางยาวที่แล่นไปมาเหนือสายน้ำโขงและคานที่มีจุดบรรจบกันบริเวณวัดเชียงทอง เขตของเมืองที่ค่อนข้างสงบแต่ก็มีการเคลื่อนไหวของวิถีชีวิตแบบชาวเมืองหลวงพระบางให้เห็น

จุดนัดพบของมิตรภาพและสุขภาพ
กิจกรรมท่องเที่ยวที่หลวงพระบาง นอกจากจะเน้นเรื่องศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่บอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมืองและสถานที่เที่ยวชมวิถีชีวิต อันได้แก่ วัด เจดีย์ วัดบนภู (ยอดเขา) วัดถ้ำ พิพิธภัณฑ์ ตลาดสด ตลาดริมน้ำ และตลาดกลางคืนแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถแสวงหาประสบการณ์ใหม่ที่ผสมผสานการเดินทางเข้ากับการบรรยากาศแปลกใหม่ไปจนถึงการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย 

หากในค่ำคืนที่สนุกสุดเหวี่ยงจนถึงเวลาหลังเที่ยงคืนเมื่อร้านอาหารหรือผับเล็กๆ ปิดให้บริการแล้ว ลองโบกรถตุ๊กตุ๊กไปดื่มต่อในลานโบว์ลิ่ง (Luang Prabang Bowling Alley) ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในหมู่นักท่องเที่ยวแบกเป้ เพราะสถานที่แห่งนี้คือจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวที่ต้องการหาเพื่อนใหม่ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยว และพูดคุยสารพัดเรื่องในชีวิต พร้อมกับจิบเครื่องดื่มเบาๆ ในราคาสบายกระเป๋า แล้วยังสามารถโยนโบว์ลิ่งแก้ง่วงได้จนกระทั่งถึงเวลา 02.00 น.

แต่หากว่ารักการออกกำลังกายยามเช้าเพื่อเติมพลังกายพลังใจให้ชีวิต ที่หลวงพระบางนี้ก็มีองค์กรเอกชนเล็กๆ ที่เปิดให้บริการสอนโยคะซึ่งมีชั้นเรียนหลายระดับความชำนาญ เป็นการรวมกลุ่มของคนที่รักโยคะเป็นชีวิตจิตใจ โดยได้รับความร่วมมือจากสตูดิโอโยคะหลายๆ แห่งในเมือง อาทิ สตูดิโอยูโทเปีย (Utopia) แม่โขงโยคะ (Mae khong Yoga) หรือการเปิดคลาสสอนในโรงแรมมีระดับสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกำลังจ่ายสูง พร้อมกันนั้นก็มีการจัดกิจกรรมสัมมนาแนะแนวทางการบำบัดและการดูแลสุขภาพกายและจิตใจจากผู้เชี่ยวชาญ ที่ส่วนมากจะเป็นชาวตะวันตก ซึ่งกิจกรรมนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพ เพราะมีโอกาสน้อยครั้งมากในชีวิตที่จะได้เล่นและเรียนโยคะท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาเขียวขจี และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติแบบใกล้ชิดกับธรรมชาติที่บริสุทธิ์ พร้อมก้าวออกจากห้องเรียนโยคะสี่เหลี่ยมที่คับแคบสู่ลานโยคะเลียบเลาะริมแม่น้ำโขง และแม่น้ำคาน ที่เป็นข้อเสนอซึ่งหลายคนคงยากจะปฏิเสธได้

ชีวิตที่เนิบช้าสู่การพัฒนาที่มั่นคง
ความเรียบง่ายที่ให้สัมผัสของความรุ่มรวยทางจิตวิญญานตะวันออกและตะวันตกของหลวงพระบางที่ยังคงได้รับการถนอมรักษาไว้เป็นอย่างดี คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองนี้ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้เมื่อปี1995 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

            ความเฉพาะตัวของสถาปัตยกรรมในหลวงพระบางนั้นสะท้อนให้เห็นการผสมผสานของรูปแบบและวัสดุแบบท้องถิ่นกับยุโรป โครงสร้างหลักเป็นแบบพื้นเมืองที่สร้างจากไม้ แต่วัด โบสถ์ วิหาร เจดีย์ หรือพระธาตุนั้นจะสร้างจากปูน และตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรสวยงาม เช่นที่วัดเชียงทอง อาคารบ้านเรือนส่วนมากจะปลูกสร้างขึ้นโครงจากไม้ แต่ใช้เทคนิคและวัสดุตกแต่งแบบอาณานิคมหรือที่เรียกกันว่าแบบโคโลเนียล อาทิ ไม้ไผ่จักสานเป็นแผ่นหรือไม้ขัดแตะเคลือบเงา ส่วนบ้านเรือนแบบอาณานิคมที่สร้างจากอิฐและปูนจะประดับประดาส่วนประกอบอื่นๆ ด้วยไม้ฉลุลาย เช่นหน้าต่าง ประตู บันได และช่องแสง มีระเบียงบ้านเพื่อปลูกดอกไม้หรือใช้สอยเพื่อการอื่นๆ


© flickr/Chi King

            อาคารเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเก็บรักษาวันเวลาในอดีตของเมืองหลวงพระบาง ยังคงได้รับการอนุรักษ์และสงวนรักษาเป็นอย่างดี แต่บางส่วนก็ถูกดัดแปลงไปเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยับตัวมาเป็นแหล่งรายได้หลักของเมือง เป็นโรงแรม บ้านพัก ร้านอาหาร ร้านขายของ ทั้งแบบที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และบางส่วนก็ถูกลักลอบดัดแปลงอย่างผิดกฎหมาย แต่ส่วนศาสนสถานนั้น ยังคงยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติแบบเก่าแก่ คือพระสงฆ์จะเป็นผู้บูรณะซ่อมแซม โดยพระผู้มีอาวุโสจะถ่ายทอดความรู้ เทคนิคการก่อสร้างซ่อมแซมแก่พระผู้เยาว์พรรษากว่า ซึ่งในอีกด้านหนึ่งนั้นพระสงฆ์เหล่านี้ก็ยังขาดแคลนความรู้ด้านการอนุรักษ์ที่ถูกต้อง ในสภาพความเสื่อมโทรมที่ต่างปัจจัยกัน จึงทำให้ศาสนสถานหลายแห่งมีความผิดเพี้ยนไปจากเค้าโครงเดิมอยู่มาก

            เพื่อตอบรับความท้าทายใหม่ๆ ที่เริ่มเข้ามาเยือน เมืองมรดกโลกแห่งนี้จึงจำเป็นต้องริ่เริ่มวางพื้นฐานการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบพอเพียง รวมถึงการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ของเมืองรวมถึงพื้นทางการเกษตรที่อยู่แวดล้อม โดยผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานกลางของประเทศในปี 2012 ให้ขยายพื้นที่กันชนกว่า 12.5 ล้านตารางเมตร เพื่อรองรับการวางผังเมืองใหม่ โดยจะแบ่งโซนของโครงการขนาดใหญ่เป็นของเอกชน (ได้แก่ เมืองใหม่ และโรงแรมขนาดใหญ่) และโครงการอาคารสาธารณะซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างโรงเรียนประถม และโรงเรียนศิลปะ รวมทั้งมีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลกิจการด้านการดูแลรักษามรดกของชาติโดยเฉพาะชื่อว่า “กรมมรดก (Heritage Department)” เพื่อให้ความรู้ คำแนะนำ และตอกย้ำให้ทุกๆ ฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของหลวงพระบาง แม้แต่การเลือกใช้อิฐ ไม้ หรือผลิตภัณฑ์ดินเผาของพื้นเมืองที่จะคงรักษารูปแบบดั้งเดิมของสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายไว้


© flickr/M. Lehmkuhler2

            นอกจากนั้น ยังมีโครงการอบรมให้ความรู้ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้แข็งแรง เป็นสากล และมีความทันสมัยทัดเทียมกับเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งอื่นๆ ของโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการ  "ยกระดับการท่องเที่ยวแบบพอเพียง ผลิตภัณฑ์สะอาด และเพิ่มขีดความสามารถทางการส่งออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลลาวจัดขึ้นครอบคลุมทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การแรงงานนานาชาติ (International Labor Organization) ทั้งนี้เพื่อนำพาประเทศลาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหลวงพระบางสู่ความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและงานหัตกรรมชุมชนเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก

            สิ่งเหล่านี้นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญของหลวงพระบาง เมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับที่หมายในฝันของนักเดินทางจากทั่วโลก  เพราะแม้ว่าจะมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมสมบูรณ์อยู่มากแล้ว ก็ยังเล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวในระยะยาวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สงวนไว้ซึ่งสิ่งที่ทรงคุณค่าและตกทอดมาเป็นมรดกในปัจจุบันไปพร้อมๆ กันนั้นด้วย

เรื่อง ศภิสรา เข็มทอง

ที่มา:
บทความ “หลวงพระบาง..เมืองมรดกโลก” (27 พฤษภาคม 2555) จาก oknation.net/blog/konklaifa
บทความ “Luang Prabang” จาก southeastasiabackpacker.com
บทความ “Luang Prabang training to strengthen tourism industry” (23 กรกฎาคม 2012) จาก ilo.org
บทความ  “Town of Luang Prabang” จาก whc.unesco.org
luangprabang.sadoodta.com
luangprabangyoga.org

« Back to Result

  • Published Date: 2013-11-18
  • Resource: www.creativethailand.org
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี