Articles

« Back to Result | List

“อย่าเที่ยวแบบนักล่าอาณานิคม” สัมภาษณ์ “บินหลา สันกาลาคีรี” ต่อแนวคิดเรื่อง Creative Tourism

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

1606290_10153764239125287_1022315621_o.jpg

ณ เช้าวันหนึ่งของเดือนมกราคม ทีมงาน TCDCCONNECT ได้คิวทองพูดคุยกับคุณต้อ วุติชาติ ชุ่มสนิท หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “บินหลา สันกาลาคีรี” นักเขียนซีไรต์ที่ปัจจุบันจับพลัดจับผลูกลายมาเป็น “คนทำทัวร์” ด้วยอีกหนึ่งอาชีพ  

แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า “ทัวร์บินหลา” ในแบบของคุณต้อนี้ ไม่ใช่ทัวร์ตามแบบประเพณีนิยมที่เราจะหาได้ตามหน้าเว็บ สิ่งที่เขาเล่าสู่ให้เราฟังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการกำหนดนิยามให้กับคำว่า “ครีเอทีฟ ทราเวล” เลยก็ว่าได้ เพราะทุกรายละเอียดนั้นล้วนได้ผ่านกระบวนการออกแบบวางแผนมาอย่างดี ใช้การศึกษาลงลึกถึงแก่น และมีจุดมุ่งหมายที่จะ “ประทับความทรงจำ” ให้กับลูกทัวร์ในระดับ “ฝังราก” เลยทีเดียว

ก้าวแรกกับงานด้าน Creative Travel
สมัยปี 2538 ผมลาออกจากการเป็นนักข่าวแล้วก็ไปอยู่เชียงใหม่ครับ ตั้งใจจะไปเป็นนักเขียนจริงจัง หลังจากนั้นประมาณปี 2543 ผมถึงได้เริ่มมาทำเรื่องนี้ (หมายถึงงานนำเที่ยวและออกแบบทัวร์) ตอนแรกก็เริ่มจากการทำให้กลุ่มเพื่อนๆ ก่อน คือผมมีเพื่อนประมาณ 4-5 คนที่เป็นพวกหมอกับพยาบาล เขามาขอให้ทำก็ลองทำดู พอทำเสร็จทริปหนึ่งแล้วปรากฏว่าเขาชอบ เขาเลยไปเสนอให้กับหน่วยงานของเขาซึ่งก็คือโรงพยาบาล ทีนี้พอโรงพยาบาลเอาด้วยมันก็เลยเป็นเรื่องใหญ่ เขาบอกจะมีลูกทัวร์ร้อยกว่าคน ผมเลยต้องมาออกแบบทัวร์ใหม่หมด และบอกเขาไปว่าเรารับเต็มที่ได้แค่ 40 คนนะ

คือตอนนั้นทางโรงพยาบาลเขาจะจัดทริปเที่ยวประจำปีไงครับ เขาก็เลยแบ่งกรุ๊ปมาให้ผม 40 คน ให้ไปเที่ยวอยุธยากัน ส่วนที่เหลือก็ให้ไปทะเลกับอีกทัวร์หนึ่ง ปีนั้นปรากฏว่าทัวร์ทะเลคนจองล้นเลย (หัวเราะร่วน) ไม่มีใครอยากมาอยุธยา เพราะเขาคิดว่ามันน่าเบื่อ แต่พอกรุ๊ปแรกเที่ยวเสร็จแล้วกลับไปเล่าให้คนอื่นฟัง ทัวร์ที่สองของผมนี่ล้นเลยครับ ไม่มีใครอยากไปทะเลแล้ว (หัวเราะสะใจ) นั่นละที่ทำให้ผมรู้สึกสนุกขึ้นมา และก็มั่นใจมากขึ้นว่า เออ...เราคงมาถูกทางแล้ว

b.jpg

นักเขียน VS นักพาเที่ยว ?
งานหลักของผมก็ยังเป็นนักเขียนครับ แต่ที่สิ่งนี้กลายมาเป็นอีกธุรกิจหนึ่งหรือจะเรียกว่าเป็นอาชีพพาร์ท-ไทม์ของผมจริงๆ ก็เริ่มจากตอนที่ทาง ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) เขามีปัญหาเรื่องบริษัททัวร์อยุธยาหั่นราคากันเอง คือสมัยนั้นไกด์ทัวร์อยุธยาจะได้ราคากันประมาณ 1000 บาทต่อคน แต่พอเกิดการตัดราคาแย่งลูกค้ากันเหลือหัวละ 800 บ้างอะไรบ้าง ททท.เขาก็เลยมาเชิญให้ผมไปช่วยบรรยายเรื่อง “การออกแบบทัวร์” ไปอธิบายให้ไกด์ฟังว่าการออกแบบมันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทัวร์ได้ยังไงบ้าง จะได้ไม่ต้องตัดราคากัน แต่ให้หันไปสร้างมูลค่าเพิ่มแทน 

ปรากฏว่างานบรรยายวันนั้นดันมีคุณ “หนุ่มเมืองจันท์” (นักเขียน/คอลัมนิสต์) มานั่งฟังด้วย เขาก็เลยเอาเรื่องผมไปเขียนต่อ จากนั้นก็เป็นเรื่องเลยครับ งานเข้าเลย (หัวเราะ) มีคนติดต่อผมมาแบบไม่หยุดเลยทีนี้  จริงๆ คงต้องยกเครดิตให้คุณหนุ่มเมืองจันท์นะ

เลือก “เดสทิเนชั่น” อย่างไร
ผมทำเมืองประวัติศาสตร์เป็นหลักครับ แต่ก่อนทำหลวงพระบางด้วย แต่ตอนนี้ไม่ค่อยอยากทำแล้ว เพราะเมืองมันเปลี่ยนไปเยอะ ปัจจุบันที่ผมยังทำอยู่ก็จะเหลืออยุธยา สุโขทัย นครวัด พุกาม อินเดีย บาหลี แล้วก็อียิปต์ครับ

องค์ประกอบการดีไซน์ทริปให้น่าสนใจ
วิธีคิดสำคัญที่สุดครับ
อันดับแรกคือผมจะไม่ทำในสิ่งที่ผมไม่รู้ ดังนั้นเมืองที่ผมไม่ถนัดผมจะไม่รับทำเลย อย่างอิตาลีหรือจีนนี่ผมชอบมากนะ และคิดว่าก็มีความรู้ในระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่พอที่เราจะรู้สึกว่า เออเราสามารถพูดถึงมันในมุมต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ ดังนั้นถ้ามีคนมาขอให้ผมทำทัวร์ประเทศพวกนี้ ผมก็จะปฏิเสธไป

เรื่องที่สองคือการสร้างแนวคิด ผมจะยกตัวอย่างทริปอียิปต์ให้ฟังนิดนึง ประเทศอียิปต์นี่ถือเป็นแหล่งวัฒนธรรมแรกๆ ของโลกใช่มั้ย ดังนั้นการทำทริปของผมก็จะเริ่มจากการสร้างแนวคิดสำคัญสองสามอย่าง

อย่างแรกคือเวลาเราไปเที่ยวเนี่ย เราจะเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อเราได้ “รู้จักกับมนุษย์” ซึ่งการรู้จักกับมนุษย์ ก็คือ การที่เราเข้าใจวิธีคิดหรือวิธีตัดสินใจของเขา

ผมว่าโดยทั่วไปแล้วมนุษย์เราคิดอยู่สองวิธีนะครับ หนึ่งคือคิดจากประสบการณ์ ใช้ประสบการณ์ช่วยออกแบบอนาคต คิดหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายในอดีต อย่างเช่นเราอยู่ใกล้พม่า เคยโดยพม่าเผาเมือง เราก็จะมีวิธีคิดแบบหนึ่ง อันที่สองคือคิดจากสิ่งแวดล้อม มนุษย์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างกันก็จะมีวิธีคิดต่างกัน

ดังนั้นเวลาผมพาคนไปเที่ยว ผมก็จะพาเขาไปเห็นสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ของพื้นที่นั้นๆ  ทำให้ลูกทัวร์เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันส่งผลกับความคิดของมนุษย์ในพื้นที่อย่างไรบ้าง อะไรที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างกัน เช่นเราไปอียิปต์เราก็ต้องให้คนได้สนุกกับประวัติศาสตร์ของเหล่าเทพเจ้า กับแม่น้ำไนล์ กับคาบสมุทรไซนาย เพราะพวกนี้คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คนอียิปต์สร้างภูมิปัญญาแบบนี้ขึ้นมา

DSC_1727.jpg DSC_1806.jpg 

เล่านิทานอย่างไรให้สนุก (และจำได้)
ผมก็จะใช้ความรู้เรื่องจิตวิทยามาสร้างรูปแบบการเล่าครับ คือผมเองไม่เชื่อว่าคนเราต้องเสพเรื่องราวแบบ ก-ฮ เสมอไป เราสามารถดึงจุดไหนขึ้นมาเล่าปูพื้นก่อนก็ได้ มันก็เหมือนกับการทำภาพยนตร์ที่เราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากจุดแรก เราไปเริ่มจากจุดที่น่าสนใจและทำให้ลูกทัวร์สนใจเราต่อเนื่องไปจนจบดีกว่า พูดง่ายๆ ก็เหมือนผมใช้วิชาการเขียนบทมาออกแบบทัวร์นั่นแหละครับ

อีกตัวอย่างจากทริปนครวัด ก็คือ ผมสังเกตว่าทัวร์ทั่วๆ ไปเขาจะมีแพทเทิร์นการนำทัวร์แบบไล่ตามกลุ่มปราสาท คืออันไหนที่อยู่ใกล้ก็จะถูกให้แวะก่อน จากนั้นก็ไล่แวะไปเรื่อยๆ ตามระยะทาง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มปราสาทพวกนี้มันมีอายุต่างกันมาก ถูกสร้างในช่วงเวลาที่ต่างกันบางทีเป็นร้อยๆ ปี ผมเข้าใจว่าแพทเทิร์นทัวร์แบบนี้คงเน้นประหยัดน้ำมัน แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยครับที่เราจะทำให้ลูกทัวร์เข้าใจถึงวิธีคิดของมนุษย์ ณ ที่ตรงนั้น เขาจะไม่เข้าใจวิธีคลี่คลายปมปัญหา หรือแม้กระทั่งบริบททางสังคมของแต่ละยุคสมัย ซึ่งถ้าผมออกแบบทัวร์นครวัด ผมจะไม่แคร์เรื่องค่าน้ำมันแพงเลย

นครวัดมีปราสาทที่เขาเที่ยวกันอยู่ประมาณ 70 แห่ง ทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือนักท่องเที่ยวกลับมาบ้านแล้วจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ตัวเองไปถ่ายรูปกับปราสาทอะไรมาบ้าง ผมว่าแบบนี้มันเป็นการเที่ยวที่ “ล้มเหลว” นะ

ทำไมเราไม่ตัดการเที่ยวให้เหลือน้อยปราสาทลง แต่ทำให้คนเที่ยวเกิดความเข้าใจ (ที่ลึกซึ้ง) กับสิ่งตรงหน้า คุณจะไปทำไมหลายสิบปราสาทถ้าไม่เข้าใจมันสักอัน ไม่ได้รู้เลยว่าประวัติศาสตร์ตรงนั้นมันคลี่คลายมายังไง จากแบบเก่ามาแบบใหม่มันเป็นเพราะอะไร โลกมันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง สงครามทำให้เกิดอะไรขึ้น ฯลฯ ดังนั้นถ้าคุณไปทัวร์นครวัด 3 วันกับผม ผมพาคุณเที่ยว 7 ปราสาทพอ บางวันไปแค่ 2 แห่ง ไปเช้ารอบนึง แล้วตอนเย็นกลับมาซ้ำอีกรอบ มาให้เห็นการตกกระทบของแสงที่เปลี่ยนไป แล้วคุณจะซึ้งใจเองว่า...ทำไมเราถึงกลับมาดู

DSC_1787.jpg DSCF0258.jpg

สรุปหัวใจของการทำ Creative Travel
คือการ
Customize ครับ คือผมเรียนสื่อสารมวลชนมา ผมมองว่าทุกการสื่อสารย่อมต้องมี 1. ผู้ส่งสาร  2. ตัวสาร และ 3. ผู้รับสาร สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่เปลี่ยนตลอดในทุกการเดินทาง ดังนั้นเวลาผมพาคนแต่ละกลุ่มไปเที่ยวมันย่อมต้องไม่เหมือนกัน ผมต้องเลือกวิธีการส่งสารให้เหมาะ เลือกตัวสารให้เหมาะ ซึ่งของพวกนี้เราก็ต้องออกแบบไว้ก่อน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมจัดทริปสุโขทัย ใครจะไปกับผมบ้างผมให้ส่งชื่อล่วงหน้ามาให้หมด ถ้าไม่ส่งไม่ให้ไปนะ ทั้งนี้เพราะเวลาผมพาลูกทัวร์เข้าพิพิธภัณฑ์ ไปดูศิลาจารึก ไปดูตัวอักษรโบราณ ผมตั้งใจจะชวนเขาหัดเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาโบราณกัน  แรกๆ ทุกคนก็จะไม่อินกับผมหรอก เพราะมันยากครับ แต่แน่นอนว่ามันก็จะมีบางคนที่ตั้งใจเขียน พยายามจนสำเร็จ ซึ่งผมก็จะให้รางวัลเขาเป็นป้ายชื่อเขาเองในอักษรสุโขทัย ผมทำมาอย่างหรูเลยนะ พอคนอื่นๆ เห็นก็จะตกใจกัน เอ๊ะ! คุณบินหลารู้ได้ยังไงว่าคนนี้จะชนะ?

...เปล่าหรอก ผมก็เตรียมมาทุกชื่อเลยไง (หัวเราะ) เตรียมไว้ให้ทุกคนอยู่แล้ว พอรู้อย่างนี้คนอื่นตั้งใจเขียนกันใหญ่เลยครับ อยากได้รางวัลกันทั้งนั้น พอทำจนสำเร็จได้ก็ดีใจและภูมิใจในตัวเองกัน ซึ่งมันก็ทำให้ป้ายชื่อเล็กๆ นี้มีคุณค่ามากขึ้นด้วย สรุปงานนั้นทุกคนก็กลับบ้านไปพร้อมความเข้าใจเรื่องตัวอักษรสุโขทัยที่มากขึ้น ผมจะ customize สิ่งเล็กๆ พวกนี้เป็นอุบายเสมอครับ และมันได้ผลทุกครั้ง

กลยุทธ์เด่นของทัวร์บินหลา
ผมจะให้ความสำคัญกับคนที่ไปด้วยที่สุดครับ อย่างเวลาไปต่างประเทศนี่ผมไม่ได้มีบริษัททัวร์เองนะ เค้าก็ต้องไปจ้างบริษัททัวร์ท้องถิ่นอีกที และจ่ายเพิ่มเพื่อให้ผมไปด้วย
(คือมันแพงขึ้นที่ตัวผม) เพราะฉะนั้นแล้วลูกทัวร์ส่วนใหญ่ของผมก็จะไม่ใช่ตลาดทั่วไป เป็นคนกลุ่มที่พิเศษหน่อย เช่น หมอ อาจารย์ ฯลฯ ซึ่งผมก็ต้องออกแบบรายละเอียดทัวร์ให้มันสอดคล้องกับกลุ่มคนเหล่านี้ สอดคล้องกับพื้นที่ และสัมพันธ์กับเดสทิเนชั่นด้วย

เช่นถ้าไปอียิปต์กับกลุ่มหมอ ผมก็จะมีปากกาที่พันผ้าเป็นเหมือนมัมมี่ไปแจกด้วย ใครที่เล่นสนุกกับผม ผมก็แจกด้ามหนึ่ง เพราะเอาเข้าจริงคุณหมอสมัยนี้เขาก็ไม่ได้จะสนใจการแพทย์ของอียิปต์โบราณนะ (เขาสนใจแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่า) ดังนั้นเราก็ต้องสร้างสิ่งเร้าให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมา

“ผมจะจุดประเด็นว่า พวกคุณหมอรู้มั้ยว่ามนุษย์เราให้ความสำคัญกับอวัยวะในร่างกายต่างกันในแต่ละยุคสมัยนะ คำถามแบบนี้แหละที่จะนำไปสู่ความอยากรู้อยากเห็น มันกระตุ้นเขา และทำให้ผมเล่าเรื่องต่อได้อย่างสนุก

นอกจากนั้น ถ้ามีโอกาสผมก็จะพาลูกทัวร์ไปทำกิจกรรมในแบบที่คนท้องถิ่นเขาทำกันเสมอๆ เช่น ไปพม่าก็ต้องพาไปนั่งยองๆ กินน้ำชากันหน่อย ไม่ใช่ไปให้เห็นอย่างเดียว แต่ไปให้รู้สึกด้วย แต่อย่างบางประเทศที่มันอันตรายหน่อยเราก็ต้องระวัง เช่นอียิปต์ในตอนนี้เป็นต้น

DSCF0281.jpg

Creative Tourism จะเติบโตอย่างไรในอนาคต
คำว่า “ครีเอทีฟ” หรือ “การออกแบบ” นี่มันสัมพันธ์เกี่ยวข้องวิถีของมนุษย์อยู่แล้วนะ คือมันทำให้ชีวิตประจำวันของเรามีรายละเอียดมากขึ้น มี “ฟีลลิ่ง” มากขึ้น ซึ่งผมว่าตรงนี้แหละที่มนุษย์สมัยใหม่จะต้องการมากๆ  ผู้คนโหยหาถึงประสบการณ์ที่ลึกขึ้น และเราก็ต้องอาศัยการออกแบบเข้ามาช่วย
  คือไม่ใช่เฉพาะแค่การท่องเที่ยวหรอกนะครับ แม้แต่การเขียนหนังสือผมก็ต้องใช้การออกแบบเหมือนกัน อย่างเรื่องๆ เดียวกันเนี่ย ถ้าให้นักเขียนสองคนมาเล่า เรื่องที่ได้ออกมาตอนจบมันก็คนละเรื่องกันแล้ว ความรู้สึกที่คนอ่านได้รับมันก็ต่างกันเลย เชื่อผมสิ

แต่ก่อนที่เราจะออกแบบหรือสร้างสรรค์อะไรได้ ผมว่าเราต้องรู้ 3 เรื่องก่อน หนึ่งคือรู้ตัวเอง (ผู้ส่งสาร) รู้ว่าเราเป็นใคร รู้ว่าเรารู้แค่ไหน หรือไม่รู้อย่างไร สองคือรู้ผู้ฟัง (ผู้รับสาร) รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะมนุษย์แต่ละคนมีจุดเร้าไม่เหมือนกัน ท้ายสุดคือรู้ตัวเรื่อง (ตัวสาร) รู้ว่ามันเคยถูกเล่ามาอย่างไรบ้าง ด้วยขนบประเพณีแบบไหน เพื่อที่เราจะพลิกแพลงมันได้ ทั้งสามข้อนี้ยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเลือกวิธีการออกแบบได้ดีขึ้นเท่านั้น

ประเทศที่ทำ Creative Tourism ได้ดีที่สุด
ตอบยากครับ แต่ถ้าเอาที่ผมสนใจ หรือที่ผมว่าเขาสร้างเรื่องเล่าได้ดี ผมก็ว่าเป็นประเทศในกลุ่มยุโรปนะ อย่างเช่น ฝรั่งเศส หรือ กรุงปารีส นี่ผมว่าเล่าเรื่องเก่งมากเลย คือเขาลึกซึ้งกับวัฒนธรรมมาก ดังนั้นเขาก็พัฒนารูปแบบการเล่าเรื่องได้หลากหลาย

อย่างถ้าเราไปเที่ยวบ้านนักเขียนในฝรั่งเศส เขาก็จะมีป้ายเล็กๆ มาติดไว้เป็นตัวยั่วยุเราก่อน มีการออกแบบทางขึ้นที่ดูมีรสนิยม ฯลฯ คือมันถูกออกแบบไว้หมดเลยน่ะ เป็นการเล่าเรื่องที่สนุก คอยกระตุ้นเราไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหมาย

อย่างพิพิธภัณฑ์ในกรุงปารีส แต่ก่อนอาจจะเป็นที่เก็บของใช่มั้ย แต่ทุกวันนี้มันเป็นที่เล่าเรื่องไปแล้ว คือสมัยก่อนตอนที่มันยังเป็นที่เก็บของอยู่ การจัดแสดงก็จะเป็นแบบเรียงจากเก่าไปใหม่ ไม่ได้ถูกออกแบบอะไรมากมาย แต่พอตอนนี้เขารู้แล้วว่าแพทเทิร์นนั้นมันไม่เร้าใจคนดู สมัยนี้เขาจึงเปลี่ยนแปลงโดยนำของที่เด็ดสุดๆ มาโชว์ไว้ด้านหน้า ทำให้คนดูรู้สึก ว้าวแต่ต้นไปเลย แล้วจากนั้นเขาก็จะเริ่มใส่ใจของชิ้นอื่นๆ ในพิพิธภัณฑ์เอง นี่ล่ะครับคือการออกแบบการเล่าเรื่องที่เยี่ยมมาก แม้มันอาจจะทำให้คุณต้องใช้เงินมากขึ้น (ในการออกแบบนู่นนิดนี่หน่อย) แต่มันก็จะทำให้คุณได้รับเงินกลับมามากขึ้นเช่นกัน ผมอยากให้คนในธุรกิจท่องเที่ยวคิดเช่นนี้

คุณเก็บเงินค่าทัวร์เพิ่มขึ้นได้ ไม่ใช่ออกแบบมากขึ้นแต่คิดราคาเท่าเดิม เพราะถ้าคุณตั้งใจทำดีจริงๆ ลูกค้าของคุณก็จะได้รับสิ่งที่คุ้มค่ากับเงินที่เขาจ่ายเพิ่มไป ...มันเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลครับ

ความเชื่อมโยงของ Creative Tourism กับธุรกิจอื่น
การท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ทำราคาได้และต่อยอดได้ไม่หมดครับ นักท่องเที่ยวสมัยนี้มีหลากหลายกลุ่มมาก เราไม่จำเป็นต้องจับตลาดใหญ่เสมอไปก็ได้ ต่อให้เป็นกลุ่มเล็กเราก็ยังมีพื้นที่ให้ทำอะไรอีกเยอะ

อันที่จริงการออกแบบสร้างสรรค์มีแต่จะทำให้ตลาดของคุณย่อเล็กลงนะ แต่เขาจะเป็นของคุณเลย เป็นของคุณคนเดียว ไม่มีใครมาแย่งคุณได้

นอกจากนั้น แม้ตลาดจะกลุ่มเล็กลง แต่อำนาจการจ่ายเงินของเขาจะเข้มขึ้น จ่ายหนักๆ ได้กับสิ่งที่เขาชอบ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ทุกฝ่าย “ได้” กันหมดนะครับ ทั้งตัวลูกค้า คนทำทัวร์ รวมไปถึงธุรกิจแวดล้อมในชุมชน หรือในเส้นทางการท่องเที่ยว ทุกคนจะได้รับผลพลอยได้ไปด้วย

DSC_1782.jpg

มุมมองต่อ “การท่องเที่ยว” และ “การเดินทาง”
คุณรงค์ วงษ์สวรรค์ เคยพูดบ่อยๆ ว่า “การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน” ครับ ดังนั้นในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง ผมก็อยากยั่วยุให้ทุกคนออกเดินทาง
ส่วนคำว่า “เดินทาง” กับ “ท่องเที่ยว” นั้นต่างกันที่ “ตัวคุณ” ถ้าคุณออกเดินทาง นั่นหมายถึงคุณจะไม่เอาเปลือกของตัวคุณไปด้วย หรือเอาไปให้น้อยที่สุด และเมื่อคุณไปถึงที่ไหน ก็ให้ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น นักเดินทางจึงจะได้สัมผัสกับความคิดและความเป็นมนุษย์​​ ณ ที่แห่งนั้น

แต่ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยว ไปเที่ยวกับทัวร์ (ทั่วๆ ไป) คุณก็จะได้เที่ยวแบบนักล่าอาณานิคมสมัยก่อน  คือเอาเปลือกของคุณไปด้วยทุกที่ ไกด์ทัวร์ก็จะพยายามหาร้านอาหารไทยหรือร้านอาหารจีนให้คุณกิน เอาพริกน้ำปลาไปด้วย ซึ่งการเที่ยวแบบนี้คุณแทบจะไม่ได้ “สัมผัส” เลยว่าคนในบ้านเมืองพื้นถิ่นนั้นเขาใช้ชีวิตยังไงกัน เขาคิดอะไร กินแบบไหน ฯลฯ เปลือกที่คุณนำติดตัวไปจะทำให้คุณรู้สึกแปลกแยก อาจมองเขาต่ำต้อยกว่า ฯลฯ ที่สำคัญนะคุณจะพลาดโอกาสที่จะ “เปลี่ยนแปลง” หลายๆ อย่างในตัวคุณ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ “การเดินทาง” ควรจะให้กับคุณได้

คุณต้อ บินหลา สันกาลาคีรี จบการพูดคุยกับเราในครั้งนี้ด้วยประโยคย้อนแย้งชวนขำ “แต่ก่อนผมเกลียดการไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ที่สุดเลยนะ แต่วันนี้ผมกลับมาทำงานออกแบบทัวร์เสียเอง คุณคิดดูสิ” ...ดูเหมือนชีวิตจะชอบเล่นตลกแบบนี้เสมอ

DSCF0097.jpg

เคล็ดไม่ลับของการทำ Creative Travel ในสไตล์บินหล

อย่าพาไปแค่เห็น แต่พาไปให้รู้สึก

ถ้าคุณตั้งใจออกแบบ คุณก็จะได้ทัวร์ที่โดดเด่นในแบบของคุณ

ใช้ทักษะ ความรู้ หรือความสนใจของตัวเอง มาสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับการท่องเที่ยว เช่น ทัวร์ทอผ้า ทัวร์ภาษา ทัวร์อาหาร ทัวร์สวน ฯลฯ

- First Impression สำคัญมากในการเล่าเรื่อง

- การออกแบบจะทำให้ตลาดของคุณเล็กลง แต่เขาจะเป็นของคุณคนเดียว และจะจ่ายให้คุณมากขึ้น


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Creative Travel

ทริปเดินทางสร้างประสบการณ์ (Creative Experiential travel) ไม่ใช่การเดินทางท่องเที่ยวแบบประเพณีนิยมที่เน้นแค่การไปให้ถึงจุดหมาย ถ่ายรูป ซื้อของที่ระลึก แชร์รูปในโซเชียลมีเดีย ฯลฯ  แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ผ่านการวางแผนล่วงหน้ามาอย่างดี นำเสนอข้อมูลแบบครบรส ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ชุมชน การเมืองการปกครอง อาหารการกิน ความเชื่อที่เป็นรากเหง้าในสังคม ฯลฯ ซึ่งสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้จะค่อยๆ ตกตะกอนและสะท้อนให้เราได้มองเห็นตัวเอง รวมถึงมีความเข้าใจต่อชีวิตปัจจุบันในมิติที่กว้างขึ้น

กลวิธีการดำเนินทัวร์จะเน้นที่การ ออกแบบข้อมูล ให้เหมาะสมกับสถานที่และเป้าหมายของแต่ละทริป เริ่มตั้งแต่การกำหนดเส้นทาง การเลือกใช้พาหนะ ไปจนถึงการนำสัญลักษณ์เล็กๆ น้อยๆ จากหน้าประวัติศาสตร์มาประกอบ นิทานเล่าเรื่อง ทั้งนี้เพื่อจะให้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางมีความแตกต่างแต่น่าสนใจ กระตุกต่อมคิดให้ผู้ร่วมเดินทางได้ตั้งคำถาม กับประวัติศาสตร์ด้วยทัศนคติใหม่ที่เปิดกว้าง ไม่มีถูกผิด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผู้ร่วมเดินทางแต่ละคนก็จะได้เห็นความงามของสถานที่หนึ่งๆ...ผ่านตาและใจของตนเอง




« Back to Result

  • Published Date: 2014-02-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com