Creative Knowledge

« Back to Result | List

จาก "เครป" สู่ "มากาฮอง" เส้นทางท่องโลกของ "ขนมฝรั่งเศส”

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม / เรียบเรียง : วิสาข์ สอตระกูล 

Crepe 2.jpg

วัยรุ่น(ดึก)เมื่อสักยี่สิบกว่าปีก่อน คงไม่มีใครหลงลืมท่วงท่าปาดแป้งเนื้อเนียนบนเตาร้อนฉ่าของ "คนขายเครป" ย่านสยามสแควร์ ที่สามารถดึงดูดสายตานักช็อปได้แทบทุกคู่ กลิ่นหอมหวานของมันทำให้หลายคนอดใจไม่ไหวที่จะหยุดยืน "เข้าคิว" สั่งรับประทานกันคนละอันสองอัน ครั้นในอีกสิบปีต่อมาเครปร้อนฉ่าที่มีไส้คาวอย่างแฮมและไข่ ก็ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็น "เครปเย็น" ไส้ผลไม้หลากสี (ทั้งไส้สตรอเบอรี่ กล้วย กีวี่ แบล็กเคอเรนท์ ฯลฯ) รสหวานซ่อนเปรี้ยวที่โอบกอดด้วยปุยครีมสดฟูฟ่องนี้แม้จะมีรูปแบบที่ต่างออกไปจากเครปร้อนเมื่อทศวรรษก่อน แต่ก็ยังคง "เรียกแขก" ในย่านสุดฮิปใจกลางกรุงเทพได้ดีเช่นเดิมไม่ต่างกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายคนเข้าใจว่า “เครปเย็น” หอมหวานนั้น เป็นสูตรที่ชาวญี่ปุ่นได้นำเอา “เครปคาว” ซึ่งมีต้นกำเนิดในแคว้นเบรอตาจ์น (Bretagne) ประเทศฝรั่งเศสไปดัดแปลง แต่แท้จริงแล้วทั้งเครปคาวและเครปหวานล้วนมีมาตุภูมิบ้านเกิดอยู่ในแดนน้ำหอมทั้งสิ้น โดยมันมีประวัติอันยาวนานย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 13 โน่น ก่อนจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังประเทศญี่ปุ่น (ที่บ้าฝรั่งเศสเอามากๆ) และก็มาขึ้นฝั่งที่ไทย (ที่บ้าญี่ปุ่นเอามากๆ) ในเวลาต่อมา

c1.jpg

1.jpg

c3.jpg

 

ทุกวันนี้ทั้งเครปร้อน (คาวและเครปเย็น (หวานได้กลายมาเป็นขนมสุดฮิตของบรรดานักกินชาวไทย ความนิยมของมันแพร่หลายขจรขจายออกไปทั่วทุกมุมเมือง กระทั่งแม่ค้าเครปบางคนถึงกับสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมาได้ อาทิเช่น เครปป้าเฉื่อย ย่านโชคชัย ที่ฮิตติดชาร์ตถึงขนาดจะสั่งกินสักชิ้นต้องนั่งรอกัน - 4 ชั่วโมง!

m2.jpg

มาดูเรื่องราวชีวิตของ “มากาฮอง” (Macaron) กันบ้าง ว่ากันว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับเรื่องของ “มากาฮอง แมดเนส” (Macaron Madness) ก็เช่นกัน  ณ วินาทีนี้คงไม่มีขนมใดจะเป็นที่ต้องตาต้องใจนักชิมชาวกรุงได้เท่ากับขนมกลมๆ คละรสหลากสีชนิดนี้อีกแล้ว มากาฮองได้กลายมาเป็น “วัตถุแห่งความคลั่งไคล้” ของกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบความหอมหวานจากการเดินทางข้ามวัฒนธรรม และขายดีแบบเทน้ำเทท่าจนกรุงเทพฯ เมืองกระแดะของเราต้องมี “มากาฮอง เฟสติวัล” ที่จัดขึ้นหมุนเวียนไปตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ

อย่างไรก็ดี ต้นกำเนิดของมากาฮงนั้นยังไม่แน่ชัด บ้างก็ว่าถือกำเนิดในคอนแวนต์ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7 บ้างก็ว่ามาจากเชฟขนมอบชาวอิตาเลียนของพระนางคัทเธอรีน เดอ เมดิชี ในศตวรรษที่ 16 ฯลฯ แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะนั่งจิบชาในปารีส เดินผ่านร้านขนมอบสุดชิคในนิวยอร์ค เสาะหาร้านขนมสุดล้ำในโตเกียว หรือแม้แต่เหลียวซ้ายแลขวาในพารากอนฟู้ดฮอลล์ ขนมอบทรงกลมหลากสีนี้ก็จะไม่มีวันรอดพ้นสายตาคุณไปได้ ที่สำคัญ กลิ่น สี และรสชาติของมากาฮองนั้นก็กำลังมีความหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ (ตามแต่ท้องถิ่นที่มากาฮองเดินทางไป) โดยนอกจากรสวนิลลา กาแฟ เฮเซลนัท กุหลาบ และรสดั้งเดิมต่างๆ แล้ว เรายังมีมากาฮองรสชาเขียว งาดำ มะนาว-กะเพรา ฯลฯ ที่ทยอยคลอดออกมาให้ชาวโลกได้เพลิดเพลินในศตวรรษนี้ด้วย


m1.jpg

เส้นทางชีวิตของ “เครป” และ “มากาฮอง” นั้นแทบไม่ต่างกัน คือล้วนมีต้นกำเนิดจากประเทศฝรั่งเศส ข้ามไปโด่งดังในประเทศญี่ปุ่น และก็มาพีคถึงขีดสุดที่เมืองไทย ... ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มันคือสูตรสำเร็จอะไรบางอย่างหรือไม่?

หากเทียบกับขนม mass-produced แบบอเมริกันนิยม (ที่ต้องอาศัยงบการตลาดทั่วโลกปีละหลายๆ ล้านเหรียญแล้ว) คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า “ขนมฝรั่งเศส” ช่างเป็นที่น่าอิจฉาในบรรดาวัฒนธรรมขนมโลกทั้งหมด เพราะตั้งแต่สินค้าระดับ street food อย่างเครป ไปจนถึงระดับ tearoom อย่างมากาฮอง ก็ดูเหมือนว่าพวกมันจะ “ขายตัวเองได้สบายๆ” โดยไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาดอะไรมากนัก (ทั้งๆ ที่บางชิ้นตั้งราคาค่าตัวสูงลิ่ว เช่น มากาฮองชิ้นละ 100 บาท ก็ยังมีคนซื้อ)

นักชิมหลายคนมองว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดาขนมจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสจะได้รับความนิยมแพร่หลายและถูกทำให้มีคุณค่าเลิศเลอถึงเพียงนี้ เพราะเหตุผลก็คือ นอกจากรสชาติอันหอมหวานของมันจะเหมาะกับชารสเข้มยามบ่ายแล้ว ส่วนผสมอันพิถีพิถันและกรรมวิธีการปรุงที่ต้องใช้น้ำอดน้ำทนอย่างมากของมัน ก็ได้ทำให้ “วัฒนธรรมการครัวฝรั่งเศส” ขึ้นชื่อมาตลอดทุกยุคทุกสมัยว่ามีความ “วิจิตรบรรจง” “เป็นศิลปะ” และ “แพงได้โดยไม่ต้องโปรโมท” (ซึ่งดันไปตรงกับวิธีคิดและปรัชญาการบริโภคของชาวญี่ปุ่นพอดีเป๊ะ)

patis paris.jpg

ปิดท้ายง่ายๆ ว่า แม้ฝรั่งเศสจะเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า 200 ปีแล้ว แต่กลวิธีการสร้าง “เรื่องราว” ที่เก่งกาจของชนรุ่นหลังก็ทำให้ขนม (และอาหาร) ฝรั่งเศสยังคงครองภาพลักษณ์ความเป็น “ราชนิกูล” มาได้ยาวนานจนถึงปัจจุบัน สูตรสำเร็จแบบนี้อันที่จริงชาติพันธุ์ไหนที่มีประวัติศาสตร์ของตัวเองก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ขอแค่มีหัวใจ 3 ห้องที่ต้องแข็งแรงมากๆ นั่นก็คือ

1. ต้องมั่นใจว่าตัวสินค้าเป็นของดี “มีคุณภาพ” จริงๆ 
2. ต้องสร้าง “เรื่องราว” อันทรงพลังไว้เบื้องหลังสินค้า
3. เพิ่มคุณค่าให้สินค้าด้วยการสะท้อน “รสนิยมที่ใช่”​ ในใจผู้บริโภค

paris patis.jpg

photo credit
spiciefoodie.com
capturingpenang.com
bonboncrepe.com
nytimes.com
telegraph.co.uk
viator.com
archives.starbulletin.com

 

« Back to Result

  • Published Date: 2014-02-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง
  • สำรวจมุมมองนักคิด “วิชัย พูลวรลักษณ์” นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของอาณาจักรไลฟ์สไตล์ W District ย่านพระโขนง กับโปรเจ็กต์ใหม่ที่จับมือร่วมกับ TCDC ในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้และบ่มเพาะไอเดียจากแนวคิดเรื่องการเข้าใจประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างจริงจัง
  • “โอชานคร” ผ้าพันคอศิลปะลายจัดจ้าน แรงบันดาลใจจากชายหาดและเทศกาลดนตรี