Articles

« Back to Result | List

พาราณสี: จากสูงสุดสู่สามัญ

พาราณสีมีความเป็นมาก่อนประวัติศาสตร์ก่อนความดั้งเดิมก่อนตำนานใดๆ และทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงครึ่งเดียวของความเป็นจริงหากได้มีโอกาสสัมผัสเห็นด้วยตัวเองคือประโยคของมาร์กทเวน (Mark Twain) นามปากกาของซามูเอลแลงฮอร์น คลีเมนส์ (Samuel Langhorne Clemens) นักเขียนชาวอเมริกันที่เคยได้ยกย่องถึงเมืองพาราณสีไว้ในหนังสือ Following the Equator: A journey around the world ที่ตีพิมพ์ขึ้นในปี 1897

จากความศรัทธาที่ผู้คนอุทิศให้เมืองที่เหมือนยังไม่ถูกปลุกจากฝันมานานกว่า 5,000 ปีแห่งนี้ ทั้งความเก่าแก่ของเมืองและจิตวิญญาณของผู้อยู่อาศัยที่โปรยปรายไปทุกหัวระแหง เป็นความศรัทธาอันแข็งแกร่งที่ทำให้ปัจจัยแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างกระแสโลกาภิวัตน์ไม่อาจแตะต้องความเป็นไปของเมืองได้ การเมินเฉยต่อความทันสมัยของประชากรในพื้นที่เกือบสี่ล้านคน พร้อมๆ กับการประคับประคองเมืองจากแรงปะทะที่เกิดจากความแตกต่างของผู้อยู่เก่าและผู้มาเยือนใหม่ ทั้งความหลากหลายขั้นพื้นฐานอย่างลักษณะประชากร ศาสนา ภาษา ไปจนถึงความหลากหลายจากฐานะทางเศรษฐกิจ ที่ความหรูหราฟู่ฟ่าของชนชั้นสูงอย่างแพทย์หรือพ่อค้า กับสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นล่างที่แสนจำกัดจำเขี่ยนั้นห่างกันเพียงเส้นกั้นบางๆ เท่านั้น

"พาราณสีเคยเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นกาสี (Kashi) ที่มีความหมายว่า เมืองแห่งแสงสว่าง โดยปรัชญาของชาวฮินดูเปรียบแสงสว่างกับปัญญาอันชาญฉลาดที่จะขับไล่ความขลาดเขลาของมนุษย์ รวมไปถึงบาปและความชั่วร้าย ซึ่งขจัดได้ด้วยความเชื่อที่ผู้คนมีต่อศาสนาของตนเอง"


© flickr.com/eviltomthai

GangesRiver
Overflowing with faith

ชาวพาราณสีผูกพันกับแม่น้ำคงคาอย่างเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าชีวิตจะก้าวผ่านนาทีแห่งความสำคัญอย่างการเกิดหรือการตายก็ตาม พิธีกรรมทางศาสนาของชาวฮินดูจะนำพาทุกคนมารวมตัวกันที่ท่าน้ำ (Ghats) กว่า 100 ท่าที่เรียงรายขนานไปกับแม่น้ำคงคา เพื่อทำกิจวัตรต่างๆ ทั้งการอาบน้ำ ซักเสื้อผ้า สวดมนต์ หรือจัดพิธีกรรมเผาศพ เหล่านักบวชจะมาร่วมกันร้องเพลงประกอบพิธีกรรมด้วยความศรัทธา โดยทิศทางการไหลของแม่น้ำคงคาจากทิศใต้ไปทิศเหนือ นั้นอาจเปรียบเทียบไปกับความเป็นไปของชีวิต กล่าวคือ จากความตาย (เทพยมะ - เทพที่คอยควบคุมผู้ที่เสียชีวิต) สู่ชีวิตใหม่หรือการเกิดใหม่ (เทพศิวะ - เทพแห่งความดีและความอุดมสมบูรณ์) นั่นเอง

       ท่าน้ำริมแม่น้ำคงคายังเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อเรื่องความเป็นอิสระจากการยึดติดทางร่างกาย และการนำพาจิตใจไปสู่สภาวะที่อยู่เหนือความเข้าใจใดๆ ของมนุษย์ ดังสุภาษิตสันสฤตที่กล่าวไว้ว่า “การตายในแม่น้ำคงคาจะเป็นการปลดปล่อยดวงวิญญาณจากวัฏสงสาร” ดังนั้นพิธีกรรมการเผาศพที่เรียบง่ายผ่านกองฟืนจึงเกิดขึ้นเป็นประจำที่ริมน้ำแห่งนี้ สำหรับไม้จันทร์จะถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาร่างไร้ลมหายใจของผู้ที่มีฐานะ แต่สำหรับชนชั้นล่างจะเป็นเพียงไม้สะเดาหรือไม้มะม่วงราคาถูกที่ทำหน้าที่เป็นพาหนะชิ้นสุดท้ายในการขนส่งดวงวิญญาณเข้าสู่โลกใหม่ และบ่อยครั้งที่ร่างซึ่งยังไม่มอดไหม้เป็นผงธุลีจนหมด จะถูกกวาดลงแม่น้ำ เพื่อรอให้วันเวลาทำหน้าที่ย่อยสลายตามธรรมชาติต่อไป  

Check-in to Die
ไม่มีพนักงานยกกระเป๋า ไม่มีบริการอาหารเช้า มีแต่นักบวช 4 รูปเตรียมพร้อมสวดส่งวิญญาณให้ไปสู่สุคติสำหรับผู้เข้าพักในโรงแรมมุกติ ภาวัน (Mukti Bhawan) ริมแม่น้ำคงคา ที่มีจุดหมายเพื่อเตรียมตัวเดินทางสู่โลกแห่งความตาย และมาด้วยความหวังที่จะหมดลมหายใจในพื้นที่ที่ร่างจะถูกเผาและโปรยเถ้ากระดูกลงสู่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยแต่ละคนมีระยะเวลาเข้าพักไม่เกิน 15 วัน ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่พร้อมกว่าเข้าพักแทน โรงแรมแห่งนี้ต้อนรับผู้มาเข้าพักและจบชีวิตลงอย่างสงบราว 30-70 คนต่อเดือน และไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวที่ยากจน เนื่องจากครอบครัวที่มีฐานะจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนของฟืนเผาและค่าอาหารผ่านการบริจาค อันเป็นหลักปฏิบัติของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ที่มา: independent.co.uk


© flickr.com/lylevincent

แม้ความสัมพันธ์ของชาวเมืองพาราณสีจะผูกพันแน่นแฟ้นกับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ตลอดช่วงชีวิต แต่ข้อมูลอีกด้านกลับพบว่า เฉพาะเมืองพาราณสีเมืองเดียวก็พบของเสียและสิ่งปฏิกูลที่ถูกปล่อยมาจากทั้งโรงฟอกหนัง โรงกลั่นสุรา โรงงานผลิตน้ำตาลและกระดาษ จำนวนมากถึง 200 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลให้แม่น้ำคงคาติดอันดับ 1 ใน 5 แม่น้ำที่เป็นมลพิษมากที่สุดในโลก นายกรัฐมนตรีราชีพ คานธี (Rajiv Gandhi) จึงได้ออกประกาศแผนปฏิบัติการแม่น้ำคงคา (Ganga Action Plan) ขึ้นในปี 1986 เพื่อลดมลภาวะความเป็นพิษที่เกิดขึ้นในแม่น้ำคงคาบนพื้นฐานความต้องการด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยที่ดีของคนในพื้นที่ แม้จะใช้จ่ายงบประมาณไปมากถึง 9,017 ล้านรูปี สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 1 และ 2 ในระยะเวลากว่า 27 ปีแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลอินเดียยังคงต้องการระยะเวลาและความร่วมมือที่มากขึ้นอีก เพราะจนถึงในขณะนี้ โครงการยังดำเนินงานไปได้เพียงแค่ 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยได้ออกมาประกาศว่าจะสามารถลดมลพิษในแม่น้ำคงคาได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2020 ผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) หรือคณะกรรมการดูแลลุ่มน้ำคงคาแห่งชาติ (The National Ganga River Basin Authority) เป็นต้น

The Land of a Million Gods
ทุกวันนี้พาราณสีถือเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางศาสนา และเป็นเมืองแห่งศาสนาดั้งเดิมของโลกถึงสามศาสนา ทั้งฮินดู พุทธ และเชน ไม่ว่าจะเป็นการประกาศธัมมจักกัปปวัตนสูตรครั้งแรกของพระพุทธเจ้าในดินแดนแห่งนี้ จนถึงการเป็นศูนย์กลางเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู เพราะเป็นที่ตั้งวัดวิศวนาถ ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย ประเพณีที่สำคัญของศาสนาฮินดูจึงเกิดขึ้นมากที่สุดที่ในเมืองพาราณสีแห่งนี้


© flickr.com/lylevincent

ด้วยจำนวนวัดฮินดูกว่า 3,000 แห่ง ศาลเจ้าและมัสยิดอิสลาม 1,400 แห่ง โบสถ์คริสต์ 24 แห่ง วัดพุทธ 9 แห่ง วัดเชน 3 แห่ง และวัดซิกข์อีก 3 แห่ง จึงเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ความหลากหลายของศาสนาในพื้นที่แห่งการจาริกแสวงบุญของทั้งชาวฮินดูและอีกหลากหลายศาสนาจากทั่วโลก จนเกิดเป็นช่องว่างทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมการคมนาคมอย่างรถไฟ “สายด่วนมหาปรินิพพาน (The Mahaparinirvan Express)” ที่ดำเนินงานโดยการรถไฟแห่งอินเดีย โดยการจัดขบวนรถไฟสายทางบุญ รองรับผู้คนจากทั่วโลกด้วยความสะดวกสบาย เป็นการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากการเดินทางด้วยรถไฟระดับหรูอย่างพาเลซ ออน วีลส์ (Palace on Wheels) ด้วยรถไฟสายมหาปรินิพพานนี้เดินทางเพื่อจาริกแสวงบุญโดยเฉพาะ พาชมสถานที่สำคัญทางศาสนาเท่านั้น ผู้โดยสารจะได้รับการต้อนรับด้วยพวงมาลัย และได้รับของที่ระลึกเป็นหนังสือสวดมนต์ มีพนักงานดูแลสัมภาระและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง รถไฟจะเริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเดลี ผ่านเมืองคยา เพื่อเยี่ยมชมวัดพุทธคยา ผ่านเมืองพาราณสี เยือนสารนาท พุทธสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 ไปจนถึงโคราฆปุระ สิ้นสุดที่เมืองอัคระ และเยี่ยมชมมรดกโลกอย่างฟาเตห์ปูร์ สีกรี ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,270 เหรียญฯ (ประมาณ 38,100 บาท) ต่อระยะเวลา 8 วัน 7 คืน

Colors of Saree
คงไม่ใช่แค่เพียงพิธีกรรมและวิถีชีวิตริมแม่น้ำคงคาหรือสถานที่สำคัญทางศาสนาเท่านั้นที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วโลกโอกาสเพื่อให้ได้มาสัมผัสเมืองพาราณสีสักครั้งในชีวิต แต่ความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมของพาราณสียังมีความเป็นเอกลักษณ์ด้วยเช่นกัน ระยะเวลายาวนานหลายศตวรรษที่พาราณสีสั่งสมทักษะงานฝีมือผลิตผลงานศิลปะชั้นเลิศ และสะสมชื่อเสียงจากความงดงามของการทอผ้าส่าหรี่ที่ประณีตแบบหาที่ไหนไม่ได้ในโลก แรงงานของคนในเมืองพาราณสีร้อยละ51 มีรายได้เลี้ยงชีพด้วยการทำงานในอุตสาหกรรมทอผ้า ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรในการผลิต และพัฒนาทักษะการออกแบบเพื่อแข่งขันในสนามการส่งออกเดียวกันกับจีน ผ้าส่าหรี่จากพาราณสีจึงได้รับการยอมรับจากเมืองชั้นนำของโลกในการนำเข้า ทั้งนิวยอร์ก ลอนดอน ซูริก ลักเซมเบิร์ก และปารีส

แต่ไม่ว่าส่าหรี่จากดินแดนนี้จะถูกส่งออกไปถึงเมืองอื่นไกลถึงเพียงไหน พาราณสีก็ยังคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ คณะผู้วิจัยจากสถาบันเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยบาณาราฮินดู (Institute of Technology of the Benaras Hindu University) ได้พัฒนาสีย้อมผ้าส่าหรี่จากธรรมชาติแทนที่การใช้สีสังเคราะห์อย่างเช่นในอดีต เพื่อรองรับต่ออุตสาหกรรมการผลิตผ้าส่าหรี่ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สร้างผลกระทบระยะยาวให้กับสิ่งแวดล้อม สู่การกลับไปหาต้นทุนสีย้อมจากธรรมชาติอย่างดอกไม้นานาพันธุ์ เช่น ทองกวาว ดาวเรือง ทับทิม และอาเคเซีย


© flickr.com/peevee@ds

...

สิ่งสำคัญที่คนในเมืองต่างมีให้กับพาราณสีคือการรักษาความสัมพันธ์ที่มีต่อมรดกเก่าแก่ที่ถูกสืบทอด ผ่านทางพิธีกรรม เทศกาล และการใช้ชีวิต นับเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกระหวัดอยู่กับชีวิตของผู้คนอย่างไม่ถูกละเลยให้หล่นหายตามเวลา ภาพความเคลื่อนไหวในแต่ละวันของพาราณสีจึงเป็นภาพจำที่คุ้นเคยไม่ต่างกับสิบหรือร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ว่าผู้มาเยือนจะเผชิญหน้ากับที่นี่เป็นครั้งแรก หรือเป็นการกลับมาในอีกหลายครั้งให้หลัง วัฏจักรเกิด แก่ เจ็บ ตายที่ปรากฏตรงหน้าก็สะกิดให้รับรู้ถึงความหมายของชีวิต ที่อาจทำให้รู้จักการปล่อยวาง และเข้าใจความหมายของการมีอยู่อย่างแท้จริง 

ที่มา:
expressindia.indianexpress.com
independent.co.uk
indiamarks.com
reuters.com
timesofindia.indiatimes.com
วิกิพีเดีย

เรื่อง กมลกานต์ โกศลกาญจน์

« Back to Result

  • Published Date: 2013-12-12
  • Resource: www.creativethailand.org