Creative Knowledge

« Back to Result | List

“Never Go To Thailand” คลิปยอดฮิตกับแนวคิด Reverse Psychology

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

หลังจากที่คลิปวิดีโอความยาว 4 นาที 36 วินาที ที่มาพร้อมกับไตเติ้ลแปลกๆ ว่า Never Go To Thailand” ถูกโพสลงใน Youtube และ Vimeo เพียง 2 สัปดาห์ คลิปวิดีโอนี้ก็ดันยอดผู้ชมไปได้กว่า 150,000 ครั้ง พร้อมกับคำวิจารณ์แง่บวกที่ว่า มันช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยได้แบบแรงๆ โดยไม่ต้องมีตัวช่วยอื่นด้วยซ้ำ”  นี่ล่ะมั้งเขาถึงว่ากันว่าพลังของ Positive Viral ในโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่มองข้ามไมได้สำหรับการโฆษณายุคปัจจุบัน

ผลงานคลิปวิดีโอชิ้นนี้สร้างสรรค์โดยนายไบรอัน คามูแซท (Brian Camusat) ผู้กำกับหนุ่มชาวฝรั่งเศส ที่มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเมื่อราวเดือนพฤษภาคม 2556 ไบรอันเล่าว่าเขาใช้แค่อุปกรณ์การบันทึกภาพขนาดเล็ก (แต่ทรงคุณภาพ) ถ่ายทำ 6 สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ อาทิเช่น กรุงเทพฯ อยุธยา สุโขทัย เชียงใหม่ เกาะสมุย และเกาะพงัน และหลังจากที่เขาเดินทางกลับไปบ้าน (ประเทศฝรั่งเศส) เขาก็เกิดไอเดียอยากจัดทำคลิปวีดิโอชิ้นนี้ขึ้นมา โดยนำหลักการแบบจิตวิทยากลับด้าน” (หรือ Reverse Psychology) มาเป็นกลยุทธในการสื่อสาร  ไบรอันตั้งชื่อผลงานของเขาว่า “Never Go To Thailand”

และก็เป็นไปตามคาด การตั้งชื่อคลิปในเชิงลบนี้ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์เกิดคำถามสวนขึ้นมาทันทีว่า แล้วทำไมคุณถึงไม่อยากให้คนอื่นไปเมืองไทยล่ะ?” และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนอีกหลายแสนกดคลิกดูวิดีโอนี้เพื่อค้นหาคำตอบ

n1.jpg

แน่นอนว่า After Effect หลังจากการชมคลิปวิดีโอ Never Go To Thailand ได้ส่งผลให้หลายๆ คนเกิดแรงบันดาลใจอยากจะมาท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น เพราะทุกมุมกล้อง ทุกการเดินทาง ทุกสถานที่ท่องเที่ยว และทุกรอยยิ้มจากเจ้าบ้านคนไทย ที่นายไบรอันได้ถ่ายทอดออกไปนั้น ล้วนแสดงให้เห็นถึง เส้นทางประสบการณ์และ ความทรงจำดีๆที่เขาเก็บเกี่ยวไว้ในคลังความประทับใจส่วนลึก (ซึ่งดูเหมือนจะตราตรึงอยู่กับตัวเขาและเพื่อนๆ ไปอีกนานแสนนาน)

ส่วนเหตุผลที่คุณไม่ควรมาเมืองไทย (ตามชื่อคลิปวิดีโอ) นั้นก็ง่ายมากไบรอันแค่จะบอกว่า ก็เพราะคุณจะหลงใหลประเทศนี้จนไม่อยากกลับบ้านนั่นเอง

แต่อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับว่าทำไมอยู่ดีๆ นายไบรอันถึงจัดทำคลิปวิดีโอนี้ขึ้นเพื่อโปรโมทเมืองไทยให้ฟรีๆ (อะไรจะอินขนาดนั้น?) เพราะในความเป็นจริงแล้ว Never Go To Thailand ก็ยังมีอีกบทบาทหนึ่งด้วย นั่นก็คือการเป็นชิ้นงานตัวอย่าง (Pilot project) ภายใต้แนวคิดการทำซีรีย์ “Never Go To… ของบริษัท MEDIAGORA (ประเทศฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นบริษัทด้านการสื่อสารที่นายไบรอันทำงานอยู่นั่นเอง

n4.jpg

เมื่อเราค้นคว้าข้อมูลลึกขึ้น เราจึงพบว่าซีรีย์ “Never Go To…” นี้มีเป้าหมายที่จะจับกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค ระดับท้องถิ่น หรือกระทั่งกับกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ อย่างเช่น โรงแรม หรือ สวนสนุก ด้วย  

บริษัท MEDIAGORA เผยว่าพวกเขาต้องการจะนำเสนองานส่งเสริมการขายในรูปแบบใหม่นี้ให้กับทางลูกค้า ซึ่งก็รวมถึงการทำคลิปวิดีโอ งานกราฟฟิกออนไลน์ และการบริหารจัดการสื่อดิจิตอลด้วย เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากครับ สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายมาเป็นช่องทางสำคัญที่นักท่องเที่ยวใช้ค้นหาข้อมูล ทั้งก่อนการเดินทาง ระหว่างการเดินทาง และหลังการเดินทางด้วย

แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ มาร์ค สติกดอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบริการ และผู้เขียนหนังสือเรื่อง Service Design and Tourism อย่างพอดิบพอดี โดยมาร์คเคยกล่าวไว้ในงานสัมมนา Creativities Unfold 2013 ณ กรุงเทพมหานคร ว่า เทคโนโลยีมวลชน (Social Media) ได้กลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจท่องเที่ยว เพราะเมื่อผู้ใช้บริการคนหนึ่งได้โพสต์ความคิดเห็นบางอย่างขึ้นเว็บไป มันก็จะกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้บริการคนอื่นๆ ด้วยทันที”

ด้วยเหตุผลนี้ คลิปวีดิโอ Never Go To Thailand ก็คงจะเปรียบได้กับ “การเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง” ของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง และในตลอดเส้นทางการถ่ายทอดเรื่องราวนั้น มันก็ได้เผยให้เห็นถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีความน่าประทับใจของประเทศไทย ทั้งในด้านภูมิประเทศ (ลุยป่ายันดำน้ำชมปะการัง), การดื่มด่ำวัฒนธรรมประเพณี (การชมกีฬามวยไทย, สีสันของอาหารริมทางที่ชวนน้ำลายสอ ฯลฯ), รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวรอยยิ้มจากคนไทย ซึ่งก็ถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งในการ “มาถึงเมืองไทย” ด้วย  เนื้อหาเหล่านี้เมื่อถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวแล้ว มันก็จะกลายเป็น “ชุดประสบการณ์” (หรือ Customer Journey) ของนักเดินทางคนหนึ่ง ซึ่งสำหรับโลกยุคปัจจุบัน (ที่สังคมออนไลน์มีพลังต่อความคิดและความเชื่อของผู้คนอย่างมาก) นี่อาจจะเป็น “กระบอกเสียงที่ดีที่สุด” ของการโปรโมทการท่องเที่ยวในประเทศหนึ่งๆ เลยก็ว่าได้

 n2.jpg

จากความสำเร็จของคลิปวิดีโอ Never Go To Thailand ในปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงจับมือกับ MEDIAGORA เพื่อเปิดตัวดิจิตอลแคมเปญอันใหม่ภายใต้ชื่อwww.nevergotothailand.com โดยพวกเขาตั้งใจจะใช้ช่องทางนี้เป็นสื่อในการเชื่อมต่อกับนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการจะแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทย (ผ่านทางวิดีโอ ภาพนิ่ง หรือจะเขียนเป็นเรื่องราวก็ได้) รวมไปถึงเป็นศูนย์ข้อมูลออนไลน์สำหรับผู้ที่สนใจจะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกด้วย

นอกเหนือจากคลิป Never Go To Thailand แล้ว เรายังพบเห็นคลิปอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความประทับใจของชาวต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยของเราได้อีก ยกตัวอย่างเช่น คลิปของนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่หลงรักความเป็นมิตรของคนไทย รวมไปถึงภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา โดยเขาได้นำเพลง “มนต์ไทรโยค” ของวง The Innocent มาให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (ในจังหวัดกาญจนบุรี) ร่วมกันร้องคนละท่อน และถ่ายทอดเป็นคลิปมิวสิควิดีโอดังที่เห็นนี้


ตัวอย่างเหล่านี้คือช่องทางการสื่อสารที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปัจจุบัน 

จากสื่อโฆษณาที่เราคุ้นเคยทางสิ่งพิมพ์หรือโทรทัศน์
ก็มาสู่การถ่ายทอดความทรงจำผ่านสังคมออนไลน์ 
จากการสื่อสารแบบทางเดียวก็มาสู่การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคนทั่วโลก
จากงบลงทุนเพื่อตระเตรียมแหล่งท่องเที่ยวให้สวยงามก็มาสู่การออกแบบบริการที่จะสร้างความประทับใจกันในทุกจุดสัมผัส (Touchpoint)

และท้ายสุดที่จะมองข้ามไม่ได้เลย ก็คือ
จากมุมมองส่วนตัวของนักเดินทางคนหนึ่งกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่สำหรับนักเดินทางในอีกหลายซีกโลก

 n3.jpg

n5.jpg

อ้างอิง : Never Go To, Never Go To Thailand

« Back to Result

  • Published Date: 2014-01-30
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • ศึกษาเส้นทางธุรกิจในตำนานของไทยและนานาชาติ สู่การสืบสานธุรกิจให้ยั่งยืนเพื่อล้มล้างอาถรรพ์ที่ว่า “ถึงรุ่นสามก็เจ๊ง”
  • เพราะไม่มีสิ่งใดที่มั่นคงและแน่นอน ในโลกของธุรกิจก็เช่นกัน มาร่วมศึกษาตัวอย่างของธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่ไม่ช้ากลับดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
  • ค้นหาที่มาที่ไป และเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องจัดงานเฉลิมฉลอง” ในวาระครบรอบต่างๆ ของการทำธุรกิจในประเทศไทย
  • สำรวจธุรกิจจากการต่อยอดและเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยที่หล่อหลอมอยู่กับวิถีชีวิตในครัวเรือนกับ “ผ้าย้อมครามจากครอบครัวแม่ฑีตา” กับเคล็ดลับและทัศนคติที่ช่วยสืบสานตำนานของธุรกิจให้ยั่งยืนมาได้ถึงรุ่นที่สาม
  • “แม้ความตั้งใจดีจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชมสำหรับการเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่การทำกิจการเพื่อสังคมแบบจริงจังนั้น ความตั้งใจดีอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ”
  • “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
    ">
    “ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมที่ไปทำผมในซาลอน แต่ทันทีที่มีผู้ชายเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเธอก็ต้องรีบคว้าผ้ามาคลุมผมที่ยังเปียกอยู่แล้ววิ่งไปหลบในห้องข้างหลัง” 
  • เรียนรู้วิธีการออกแบบประสบการณ์ให้เหมาะสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย และใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มาก กับธุรกิจตัดเย็บชุดสูทจาก “Fred&Francis” ที่เสิร์ฟบริการแปลกใหม่ แตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าจับตามอง